ยามที่ลูกน้อยมีไข้ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ชุลมุนของคุณแม่ แต่จุดสำคัญที่ทำให้คุณแม่จัดการ
และผ่านช่วงเวลาวิกฤตนั้นมาได้ คือการวัดไข้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ซึ่งต้องอาศัยผู้ช่วยคนสำคัญอย่างเทอร์โมมิเตอร์นั่นเอง
What เทอร์โมมิเตอร์คืออะไร
อุปกรณ์วัดไข้เด็กในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ซึ่งพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานของน้องหนูตัวน้อยมากที่สุด
- แบบปรอทซึ่งทำด้วยแท่งแก้วกลวงมีปรอทบรรจุอยู่ภายใน
- แบบดิจิตอลซึ่งแสดงผลโดยตัวเลข
- แบบผลึกเหลวที่ใช้วัดอุณหภูมิบริเวณหน้าผาก
- แบบสแกนคลื่นความร้อนในหู
ซึ่งแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่ละครอบครัวควรเลือกหาเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ครอบครัวละ 1 อัน
การวัดอุณหภูมิที่แม่นยำจะช่วยให้คุณแม่ประเมินสถานการณ์การเจ็บป่วยของลูกและถึงมือคุณหมอได้อย่างทันท่วงที
When ใช้เมื่อ
อุณหภูมิในร่างกายของลูกจะเปลี่ยนแปลงไปตามกิจกรรมที่ลูกทำในแต่ละวัน
เช่น อุณหภูมิตอนบ่ายก็จะสูงกว่าตอนเช้า เนื่องจากเด็กๆ ทำกิจกรรมมาแล้วทั้งวัน
แต่ถ้าเมื่อสัมผัสหน้าผากแล้วรู้สึกร้อนมากกว่าปกติให้วัดอุณหภูมิของลูกด้วยอุปกรณ์วัดไข้
เพื่อความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด
Where วัดไข้ตรงไหน
- การวัดไข้ทางหน้าผาก (forehead thermometer)
- - เหมาะกับเด็กทุกวัย
- - ทำด้วยแผ่นพลาสติกมีแถบสารไวต่อความร้อนติดอยู่ ใช้กับหน้าผากจึงไม่ต้องสอดใส่เข้าไปในร่างกาย
ใช้งานง่ายเพียงวางบนหน้าผากของลูก แต่ไม่ค่อยแม่นยำมากนัก
- How
- - ทาบแถบเทอร์โมมิเตอร์ไว้กับหน้าผากลูก อย่าให้มือแตะถูกบริเวณตัวเลย
- - ทิ้งไว้ 15 วินาที ตัวเลขจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น
- - อ่านค่าอุณหภูมิ หลังจากที่ตัวเลขหยุดการเคลื่อนไหวแล้ว
- การวัดไข้ใต้รักแร้ (Under the armpit)
- - เหมาะกับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป
- - ง่ายและสะดวก ใช้ได้กับเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทและดิจิตอล แต่มีความแม่นยำน้อยที่สุด
- How
- - นั่งชิดกับลูก โดยให้ลูกอยู่ในท่าที่ผ่อนคลายที่สุด
- - ตรวจดูให้แน่ใจว่าบริเวณใต้วงแขนของลูกแห้ง และใส่บริเวณกระเปาะไว้ใต้แขน
ต้องแน่ใจด้วยว่าบริเวณกระเปาะอยู่แนบชิดกับผิวหนัง
- - หากลูกดิ้นสามารถกอดลูกไว้หรือให้นมลูกไปด้วยก็ได้
- - คุณแม่อาจจะจับแขนลูกให้แน่น โดยอาจจับแขนลูกมาวางพาดบนหน้าอก ใช้เวลาประมาณ 2 นาที แล้วอ่านค่า
- - อุณหภูมิที่อ่านได้จะต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายจริง ประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส หรือ 1 องศาฟาเรนไฮต์
