ฮัลโหล กิ๊ปหรือจ๊ะ เช้านี้แม่ต้องมาเข้าคอร์สการตลาดน่ะจ๊ะ เลยไม่ได้รอลูกตื่น
ถ้าหิวสั่งพิซซ่ามาทาน แม่วางเงินไว้ให้บนโต๊ะหัวเตียง ส่วนเรื่องที่ลูกโทร.มาคุยกับแม่เมื่อคืน
ไว้คืนนี้เราค่อยคุยกันนะ แม่รักลูกจ้ะ
.......................................
...อั้มครับ แม่ไปรับลูกไม่ได้ ต้องมางานเปิดร้านอาหารแถวสุขุมวิท เขาเชิญมา
คนคุ้นเคยกันจะไม่ไปก็น่าเกลียด ลูกบอกให้คนขับรถแวะหาร้านกินข้าวเลยนะ
แม่คงกลับดึกหน่อย... เป็นไง ไปค่ายสนุกมั้ย คิดถึงแม่รึเปล่า
ลูกไม่อยู่ตั้งอาทิตย์นึงแม่คิดถึงลูกมากเลย...
.......................................
สาบานค่ะว่า ได้ยินมากับหู... แบบว่าเป็นคนหูไวน่ะค่ะ (หรือเรียกอีกอย่างว่าหูยื่นหูยาวสอดรู้เรื่องชาวบ้าน)
สองเคสนี้น่าจะเป็นตัวแทนของแม่ยุคใหม่ที่งานยุ่งจริงจริ๊ง ทั้งงานราษฎร์งานหลวง งานสังคม จนไม่มีเวลาเจอะเจอหน้าลูก
อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่คือโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือสื่อสารความรักความห่วงใยถึงลูก
น่าจะไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ เพราะยังไงก็ยังได้สื่อความรักความห่วงใยถึงกันวันละ 3 เวลา
แต่ดูเป็นความรักความห่วงใยที่ลอยลมยังไงก็ไม่รู้ ประมาณว่ามีคนมาบอกรักเรา แต่กลับไม่มาหาเรา...
ทำนองเดียวกัน พ่อแม่บอกว่ารักลูก แต่ไม่มีเวลาจะนั่งฟังลูกปรึกษาปัญหา บอกว่าคิดถึงลูก แต่ไม่มีเวลาไปรับลูก
กอดลูกให้สมกับที่คิดถึง บอกว่าห่วงใย แต่ทำไมแม่กลับบ้านดึก...
คำว่า ไม่มีเวลา ฟังดูคล้ายคำแก้ตัว ประเภทเดียวกับคำว่า รถติด
ที่หลายๆ คนคิดว่ามันเป็นปกติของชีวิตคนสมัยนี้ไปเสียแล้ว ทำไงได้ในเมื่อวิถีชีวิตเป็นแบบนี้
พ่อแม่ไม่มีเวลา ลูกก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพ... (เช่นนั้นหรือ ?)
สมัยนี้ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ตามกฎหมายแรงงานก็ดูจะไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับคนที่ต้องการความก้าวหน้าในงาน
ยิ่งอยู่ในสังคมที่มีการแข่งขันกันมากเท่าไหร่ คนทำงานก็ต้องทำงานแข่งกับเวลามากขึ้นเท่านั้น
อย่างในสหรัฐอเมริกา งานวิจัยบอกว่าคนอเมริกันโดยเฉลี่ยทำงานมากกว่า 47 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
หรือวันละ 9-10 ชั่วโมง ไม่ใช่ 9 (am) 5 (pm) เหมือนเมื่อก่อน หมายถึงว่ากว่าคนทำงานจะเลิกงานก็ราวทุ่มหนึ่งขึ้นไป
สำหรับคนไทยไม่น่าจะแตกต่างเท่าไหร่โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ
ซึ่งคงต้องบวกเวลาในการเดินทาง (และรถติด) เข้าไปด้วย
นี่ยังไม่รวมเวลาที่เรากลับบ้านแล้วไปนั่งดูทีวี เปิดอินเทอร์เน็ตเช็กความเคลื่อนไหวของโลกอีกล่ะ...
