แหยะๆ มะม่วงเปรี๊ยวๆ เปรี้ยว หรือ พื้นมันแข็งเดี๋ยวล้มเจ็บนะ
หรือ นี่อะไร ดอกไม้ลูก ดอกไม้หอมๆ นะคะ
แน่ใจแค่ไหนว่าสิ่งที่คุณพูดน่ะ เจ้าตัวเล็กจะเข้าใจได้หมด ของอย่างนี้มันต้องเห็นด้วยตา
สัมผัสด้วยมือ ฟังด้วยหู ชิมด้วยปาก และดมด้วยจมูกของเขาเองค่ะ มันถึงจะแจ่มแจ้ง รู้ซึ้ง
ยิ่งหนูตัวเล็กที่อ้อแอ้ พุดยังไม่แคล่วคล่องด้วยแล้ว การสัมผัสจริงด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5
น่าจะพาหนูเรียนรู้โลกกว้างรอบตัวได้ดีกว่าเป็นไหนๆ ไม่เชื่อต้องพิสูจน์กันค่ะ
ทำไมต้องประสาทสัมผัสทั้ง 5
รู้มั้ยทำไมเวลาเราเห็นมะม่วง มะดันแล้วน้ำลายข้างกระพุ้งแก้มถึงได้พากันฉีดตัวออกมามากผิดปกติ
เหมือนเวลาได้กินของเปรี้ยวๆ ทั้งที่จริงแล้วยังไม่ได้หยิบเข้าปาก
หรือมีกลิ่นอะไรบางอย่างลอยมาพร้อมกับน้ำย่อยในกระเพาะเริ่มปั่นป่วน คำตอบก็คือ
เพราะสมองเราเคยรับรู้ว่าหน้าตาอย่างนี้รสชาติมันแสนจะเปรี้ยว เปรี้ยว
หรือกลิ่นอย่างนี้มันหอมไข่เจียวหมูสับนี่นา
เรื่องทำนองนี้คือ ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงและถูกสะสมในสมองตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก
ซึ่งจะทำงานเชื่อมโยงกันทั้งภาพ เสียง กลิ่น สัมผัส ออกมาเป็นการรับรู้ ทำให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งแต่ละคนก็สามารถแยกแยะได้มากน้อยต่างกันไปตามแต่ประสบการณ์ที่เคยได้พบมา
เด็กบางคนยังพูดจาสื่อความกันไม่ได้แต่เขาก็เชื่อมโยงสิ่งที่ได้ยิน เห็น สัมผัส แล้วแปลเป็นการรับรู้ได้
เช่น พอได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถตอนเย็น ก็วิ่งแจ้นไปส่งยิ้มที่หน้าบ้านเพราะรู้ว่าเสียงนี้มาพร้อมกับพ่อทุกที
สัมผัสทั้ง 5 จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่เด็กๆ ได้ใช้เรียนรู้โลกกว้างเรียกว่า เป็นกลไกหลักในการเรียนรู้ของเด็กๆ เขาเลยล่ะ
ในวัยที่เพิ่งพ้นขวบแรกมานั้น ลูกมีพลังของความอยากรู้ อยากเห็น และอยากสัมผัสอัดแน่นอยู่ในตัวเหลือเฟือค่ะ
แถมยังชอบจับชอบคว้า หยิบของเข้าปากเพื่อการสำรวจ ทดสอบแทนที่เราจะคอยห้ามว่า อันนี้ห้ามหยิบ
อันนั้นอย่าเอาเข้าปาก ก็หาประสบการณ์ดีๆ ส่งผ่านไปทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ดีกว่าหรือค่ะ (ในเมื่อพัฒนาการมันเป็นใจ)
ลูกเราจะได้มีฐานข้อมูลไว้เป็นทุนเพื่อใช้เชื่อมโยงการเรียนรู้อื่นๆ ต่อไปในอนาคตมากๆ ไงคะ
ปาก...กิน ชิมรส :
เปรี้ยว, หวาน, เค็ม, ขม, ฝาด ฯลฯ
วัยนี้ของลูกสามารถกินอาหารได้หลากหลายเหมือนผู้ใหญ่แล้วค่ะ แค่เพียงคุณเตรียมอาหารที่หลากหลาย
ทั้งผิวสัมผัสนุ่มบ้าง กรอบบ้าง เหนียวบ้าง ฯลฯ รสชาติแตกต่างให้ลูกได้กินไม่เพียงได้เรียนรู้
ยังสร้างนิสัยการกินที่ดีและสุขภาพที่ดีให้ลูกด้วย แล้วถ้ามีเสียงของคุณแม่บอกว่าสิ่งที่ลูกกินคืออะไร
รสชาติอะไร พร้อมกับสีหน้าประกอบ และถ้าให้ลูกหยิบกินเองด้วยอีก การเรียนรู้นี้ก็จะยิ่งสมบูรณ์ขึ้นค่ะ
สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ไม่ควรให้อาหารที่มีรสชาติหวานจัดกับลูก เพราะวัยนี้ติดรสหวานได้ง่าย
อาหารที่จัดให้ลูกลองชิม นอกเหนือจากอาหารหลักควรเป็นผลไม้ ขนมปังแท่งกรอบ
หู ...ฟัง ได้ยินเสียง : เสียงพ่อแม่,
เสียงแมว, เสียงรถ, เสียงน้ำไหล, นกร้องเพลง, แก้วแตก ฯลฯ
การฟังเป็นทักษะที่ช่วยให้ลูกมีความไวต่อภาษา ลูกจะสามารแยกแยะเสียงต่างๆ ได้ดีก็ต่อเมื่อได้ยินเสียงนั้นบ่อยๆ
คุณพ่อคุณแม่ควรชี้ชวนให้ลูกสนใจเสียงที่อยู่รอบๆ ตัว ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ได้เยอะ
ตั้งแต่เสียงพูดคุยของคนคุ้นเคยอย่างพ่อแม่ ไปจนถึงเสียงเจ้าปุ๊กปิ๊กสุนัขข้างบ้านที่ชอบเห่าตอนเช้าๆ
