4 w ของเทอร์โมมิเตอร์


ยามที่ลูกน้อยมีไข้ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ชุลมุนของคุณแม่ แต่จุดสำคัญที่ทำให้คุณแม่จัดการ และผ่านช่วงเวลาวิกฤตนั้นมาได้ คือการวัดไข้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งต้องอาศัยผู้ช่วยคนสำคัญอย่างเทอร์โมมิเตอร์นั่นเอง


What เทอร์โมมิเตอร์คืออะไร

อุปกรณ์วัดไข้เด็กในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ซึ่งพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานของน้องหนูตัวน้อยมากที่สุด
  • แบบปรอทซึ่งทำด้วยแท่งแก้วกลวงมีปรอทบรรจุอยู่ภายใน
  • แบบดิจิตอลซึ่งแสดงผลโดยตัวเลข
  • แบบผลึกเหลวที่ใช้วัดอุณหภูมิบริเวณหน้าผาก
  • แบบสแกนคลื่นความร้อนในหู
ซึ่งแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่ละครอบครัวควรเลือกหาเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ครอบครัวละ 1 อัน การวัดอุณหภูมิที่แม่นยำจะช่วยให้คุณแม่ประเมินสถานการณ์การเจ็บป่วยของลูกและถึงมือคุณหมอได้อย่างทันท่วงที


When ใช้เมื่อ

อุณหภูมิในร่างกายของลูกจะเปลี่ยนแปลงไปตามกิจกรรมที่ลูกทำในแต่ละวัน เช่น อุณหภูมิตอนบ่ายก็จะสูงกว่าตอนเช้า เนื่องจากเด็กๆ ทำกิจกรรมมาแล้วทั้งวัน แต่ถ้าเมื่อสัมผัสหน้าผากแล้วรู้สึกร้อนมากกว่าปกติให้วัดอุณหภูมิของลูกด้วยอุปกรณ์วัดไข้ เพื่อความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด


Where วัดไข้ตรงไหน
  • การวัดไข้ทางหน้าผาก (forehead thermometer)
    - เหมาะกับเด็กทุกวัย
    - ทำด้วยแผ่นพลาสติกมีแถบสารไวต่อความร้อนติดอยู่ ใช้กับหน้าผากจึงไม่ต้องสอดใส่เข้าไปในร่างกาย ใช้งานง่ายเพียงวางบนหน้าผากของลูก แต่ไม่ค่อยแม่นยำมากนัก

    How
    - ทาบแถบเทอร์โมมิเตอร์ไว้กับหน้าผากลูก อย่าให้มือแตะถูกบริเวณตัวเลย
    - ทิ้งไว้ 15 วินาที ตัวเลขจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น
    - อ่านค่าอุณหภูมิ หลังจากที่ตัวเลขหยุดการเคลื่อนไหวแล้ว

  • การวัดไข้ใต้รักแร้ (Under the armpit)
    - เหมาะกับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป
    - ง่ายและสะดวก ใช้ได้กับเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทและดิจิตอล แต่มีความแม่นยำน้อยที่สุด

    How
    - นั่งชิดกับลูก โดยให้ลูกอยู่ในท่าที่ผ่อนคลายที่สุด
    - ตรวจดูให้แน่ใจว่าบริเวณใต้วงแขนของลูกแห้ง และใส่บริเวณกระเปาะไว้ใต้แขน ต้องแน่ใจด้วยว่าบริเวณกระเปาะอยู่แนบชิดกับผิวหนัง
    - หากลูกดิ้นสามารถกอดลูกไว้หรือให้นมลูกไปด้วยก็ได้
    - คุณแม่อาจจะจับแขนลูกให้แน่น โดยอาจจับแขนลูกมาวางพาดบนหน้าอก ใช้เวลาประมาณ 2 นาที แล้วอ่านค่า
    - อุณหภูมิที่อ่านได้จะต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายจริง ประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส หรือ 1 องศาฟาเรนไฮต์

  • การวัดไข้ทางปาก (Oral thermometer)
    - เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป เพราะลูกสามารถระมัดระวังไม่เคี้ยวหรือกัดหลอด และสามารถอมใต้ลิ้นด้วยตนเองได้
    - วัดอุณหภูมิได้แม่นยำ นิยมใช้ตามโรงพยาบาล วิธีการไม่ยุ่งยาก

