มีคุณแม่ท่านหนึ่งได้มาพบผมด้วยสีหน้าที่มีความกังวล และบอกว่ามีเรื่องไม่สบายใจ
อยากจะขอปรึกษาจะขอเรื่องพฤติกรรมของลูกชายที่ดื้อเหลือเกิน ไม่ว่าจะจัดการแก้ไขด้วยวิธีใดจึงจะเหมาะสม
และคิดว่าตัวเล็กๆ ยังดื้อขนาดนี้ โตขึ้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เกรงว่าจะเป็นปัญหาในอนาคต
ผมได้ให้คุณแม่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับลูกของเธอ เธอให้ข้อมูลว่า ลูกชายคนนี้ชื่อ นัท
น้องนัทเป็นลูกคนแรก อายุ 2 ขวบ ในขวบปีแรกเป็นเด็กน่ารัก หน้าตาดี สมบูรณ์ ผิวพรรณดี
อารมณ์แจ่มใส และรู้ความเร็วมาก เริ่มออกเสียงเรียกแม่ได้ตั้งแต่อายุ 12 เดือน
ขณะนี้พูดได้มาก ดูเป็นเด็กฉลาดเอาการทีเดียว
เธอให้ข้อมูลต่อไปว่า ลูกชายคนนี้เป็นหัวแก้วหัวแหวนและเป็นที่รักของทุกๆ คน
ทุกคนต่างทุ่มเทความรักและความสนใจให้จนเรียกได้ว่า เป็นไข่แดงในบ้านทีเดียว
เธอว่าเธอรักลูกมากและลูกก็ดีทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องดื้ออยู่อย่างเดียวที่ทำให้เธอไม่สบายใจ
ขวบปีแรกน้องนัทเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ดูท่าทางจะเป็นเด็กว่าง่าย จนกระทั่งอายุได้ 1 ขวบเศษๆ
คุณแม่เริ่มและเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวของน้องนัทคือ มีพฤติกรรมที่ฝืน ฝืนเกือบจะทุกอย่าง
โดยเฉพาะเรื่องของกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทาน การเข้านอน การอาบน้ำ แปรงฟัน
หรือการสวมใส่เสื้อผ้า น้องนัทดูจะฝืนไปเสียเกือบทุกกระบวนท่า
คุณแม่น้องนัทได้ทดลองแก้ไขปัญหานี้หลายวิธี ทั้งใช้การพูดจาขอร้องดีๆ
ใช้วิธีชักชวนโน้มน้าวด้วยการให้รางวัล ใช้วิธีอธิบายเหตุผล น้องนัทก็ยังดื้อเหมือนเดิม
ในที่สุดบางครั้งคุณแม่ก็หมดความอดทนจึงดุและตีเอาบ้าง ทำให้น้องนัทร้องไห้
แต่ก็ได้ผลเพราะน้องนัทจะยอมทำตามที่คุณแม่บอกบ้าง แต่ก็ได้ผลชั่วคราวเพราะพบว่า
เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไป ในวันรุ่งขึ้นน้องนัทก็ดื้ออีกเหมือนเดิม
สรุปว่า ไม่ว่าจะใช้วิธีที่พูดกันดีๆ หรือวิธีทำโทษ น้องนัทก็ยังดื้อเหมือนเดิม
แต่คุณแม่คิดว่าการลงโทษคงจะไม่ดีเพราะทำให้น้องนัทมีอารมณ์โกรธ หงุดหงิดง่าย
และดื้อดึงมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังพบว่า น้องนัทไม่อยากให้คุณแม่เข้ามากอด
หรือหอมแก้มหรือเข้าใกล้อีกด้วย
หลังจากที่ผมได้ตรวจประเมินพัฒนาการและสังเกตพฤติกรรมการเล่น
และพฤติกรรมทั่วไปในมุมเด็กเล่น ผมไม่มีความลังเลใจใดๆ เลยที่จะให้ความเห็นว่า
น้องนัทเป็นเด็กปกติทุกประการและยังพบว่าน้องนัทเป็นเด็กที่ฉลาด
มีความเป็นตัวของตัวเอง มีอารมณ์แจ่มใส มีพัฒนาการโดยภาพรวมดี
