ทารกน้ำหนักน้อย...เรื่องพึงระวังของพ่อแม่ หลังจากมีข่าวเกี่ยวกับการคาดคะเนความสมดุลของประชากรในอนาคตว่า
อัตราส่วนประชากรวัยทำงานกับวัยเกษียณในอนาคตจะมีลักษณะไม่สมดุลกันอย่างมาก
โดยประชากรวัยทำงานจะมีจำนวนน้อยกว่า เนื่องจากคนในปัจจุบันนิยมมีลูกคนเดียวหรืออยู่เป็นโสดมากขึ้น
ทำให้หน่วยงานหลายฝ่ายออกมารณรงค์ให้ประชาชนนิยมมีลูกมากขึ้นเพื่อให้เกิดความสมดุลด้านประชากรในอนาคต
หากแต่คู่แต่งงานในปัจจุบันนอกจากจะนิยมมีลูกน้อยแล้ว ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพ
ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และการดูแลลูกหลังคลอด ส่งผลให้เด็กที่เกิดมามีน้ำหนักน้อยเป็นจำนวนมาก
กรมอนามัยเผยเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มากกว่า 64,000 คนต่อปี
พญ.นิพรรณพร วรมงคลกุล หัวหน้ากลุ่มงานอนามัยแม่และเด็ก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
เผยว่าประเทศไทยมีหญิงตั้งครรภ์ปีละประมาณ 8 แสนคน จากการสำรวจในปี 2546
พบเด็กทารกแรกคลอดมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 8.5 คิดเป็น 64,000-70,000 คนต่อปี
ทั้งจากเด็กที่คลอดตามกำหนดและคลอดก่อนกำหนด
สุขภาพแม่...ปัจจัยหลักทารกน้ำหนักน้อย
จากปัญหาทารกแรกคลอดมีน้ำหนักน้อย ปัจจัยหลักมาจากสุขภาพแม่ทั้งช่วงก่อนตั้งครรภ์และระหว่างตั้งครรภ์
ซึ่ง พญ.นิพรรณพร วรมงคลกุล กล่าวว่า มีงานวิจัยอย่างชัดเจนแล้วว่า ก่อนตั้งครรภ์ หากแม่ตัวเล็ก
น้ำหนักน้อย สูงน้อยกว่า 150 ซม. มีภาวะโลหิตจาง ขาดสารอาหาร จะมีผลต่อน้ำหนักลูก
และเมื่อตั้งครรภ์ หากแม่น้ำหนักขึ้นไม่ถึงเกณฑ์ปกติ คือ 9-10 กก. เมื่ออายุครรภ์ครบ 9 เดือน
ก็ส่งผลต่อน้ำหนักลูกเช่นกัน อีกทั้งยังส่งผลให้ลูกมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะท้องแฝด
กรมอนามัย แนะแม่ดูแลสุขภาพก่อนตั้งครรภ์
พญ.นิพรรณพร วรมงคลกุล แนะนำว่า ก่อนการตั้งครรภ์ แม่ต้องดูแลสุขภาพและความพร้อมของตัวเองก่อนตัดสินใจมีลูก
และเมื่อพร้อมแล้วพอรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ให้รีบฝากครรภ์ทันที โดยไม่ต้องรอให้อายุครรภ์ 3 เดือนหรือมากกว่านั้นแล้วไปฝาก
ซึ่งการบริการทางสาธารณสุขในปัจจุบันจะอำนวยความสะดวกในการตรวจร่างกายแม่ระหว่างตั้งครรภ์ว่า
มีภาวะความเสี่ยงด้านใดบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีโอกาสเลือดจางมากกว่าปกติจากการเสียเลือดทุกเดือน
จากการสำรวจพบว่า หญิงไทยที่ตั้งครรภ์มีภาวะเลือดจางสูงถึงร้อยละ 12 คิดเป็น 96,000 คนต่อปี
ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ ทารกมีน้ำหนักแรกคลอดน้อย หากแม่สามารถตรวจเลือดได้ตั้งแต่แรกและพบภาวะเลือดจาง
แพทย์จะจัดวิตามินเสริมธาตุเหล็ก พร้อมแนะนำภาวะทางโภชนาการและการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีระหว่างตั้งครรภ์ให้แม่ทราบ
ซึ่งจะช่วยไม่ให้เลือดจางและลูกมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ปรับลดภาวะน้ำหนักน้อยในทารก ...คุณทำได้