    How
    - ใช้เมื่อแน่ใจว่าลูกสามารถอมเทอร์โมมิเตอร์ไว้ใต้ลิ้นจริงๆ
    - วางเทอร์โมมิเตอร์ใต้ลิ้นประมาณ 2 นาที แล้วอ่านค่า

  • การวัดไข้ทางหู (Ear thermometer)
    - เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป เพราะถ้าต่ำกว่านี้ร่องหูเด็กจะแคบไม่สามารถสอดใส่เซ็นเซอร์ได้อย่างเหมาะสม
    - สะดวกตรงที่ทำให้เด็กรู้สึกสบาย ง่ายต่อการวัด ไม่อันตรายต่อแก้วหู แต่หากใส่ไม่ตรงจุดแล้วล่ะก็ตัวเลขก็จะไม่ขึ้นอย่างแม่นยำ ราคาค่อนข้างแพง ถ้าตกหรือกระเทือนรุนแรงจะพัง ซ่อมไม่ได้

    How
    - จับลูกนอนตะแคงในท่าที่ลูกสบายและอยู่นิ่งเฉย
    - เสียบเทอร์โมมิเตอร์เข้าไปในช่องหูให้ตรงจุด คือบริเวณรูหู ถ้าไม่ตรงจะทำให้ได้ผลที่ไม่ถูกต้อง
    - รอจนกระทั่งเสียงดังปี๊บ แสดงว่าวัดไข้เสร็จแล้ว

  • การวัดไข้ทางก้น (Rectal thermometer)
    - เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบถึงขวบครึ่ง
    - แพทย์ส่วนใหญ่ยังคงมีความเห็นว่าการวัดไข้ทางก้นเด็กนั้น มีความเที่ยงตรงแม่นยำมากที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงหากสอดใส่เทอร์โมมิเตอร์ลึกเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่เด็กทารกกำลังร้องดิ้น

    How
    - ทากระเปาะของปรอทด้วยเบบี้ออยล์หรือวาสลีนเพื่อหล่อลื่น
    - จับเด็กนอนหงายในท่าที่สบาย ถอดผ้าอ้อมออก ใช้มือข้างหนึ่งจับข้อเท้าทั้ง 2 ข้างของเด็กยกขึ้น หรือจับให้ลูกนอนคว่ำบนตัก วางมือบนหลังลูกเพื่อป้องกันลูกดิ้น
    - ค่อยๆ สอดแท่งปรอทเข้าไปในก้นลึกประมาณ 1 นิ้ว ปล่อยไว้ 30 วินาที-2 นาที (ขึ้นอยู่กับชนิดของเทอร์โมมิเตอร์) แล้วดึงออกเช็ดวาสลีนที่ติดอยู่แล้วอ่านอุณหภูมิ
    - หลังจากถอดเทอร์โมมิเตอร์ออกจากก้นลูกอาจจะอึหรือผายลมออกมาอย่าตกใจไป

Why

ทำไม...จึงต้องวัดไข้เด็กซ้ำ 2 ครั้ง
เมื่อเด็กมีไข้ ควรวัดอุณหภูมิเด็กซ้ำอีกครั้งหนึ่งหลังจากวัดครั้งแรก 20 นาที เนื่องจากอุณหภูมิของร่างกายเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่

ทำไม...อยู่บ้านเดียวกันห้ามใช้เทอร์โมมิเตอร์อันเดียวกัน โดยเฉพาะแบบปรอท
เครื่องวัดอุณหภูมิแบบปรอทควรใช้เฉพาะบุคคล เฉพาะที่ และทำความสะอาดหลังใช้และเก็บไว้ใช้ส่วนตัว เพราะคนอื่นอาจนำไปใช้ทั้งก้น ปาก และใต้แขน

ทำไม...จึงห้ามวัดอุณหภูมิลูกหลังจากวิ่งเล่นมาใหม่ๆ
เพราะขณะนั้นอุณหภูมิของลูกยังไม่คงที่ อาจจะสูงกว่าความเป็นจริงมาก จึงควรรอให้ลูกสงบลงก่อน


(update 28 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 112 กุมภาพันธ์ 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600