จ๊ะ จ๊ะ จ๋า จ๋า กันมาไม่นาน เจ้าตัวเล็กของคุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มที่จะพูดเป็นคำๆ ได้
เริ่มเลียนแบบเสียงนู้นเสียงนี้ ให้วุ่นไปหมด และจุดสำคัญที่ถือเป็น Touchpoint
ก็คือการที่ลูกพูดเป็นประโยคได้แล้ว และมักจะเป็นประโยคคำถามเสียด้วย
แล้วคุณๆ จะเตรียมคำตอบตั้งรับและต่อยอดความคิดของลูกกันได้หรือยัง
แรกเริ่มเดิมทีคุณพ่อคุณแม่มักจะให้ความสำคัญกับคำแรกของลูก ลุ้นกันตัวโก่งเชียวว่า
จะเรียกพ่อหรือแม่ได้ก่อนกัน ผ่านไปไม่นาน หลายคนเริ่มงงว่าทำไมลูกถึงได้พูดไม่หยุดอย่างนี้
บางทีก็หลุดภาษาอะไรมาก็ไม่รู้ แถมหลายครั้งก็มีคำถามที่ผู้ใหญ่ไม่สามารถ
หาคำตอบอธิบายให้เขาเข้าใจได้ง่ายเสียด้วยสิ
ฉบับนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องการคุยแบบต่อยอดให้เจ้าหนูค่ะ สำหรับเด็กๆ วัย 2 ขวบ
เจ้าหนูจะเริ่มถาม... อะไร ทำไม พอเข้า 3 ขวบ ก็จะเริ่มจ้อประโยคเป็นชุด
หากคุณพ่อคุณแม่มีเวลาอาจจะสรรหาคำตอบมาบอกให้กระจ่าง แต่เชื่อไหมคะว่า
ส่วนมากจะตอบคำถามแบบตัดบทไป อย่างเช่น ปะป๊าทำไมต้นไม้อยู่ในดิน ?
อ๋อ! มันต้องอยู่ในนั้นไงลูก ซึ่งที่จริงคุณควรบอกว่า ในดินมีอาหารของต้นไม้
ถ้าไม่มีดินต้นไม้ก็ตาย เหมือนเราต้องกินข้าวไงลูก... คุยแบบสร้างสรรค์อย่างนี้ลูกก็ได้ความรู้ไปด้วย
ทำไมต้อง...ต่อยอด ?
คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าคุยกันแบบธรรมดาไม่ได้เหรอ เหนื่อยมาทั้งวันต้องมีอะไรยากๆ
ในครอบครัวอีก ขอบอกว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอกค่ะ แค่เรียนรู้เทคนิคที่จะพูดคุยกับลูกเท่านั้น
ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกพูดอยู่คนเดียวหรือให้โทรทัศน์เลี้ยงลูกอย่างนี้ไม่ดีแน่
ถ้ายังมองเห็นภาพไม่ชัดจะแจกแจงประโยชน์ของการคุยแบบต่อยอดกับลูกให้คุณฟังค่ะ
- การคุยแบบต่อยอดทำให้ลูกได้พัฒนาความคิด ฝึกความคิดสร้างสรรค์
เป็นการแตกหน่อความคิดจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ต่อเมื่อลูกหาคำตอบจากเราได้
ก็จะทำให้ลูกอยากรู้สิ่งอื่นๆ ที่มีอยู่มากมายรอบตัว ถือว่าเป็นขั้นแรกของการเรียนรู้ของลูกค่ะ
เช่น ล้อรถนั้นใหญ่จัง เราก็ควรบอกต่อว่า ลองดูคันอื่นสิ นั่นไงยิ่งรถคันใหญ่ล้อจะใหญ่กว่ารถคันเล็ก
เพราะมันต้องรับน้ำหนักมากไง เห็นไหมลูก
- วัยนี้ต้องช่างซักช่างถาม เพราะลูกอยากรู้คำตอบหรือเรื่องต่างๆ ที่แปลกไปกว่าที่เคยได้ยิน
และการคุยกับคุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกได้คำศัพท์ต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้คำที่ลูกพูดออกมา
เป็นการแสดงความคิดและความหมายของสิ่งต่างๆ ในความเข้าใจของเขา
ยิ่งคุยกับลูกคุณจะยิ่งรู้ว่าลูกของคุณรู้อะไรมากแค่ไหนกันแล้ว
- การคุยกับลูกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าเปล่าประโยชน์นะคะ แต่ถือเป็นกิจกรรมที่คุณ
และลูกได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง รู้จักรู้ใจกัน ทั้งได้เล่าประสบการณ์ต่างๆ
ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อบอุ่นจะตายไป
Parent's rule
สิ่งเหล่านี้มิใช่กฎตายตัวนะคะ คุณลองปรับประยุกต์วิธีปฏิบัติเอาแล้วกัน
เลือกตามความเหมาะสมของสไตล์บ้านคุณ แนะแนวไว้ให้คุณพ่อคุณแม่ลองนำไปปรับใช้กันค่ะ
- เป็นธรรมชาติ
- ทำตัวเป็นธรรมชาติเวลาคุยกับลูก แม้คำถามของลูกนั้นจะไม่ได้เรื่องในสายตาคุณก็ตาม
อย่าหัวเราท้องคัดท้องแข็งให้ลูกเห็น เพราะจะทำให้ลูกไม่มั่นใจในการตั้งคำถามครั้งต่อไป
- เปิดโอกาส
- คุยทุกเรื่องกับลูกไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ความรู้แบบไอน์สไตน์เสมอไป
หมาตัวเก่า แมว นก ทีวี ญาติพี่น้อง สถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ แล้วไม่ใช่หลับหูหลับตาเล่าอย่างเดียวนะ
ลองให้เจ้าหนูเขาแสดงความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ลองเล่าสิ่งที่ลูกเจอให้คุณพ่อคุณแม่ฟังด้วย
- ใส่ใจ
- หากมีคำถามที่คุณตอบไม่ได้หรือจนปัญญาจริงๆ ควรหาสมุดสักเล่มจดคำถามไว้ให้ลูกเห็นด้วยว่า
คุณแม่สนใจคำถามของหนูนะ แต่อันนี้ตอบไม่ได้จริงๆ ไว้จะหาคำตอบให้จ้ะ แล้วก็หานิทาน สารคดี
หรือไปในสถานที่ที่มีคำตอบอยู่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด เพื่อให้ลูกรู้จักการค้นคว้าตั้งแต่เล็ก
สร้างกิจกรรมสนุกๆ ของครอบครัวได้อีกด้วย
- เติมเต็มประสบการณ์
- พาลูกไปในที่ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มเติมประสบการณ์คำศัพท์
และเรื่องราวที่แตกต่างจากเดิมๆ บ้าง
ตอบแบบนี้สิ...ชวนคิด
- แม่ ทำไมปลาอยู่ในน้ำ
- อืม นั่นสินะ ลูกคิดว่าเพราะอะไรล่ะ... (ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับเรา)
- จะซื้อไก่ทอด
- ร้านไก่ทอดปิดแล้ว จะให้แม่ซื้อที่ไหนดีล่ะ คิดว่าไงจ๊ะ (ให้ลูกร่วมตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็น)
- ทำไมช้างเดินบนถนน
- ลูกคิดว่าช้างควรอยู่ที่ไหนล่ะ (แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นโอกาสที่จะสอนลูกไปในตัว)
- มดขยันเดิน
- ลูกว่ามันจะเดินไปไหน
- ...ไปซื้อขนม...
- ทำไมถึงไปซื้อขนมล่ะ
- ก็มันชอบของหวานๆ ไง (จินตนาการเป็นเรื่องสำคัญของเด็ก)
- เป็ดกินอะไร
- เป็ดอยู่ในน้ำได้ด้วย กินหอยปูปลาก็ได้
- กินยังไง
- เดี๋ยวแม่จะพาไปดูที่บ้านคุณยายวันอาทิตย์นี้ดีไหม จะได้รู้ว่ามันกินยังไง
(ประสบการณ์ตรงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ)
(update 30 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 116 มิถุนายน 2548]
|