จะรับมือกับความรุนแรงผ่านสื่อทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์ พ่อแม่อย่างเราๆ ทำได้ด้วยการให้ เวลาคุณภาพ กับลูกเท่านั้นเองค่ะ
แล้วจะรู้ว่าพลังความรักของครอบครัวนั้นสามารถช่วยให้ลูกก้าวผ่านภัยร้ายนี้ได้อย่างง่ายดายที่สุด
ด้วยความรุนแรงที่รุกคืบเข้าสู่ประตูบ้านเราอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของการ์ตูนที่มีฉากต่อสู้รุนแรง
หรือเสียงตามสายที่บรรยายเหตุการณ์จนเห็นภาพน่าสะพรึงกลัว รวมทั้งข่าวคราวน่าหวาดเสียวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีไว้เว้นแต่ละวัน
ความก้าวร้าวรุนแรงที่ซึมลึกอย่างนี้ย่อมไม่ดีต่อลูกน้อยแน่ๆ ค่ะ ในมุมมองของ น.พ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หัวหน้ากลุ่มจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ แล้วเราสามารถป้องกันความรุนแรงไม่ให้มาเคาะประตู
และทำร้ายหัวใจดวงน้อยของลูกเราได้ ด้วยการ ให้เวลาอย่างมีคุณภาพ กับลูกก่อนอะไรทั้งหมดค่ะ
เพราะเวลาที่เราให้กับลูกนั้นจะช่วยให้เราสนิทสนมกับลูก ได้ใกล้ชิดกับเขา ได้เห็นพัฒนาการเขา
และสำคัญที่สุดเราสามารถแนะ และรับฟังสิ่งที่ลูกกำลังคิดอยู่ได้
เวลาคุณภาพ คือคำตอบ
คงอย่างที่ รักลูก รณรงค์ตลอดมานะคะว่า ช่วง 1-6 ปี เป็นขวบปีทองที่เราควรให้เวลากับลูกมากๆ
และเวลาคุณภาพนี้ล่ะ จะช่วยให้ลูกรู้สึกว่าเรารักเขา เขาเป็นที่ต้องการของเราและเขามีคุณค่าในตัวเอง
ที่สำคัญลูกจะเริ่มสร้างความรู้สึกไว้วางใจ ซึ่ง ความไว้วางใจ ในพ่อแม่ ญาติสนิท
และผู้คนรอบข้างถือเป็นรากฐานสำคัญที่ลูกจะพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีและเป็นมิตรกับผู้คนต่อไป
แต่ถ้าเราไม่มีเวลาให้เขามากพอ นอกจากลูกจะรู้สึกไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ต้องการของเราแล้ว
ลูกอาจเสี่ยงภัยที่จะรับเอาความรุนแรงจากสื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์เข้าไปได้อย่างง่ายดาย
เพราะไม่มีใครคอยชี้แนะอยู่ใกล้ๆ
เวลา...ต้านสื่อร้ายทางวิทยุ
การรายงานข่าวฆาตกรรมหรือรายงานข่าวอุบัติเหตุอันร้ายแรงทางวิทยุ
โดยบรรยายให้เห็นภาพชนิดแจ่มแจ้งนั้นจะไปกระทบใจและทำให้ลูกเกิดความรู้สึกกลัว และเครียดได้
ตรงนี้คุณหมอแนะนำว่า ถ้าบังเอิญเรากำลังนั่งรถไปกับลูกและเสียงรายงานข่าวทางวิทยุดังนั้น
เราสามารถถามความรู้สึกลูกไปได้โดยตรงค่ะว่า ลูกรู้สึกกลัวไหม หรืออยากให้ปิดวิทยุทันทีเลยหรือเปล่า
ต่อจากนั้น เมื่อเราปิดวิทยุแล้ว เราสามารถบอกเล่าเหตุการณ์ที่ได้ยินได้ฟังมาเมื่อสักครู่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่หวือหวา
ไม่ตื่นตระหนก ไม่แต่งเรื่องราวให้เกินจริง แค่เล่าความเป็นมาและเป็นไปของข่าวให้ลูกได้รับรู้