หมดแรงที่จะมีเวลาดีๆ ร่วมกับลูก
หรือมีเวลาก็น้อยเต็มที ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้ลูกต้องการเรามากขึ้น เพราะสังคมรอบตัวซับซ้อนมากขึ้น
เกินกำลัง วุฒิภาวะของเด็กจะรับมือได้ตามลำพัง เราอาจจะคิดว่าลูกโตจนไม่ต้องการการดูแลจากเรามากนักก็ตาม
แต่ที่จริงลูกยังต้องการความช่วยเหลือจากพ่อแม่อีกมาก ทั้งในเรื่องการเรียน การคบเพื่อน
การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกตามวัย การคัดกรองแยกแยะข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาทุกทิศทาง
การนำตัวให้พ้นปากเหยี่ยวปากกาในสังคม
อย่างน้อยที่สุด ก็ยังต้องการเราเป็นแบบอย่าง เป็นผู้ชี้นำในเรื่องต่างๆ ในเมื่อเราไม่อยู่บ้านเป็นแบบอย่างให้เขา
เขาก็จะได้แบบอย่างและการชี้นำจากสื่อต่างๆ รอบตัวแทน จึงไม่น่าสงสัยที่เด็กสมัยนี้จะเขียนระบายความในใจ
ในไดอารี่ออนไลน์ ปรึกษาปัญหาร้อยแปดกับคนแปลกหน้าบนบอร์ดออนไลน์ หรือเอสเอ็มเอส
แล้วก็ไม่ต้องสงสัยอีกเหมือนกันว่า ในขณะที่พ่อแม่บอกรักลูกทางมือถือนั้น
ก็อาจมีคนอื่นบอกรักลูกเราทางเอสเอ็มเอสหรือในไดอารี่ออนไลน์ด้วยเหมือนกัน
เด็กๆ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจว่าคนที่อยู่ในโลกเสมือนนั้นไม่มีตัวตนจริงก็แล้วแต่
แต่เมื่อไรที่เขาเหงา เศร้า สับสน ในโลกเสมือนจริงมีคนรับฟังเขาเสมอ
เรา... คนเป็นพ่อแม่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า เราไม่ใช่พ่อแม่เสมือนจริง รับฟังเขาเพียงทางโทรศัพท์
การกระทำของเราต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เราสื่อสารกับลูกทางโทรศัพท์ด้วย
... บอกว่ารักลูก ก็ต้องทำให้ลูกรู้ว่าเขาสำคัญที่สุด ลูกต้องมาก่อนเรื่องอื่น ทุกข์ของลูกก็คือทุกข์ของแม่
แม่ยินดีรับฟังทุกข์สุขของเขา ปลอบใจให้คำปรึกษา บอกว่าคิดถึงลูก ก็รีบมาหา บอกว่าห่วงใย ก็คอยดูแลเอาใจใส่
การกินการอยู่ อยู่ใกล้ชิด ดูแลความปลอดภัย ไม่ปล่อยให้ลูกอ้างว้างว้าเหว่
... แทนที่จะโทร.บอกลูกว่า แม่คิดถึง รีบกลับบ้านมาทาข้าวกับลูก กลับมาชวนลูกๆ
เข้าครัวทำกับข้าวกัน พูดคุยกัน มีปัญหาอะไร รับฟังช่วยชี้แนะ
... ลองคิดทบทวนดูว่า เราทำชีวิตให้ยุ่งยากเกินจำเป็นหรือเปล่า งานสังคม
การทำงานล่วงเวลา เรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก...
มารี เชอร์ล็อก ผู้เขียนหนังสือ Living simly with children ได้กล่าวไว้ว่า การทำชีวิตให้ง่ายขึ้น
ซับซ้อนน้อยลง จะช่วยให้คนในครอบครัวมีเวลาให้กันและกันมากขึ้นทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ
ครั้งหนึ่งพ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูกได้รับการปลอบใจจากนักวิชาการว่า
เวลาที่มีอยู่น้อยนั้นถ้าเป็นเวลาคุณภาพก็เพียงพอแล้ว แต่ตอนนี้หลายๆ ฝ่ายกลับเห็นว่า
ในเรื่องเวลาที่พ่อแม่ให้ลูกนั้นควรจะต้องมีทั้งคุณภาพและปริมาณ
เลือกทำชีวิตให้ง่ายขึ้น ซับซ้อนน้อยลง แล้วเราจะมีเวลาให้กันและกันมากขึ้น
เพื่อพิสูจน์ให้ลูกรู้ว่า ทุกคำที่พ่อแม่พูดทางโทรศัพท์นั้นเป็นเรื่องจริง ไม่อิงนิยาย (น้ำเน่า)
(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
kids&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 109 เมษายน 2548 ]
|