คุณแม่ถามผมว่า แล้วที่น้องนัทมีพฤติกรรมดื้อดึงอย่างมากนั้น ผมยังจะว่าเป็นปกติอยู่หรือ
ผมตอบว่า ใช่ และยืนยันว่า น้องนัทมีพฤติกรรมที่เป็นปกติตามวัยทุกอย่าง
ผมอธิบายให้คุณแม่ทราบเพิ่มเติมว่า
เด็กวัยหัดเดิน คือวัยตั้งแต่ 1-1 1/2 ปีนั้น มีลักษณะที่สำคัญคือ เด็กมักจะมีพฤติกรรมตรงกันข้าม
ผมใช้คำว่า ตรงกันข้าม ไม่ใช้คำว่า ดื้อดึง เพราะไม่ใช่พฤติกรรมดื้อดึงเหมือนอย่างในเด็กโตๆ
คำอธิบายสำหรับพฤติกรรมตรงกันข้ามที่เกิดขึ้นในเด็กวัยหัดเดินมีดังนี้
ตามปกติแล้วในขวบปีแรกเป็นวัยที่เด็กต้องพึ่งพาพ่อแม่ และต้องได้รับการช่วยเหลือทุกอย่าง
เพราะวัยขวบปีแรกนั้นยังไม่สามารถทำอะไรๆ ตามใจตนเองได้ คือยังเดินไม่ได้
ยังไม่สามารถบอกความต้องการของตนเองได้ ถือว่าต้องอาศัยการดูแลจากพ่อแม่ทุกประการ
แต่พอพ้นขวบปีแรกไป เด็กจะมีพัฒนาการของระบบกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว สมองพัฒนาขึ้นมาก
จะเห็นว่าเด็กเริ่มหัดเดิน และไม่นานก็เดินได้ ปีนป่ายได้ อยากได้อะไรก็เดินไปเอาเองได้
นอกจากนี้ยังพบว่า มีความเข้าใจภาษาได้มากขึ้น พูดได้มากขึ้น การที่เด็กเปลี่ยนภาวะจากที่ทำอะไรไม่ค่อยได้มาก
มีศักยภาพมากขึ้น มีความเป็นตัวเองมากขึ้น ความรู้สึกเหล่านี้เป็นจุดเหนี่ยวนำให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง
อยากทำอะไรได้เองและทดลองฝืนไม่ทำตาม
นอกจากนี้พฤติกรรมตรงกันข้ามและดูดื้อ ผู้ฝืนไม่ยอมทำตามผู้ปกครอง
ในเด็กวัยหัดเดินนั้นจึงถือว่าเป็นพฤติกรรมตามปกติ ถ้าเราเข้าใจวิธีปรับพฤติกรรมสักเล็กน้อย
ทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปได้อย่างไม่มีปัญหา หรือแม้แต่ถ้าท่านไม่ต้องทำอะไร ดูแลลูกไปตามปกติ
พฤติกรรมตรงกันข้ามนี้ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นไปได้เองตามธรรมชาติของพัฒนาการ
เกี่ยวกับพัฒนาการของระบบการเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อที่พัฒนาขึ้นเร็วและมากนั้น
มีระบบกล้ามเนื้อที่พัฒนาขึ้นมากและเป็นประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับเด็กวัยนี้คือ
กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนัก วัยนี้กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนักมีพัฒนาการมากขึ้น
จนเด็กสามารถหัดกลั้น หัดคลายตัวได้ดีขึ้นมาก จึงเป็นวัยที่นอกจากเราจะกระตุ้นให้เด็ก
มีการเคลื่อนไหวและใช้กล้ามเนื้อต่างๆ ให้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุด
ที่จะฝึกการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทางและเป็นเวลาให้กับเด็กด้วย
(update 21 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ กุมภาพันธ์ 2548]
|