ผ่านข้อเท็จจริงที่เราสรุปใจความให้เขาฟัง
ด้วยท่าทีบวกน้ำเสียงราบเรียบจะช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจว่าเราสามารถเป็นที่พึ่งของเขาได้
และลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าเขาควรจะวิเคราะห์ข้อเท็จจริงออกจากสิ่งเกินจริงที่บางรายงานข่าวเสนอออกมาตามวิทยุ
เวลา...ต้านความรุนแรงจากจอทีวี
บางฉากของการ์ตูนบางเรื่องมีความรุนแรงอยู่มาก เช่น ฉากเตะต่อยกันจนเลือดสาดกระเซ็น
หรือฉากทิ่มแทงกันด้วยอาวุธ ละครบู๊บางเรื่องมีฉากต่อสู้อย่างรุนแรง ความก้าวร้าวที่ค่อยๆ
ซึมลึกอย่างนี้จะแทรกเข้าสู่การรับรู้ของลูกและทำให้เขาชินชากับสิ่งที่เห็นได้
ถ้าไม่อยากให้ลูกซึมซับกับเรื่องดังกล่าว พ่อแม่ควรจำกัดเวลาให้ลูกอยู่หน้าจอทีวีแค่เพียงวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
และระหว่างที่ดูทีวีเราควรอยู่ใกล้ๆ ถ้าเห็นฉากรุนแรงหรือฉากก้าวร้าว ควรแนะลูกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ว่าฉากนั้นเป็นแค่การแสดง ไม่ใช่ของจริง เรื่องราวทั้งหมดเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น
การจำกัดเวลาการดูทีวีได้แค่ 1 ชั่วโมง จะทำให้ลูกได้ใช้เวลาที่เหลือให้เป็นประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น
เช่น เล่นกีฬา ทำงานบ้าน หรือทำงานอดิเรกอื่นๆ
และเมื่อลูกรู้จักคิดวิเคราะห์ข่าวสารหรือเรื่องราวในทีวีอย่างเป็นเหตุเป็นผล บวกกับรู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์
เรื่องภัยร้ายจากจอทีวีจะเข้ามาทำลายลูกเราคงเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปทุกทีค่ะ
เวลา...ต้านภาพโหดร้ายในหนังสือพิมพ์
เราคงเลี่ยงไม่ให้ลูกเห็นข่าวคราวอันโหดร้ายทั้งหมดบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวสีไม่ได้หมดหรอกนะคะ
แต่สิ่งที่เราทำได้คือการแยกแยะข่าวโหดร้ายเหล่านี้ออกไปให้ห่างสายตาของลูก ส่วนบางข่าวที่ลูกอาจจะเห็น
และไม่ได้มีความรุนแรงอะไรมากมาย เราก็ต้องอธิบาย และสรุปความให้ลูกฟังด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไม่ใส่สันสันจนเกินจริง อย่างน้อยลูกจะรับรู้ข้อเท็จจริงของข่าวอย่างที่เป็นจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเกินจริง
และเรื่องปรุงแต่งที่หนังสือพิมพ์บางฉบับเขียนขึ้นค่ะ
ที่สุดแล้วเราอยากเห็นพลังของพ่อแม่รวมตัวกันเรียกร้องไม่ให้สื่อรายงานความก้าวหน้า รุนแรงออกมา
หรือถ้าจำเป็นต้องเสนอก็ควรเสนอเรื่องราวที่เป็นจริง และลดดีกรีความรุนแรงลงค่ะ
มาร่วมกันส่งเสียงดังๆ ในเรื่องนี้กันนะคะ
ส่งเสียงของคุณมาที่รักลูกได้เลยค่ะ
(update 9 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 266 มีนาคม 2548 ]
|