เสียงนาฬิกาปลุกที่ทำให้หนูตื่น เสียงเคาะกระทะค้องแค้งของแม่ตอนเย็นๆ ก่อนคุณพ่อกลับบ้าน
เสียงเครื่องยนต์รถคุณพ่อที่ดังตอนใกล้ๆ หนูกินข้าว ฯลฯ ที่สำคัญลูกต้องได้เห็นเจ้าของหรือต้นตอเสียงนั้นด้วยว่าคืออะไร
หน้าตาแบบไหนด้วยนะ บางครั้งเสียงที่ดังเป็นประจำสม่ำเสมอจนเคยชิน ก็อาจทำให้เด็กสามารถเชื่อมโยงและรับรู้จดจำได้
ซึ่งเราสามารถสังเกตการณ์รับรู้ของลูกได้จากการแสดงออก เช่น วิ่งไปรับคุณพ่อหน้าบ้านเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ เป็นต้น
ตา...ดู มองเห็น :
สี... สีเข้ม-สีอ่อน, แสบตา, ขนาดเล็ก-ใหญ่, เคลื่อนที่ได้ ฯลฯ
สัมผัสทางตาคงไม่ต้องห่วงเท่าไหร่ค่ะ เพราะคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักชี้ชวนให้ลูกมองมากกว่าสัมผัสทางอื่นอยู่แล้ว
และควรพาลูกไปเห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ พาเดินสำรวจห้องต่างๆ ในบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ หรือจะเป็นสนามหน้าบ้าน
สวนสาธารณะ พาออกเที่ยวนอกบ้าน หรือแม้แต่ระหว่างเดินทางไปไหนมาไหน คุณตำรวจจราจร ไฟเขียว ไฟแดง
ป้ายหรือธงที่ติดตามริมถนน ไม่ว่าจะเป็นตู้ไปรษณีย์หรือรถที่วิ่งผ่านไปมาก็เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับลูกได้ค่ะ
ที่สำคัญลูกควรได้เห็นไปพร้อมกับที่รู้ว่า สิ่งที่กำลังสนใจนั้นคืออะไร
อาจให้ลองสัมผัสหรือเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างหรือให้ลองพูดตาม
ก็จะทำให้สัมผัสทางตานั้นช่วยลูกเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ
จมูก...ดม สูดกลิ่น : หอม, ฉุน, เหม็น,
กลิ่นนม, กลิ่นส้ม, กลิ่นกาแฟคุณพ่อ ฯลฯ
เป็นสื่อสัมผัสที่เรียกได้ว่า ถูกละเลยมากที่สุดก็เป็นได้ ทั้งที่สัมผัสทางด้านนี้มีส่วนเสริมให้ประสาทสัมผัสด้านอื่นพัฒนาไปได้ด้วยดี
ถ้าให้ลูกได้สัมผัสกับกลิ่น (ที่ไม่ฉุนจนเกินไป) อาหาร ดอกไม้ ผัก ผลไม้ ก็จะช่วยให้ลูกรู้จักสิ่งของต่างๆ เพิ่มขึ้นและจดจำได้มากขึ้น
ทั้งภาพที่เห็น เสียงเรียกที่แม่บอก ผิวที่ได้จับต้อง และกลิ่นที่ได้สัมผัส
กาย...สัมผัส รู้สึก : เรียบ, ขรุขระ, หนา,
บาง, แบน, มน, เหลี่ยม, หนัก, เบา, ร้อน, เย็น, ลื่น ฯลฯ
การใช้มือจับควบคุม สัมผัสแยกแยะถือเป็นงานละเอียดที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของลูกได้มาก
ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้มือและส่วนต่างๆ สัมผัสกับสิ่งของต่างๆ เพื่อรู้ถึงผิวเนื้อที่แตกต่างของของแต่ละสิ่ง
คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกปั้นดินเล่นทราย ถอดรองเท้าวิ่งไปบนผืนหญ้า ผืนทราย แผ่นหินที่ขรุขระ
ให้ลูกได้คลุกดินคลุกทราย เล่นน้ำ สัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้า กลีบบางๆ ของดอกไม้อย่างเต็มที่
อย่ามัวกลัวว่าจะมอมแมม เลอะเทอะ คิดว่าเทียบกันแล้วคุ้มค่ากว่าเสื้อผ้า เนื้อตัวที่เลอะเทอะเยอะเลยค่ะ
อย่าคิดว่า เป็นเรื่องยุ่งยากต้องตระเตรียมอะไรมากมายเลยค่ะ เพราะช่องทางสู่การสัมผัสของลูกสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา
อยู่ที่คุณนั่นแหละจะเปิดทางและให้ข้อมูลกับลูกหรือเปล่า เพราะสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์เรียนรู้แบบนี้
อยู่ที่ความเป็นคนช่างเชื้อเชิญ ชี้ชวนให้ลูกสนใจของคุณพ่อคุณแม่เอง แล้วจะบอกให้นะคะว่า
ถ้าคุณเชื้อเชิญและชี้ชวนลูกอย่างนี้บ่อยๆ เท่ากับได้เริ่มต้นสร้างนิสัยความเป็นคนช่างสังเกต
ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนใฝ่รู้ ใฝ่เรียนให้ลูกด้วยล่ะ
(update 18 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 ธันวาคม 2546 ]
|