- การวัดไข้ทางปาก (Oral thermometer)
- - เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป เพราะลูกสามารถระมัดระวังไม่เคี้ยวหรือกัดหลอด และสามารถอมใต้ลิ้นด้วยตนเองได้
- - วัดอุณหภูมิได้แม่นยำ นิยมใช้ตามโรงพยาบาล วิธีการไม่ยุ่งยาก
- How
- - ใช้เมื่อแน่ใจว่าลูกสามารถอมเทอร์โมมิเตอร์ไว้ใต้ลิ้นจริงๆ
- - วางเทอร์โมมิเตอร์ใต้ลิ้นประมาณ 2 นาที แล้วอ่านค่า
- การวัดไข้ทางหู (Ear thermometer)
- - เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป เพราะถ้าต่ำกว่านี้ร่องหูเด็กจะแคบไม่สามารถสอดใส่เซ็นเซอร์ได้อย่างเหมาะสม
- - สะดวกตรงที่ทำให้เด็กรู้สึกสบาย ง่ายต่อการวัด ไม่อันตรายต่อแก้วหู
แต่หากใส่ไม่ตรงจุดแล้วล่ะก็ตัวเลขก็จะไม่ขึ้นอย่างแม่นยำ ราคาค่อนข้างแพง
ถ้าตกหรือกระเทือนรุนแรงจะพัง ซ่อมไม่ได้
- How
- - จับลูกนอนตะแคงในท่าที่ลูกสบายและอยู่นิ่งเฉย
- - เสียบเทอร์โมมิเตอร์เข้าไปในช่องหูให้ตรงจุด คือบริเวณรูหู ถ้าไม่ตรงจะทำให้ได้ผลที่ไม่ถูกต้อง
- - รอจนกระทั่งเสียงดังปี๊บ แสดงว่าวัดไข้เสร็จแล้ว
- การวัดไข้ทางก้น (Rectal thermometer)
- - เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบถึงขวบครึ่ง
- - แพทย์ส่วนใหญ่ยังคงมีความเห็นว่าการวัดไข้ทางก้นเด็กนั้น มีความเที่ยงตรงแม่นยำมากที่สุด
แต่ก็มีความเสี่ยงหากสอดใส่เทอร์โมมิเตอร์ลึกเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่เด็กทารกกำลังร้องดิ้น
- How
- - ทากระเปาะของปรอทด้วยเบบี้ออยล์หรือวาสลีนเพื่อหล่อลื่น
- - จับเด็กนอนหงายในท่าที่สบาย ถอดผ้าอ้อมออก ใช้มือข้างหนึ่งจับข้อเท้าทั้ง 2 ข้างของเด็กยกขึ้น
หรือจับให้ลูกนอนคว่ำบนตัก วางมือบนหลังลูกเพื่อป้องกันลูกดิ้น
- - ค่อยๆ สอดแท่งปรอทเข้าไปในก้นลึกประมาณ 1 นิ้ว ปล่อยไว้ 30 วินาที-2 นาที
(ขึ้นอยู่กับชนิดของเทอร์โมมิเตอร์) แล้วดึงออกเช็ดวาสลีนที่ติดอยู่แล้วอ่านอุณหภูมิ
- - หลังจากถอดเทอร์โมมิเตอร์ออกจากก้นลูกอาจจะอึหรือผายลมออกมาอย่าตกใจไป
Why
ทำไม...จึงต้องวัดไข้เด็กซ้ำ 2 ครั้ง
เมื่อเด็กมีไข้ ควรวัดอุณหภูมิเด็กซ้ำอีกครั้งหนึ่งหลังจากวัดครั้งแรก 20 นาที
เนื่องจากอุณหภูมิของร่างกายเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่
ทำไม...อยู่บ้านเดียวกันห้ามใช้เทอร์โมมิเตอร์อันเดียวกัน
โดยเฉพาะแบบปรอท
เครื่องวัดอุณหภูมิแบบปรอทควรใช้เฉพาะบุคคล เฉพาะที่ และทำความสะอาดหลังใช้และเก็บไว้ใช้ส่วนตัว
เพราะคนอื่นอาจนำไปใช้ทั้งก้น ปาก และใต้แขน
ทำไม...จึงห้ามวัดอุณหภูมิลูกหลังจากวิ่งเล่นมาใหม่ๆ
เพราะขณะนั้นอุณหภูมิของลูกยังไม่คงที่ อาจจะสูงกว่าความเป็นจริงมาก จึงควรรอให้ลูกสงบลงก่อน
(update 28 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 112 กุมภาพันธ์ 2548 ]
|