ทราบวิธีป้องกันที่ต้นเหตุกันไปแล้ว ทั้งการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ การดูแลสุขภาพแม่อย่างดีระหว่างตั้งครรภ์
แต่กรณีที่ทารกคลอดออกมาแล้วมีน้ำหนักน้อย จะดูแลอย่างไร ซึ่งในกรณีนี้ พญ.นิพรรณพร วรมงคลกุล
อธิบายว่า ทารกแรกคลอดที่มีน้ำหนักน้อย หากเป็นการคลอดตามกำหนดจะไม่มีปัญหามากนัก
พ่อแม่สามารถพาลูกกลับบ้านได้ แต่หากเป็นการคลอดก่อนกำหนดต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์สักระยะ
เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถปรับอุณหภูมิร่างกายในสภาพอากาศปกติได้ อีกทั้งอวัยวะต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์
ทำงานได้ไม่ดี เช่น ระบบการหายใจ แพทย์จะนำทารกเข้าตู้อบ เพื่อให้เด็กได้ปรับตัวและให้อวัยวะต่างๆ
มีความพร้อมมากที่สุดก่อนจะอนุญาตให้พ่อแม่นำลูกกลับบ้าน การดูแลลูกที่บ้านทั้งเด็กที่คลอดก่อนกำหนด
และตามกำหนดในระยะแรกนั้นพ่อแม่ควรเน้นเรื่องโภชนาการเป็นหลัก ซึ่งเรื่องนี้จะเริ่มตั้งแต่แรกคลอดแล้ว
โดยการให้ลูกได้ดื่มนมแม่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นมแม่เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักลูกมากที่สุด
ควรให้ลูกดื่มอย่างต่อเนื่องจนถึง 6 เดือน และเริ่มอาหารเสริมที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
ซึ่งพ่อแม่สามารถศึกษาได้จากคู่มือที่ได้จากโรงพยาบาลหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
นอกจากนั้นพ่อแม่ต้องมีเวลาเล่นกับลูก พูดคุยกับลูก หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง
ซึ่งการเล่านิทานให้ลูกฟังสามารถทำได้ตั้งแต่แรกเกิดจะทำให้ลูกค่อยๆ ซึมซับพัฒนาการทางภาษา
มีทักษะการฟังที่ดี และหากพ่อแม่เลือกนิทานที่มีคติสอนใจลูกอย่างนิทานอีสป
จะช่วยเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา (IQ) และอารมณ์ (EQ) ของลูกด้วย
นอกจากนั้นพ่อแม่ต้องระมัดระวังไม่ให้ลูกเจ็บป่วย เพราะการเจ็บป่วยแต่ละครั้งจะทำให้น้ำหนักลูกถดถอยไป 3 สัปดาห์
โดยเฉพาะโรคท้องร่วง อีกทั้งต้องหมั่นตรวจวัดชั่งน้ำหนักและส่วนสูงของลูกเป็นประจำทุกเดือน
เพื่อจะได้เห็นพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูก หากลูกมีการเจริญเติบโตที่ปกติ
จะมีน้ำหนักเท่ากับเด็กคลอดปกติทั่วไปเมื่ออายุ 1 ขวบ
ลูกเปรียบดังแก้วตาดวงใจ พ่อแม่ทุกคนต้องการให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
ซึ่งพ่อแม่จำเป็นต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงก่อน เพื่อเป็นภูมิป้องกันลูกอีกแรง
เมื่อลูกต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจกันของคนในครอบครัวจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
และเป็นพื้นฐานในการสร้างพัฒนาการของลูกให้เป็นเด็กที่มีไอคิวและอีคิวที่ดีเมื่อโตขึ้น
(update 17 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ เมษายน 2548 ]
|