คุณแม่คนหนึ่งพาลูกมาฟังสัมมนาเรื่องนิทาน โดยคะยั้นคะยอให้คุณพ่อช่วยเป็นสารถีพามา
แรกๆ คุณพ่อนั่งหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตากวาดไปมาอย่างไร้จุดหมาย แต่เมื่องานสัมมนาดำเนินไปพักใหญ่
ก้นของคุณพ่อก็ขยับมาที่ปลายเบาะหน้าตรง แววตาเป็นประกาย มุมปากแฝงรอยยิ้ม นิทานมีดีอะไร ?
จึงสามารถดึงความสนใจของเจ้าตัวเล็ก แม้กระทั่งคุณพ่อคุณแม่ที่มีวุฒิภาวะและอารมณ์ที่เลิกสนใจในนิทาน
ให้กลับมามีอารมณ์ร่วมได้ เพราะนิทานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้ออย่างที่ผู้ใหญ่หลายคนเข้าใจ
ตรงกันข้ามนิทานพัฒนาคน (ตัวเล็ก) ให้เป็นคน (ที่มีศักยภาพ) ได้ตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งในเรื่องการสร้างวินัยในการฟัง
จินตนาการ สร้างคนให้เป็นนักอ่าน ที่ไม่มีสอนอยู่ในหลักสูตรโรงเรียนใด สร้างคนให้เป็นนักคิด มีเหตุมีผล
พัฒนาการพูดให้เป็นผู้มีวาจาฉะฉาน ฯลฯ นิทานมีความมหัศจรรย์มากมายอย่างนี้จริงแท้แค่ไหน
เรามีคำตอบมาฝากค่ะ
แม้หนังสือนิทานมีมานานกว่าทศวรรษ แต่จำนวนผู้ให้ความสนใจอ่านกลับมีน้อย
เมื่อเทียบกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในครอบครัวไทย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ฯลฯ
ที่เข้ามาทีหลัง อาจเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าสื่อเทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน
และการเรียนรู้ให้กับทุกคนในบ้าน รวมถึงเจ้าตัวเล็กด้วย แต่ความจริงยิ่งสื่อเทคโนโลยีมีบทบาทต่อครอบครัวไทยเท่าไร
กลับยิ่งลดศักยภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของเจ้าตัวเล็กเท่านั้น เพราะเมื่อผู้ปกครองใช้เทคโนโลยี
เป็นเครื่องทุ่นแรงในการเลี้ยงลูก ก็เท่ากับเอาคนไปใกล้ชิดกับสิ่งของ คนก็จะกลายเป็นสิ่งของคือ
นิยมใจวัตถุ ขาดชีวาในชีวิต ตัดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กให้ห่างกัน แต่ถ้าคนใกล้ชิดกับคน
คนก็จะเป็นคนขึ้นมา
ความสำคัญของจินตนาการในนิทาน
การเล่านิทานช่วยให้ครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์กัน แต่คุณพ่อคุณแม่อาจบอกว่า ปกติก็คุยกับลูกอยู่แล้ว
แต่ส่วนใหญ่เวลาในการคุยกันมีน้อย เพราะมีภาระต้องรับผิดชอบมากมาย ทำให้ผู้ปกครองมีเวลาอยู่กับเจ้าตัวเล็กน้อยลง
เรื่องที่คุกันส่วนใหญ่จึงหนักไปทางอบรม ซึ่งถ้าเขาไม่มีตัวอย่างของประสบการณ์ที่มองเห็นภาพได้
กอปรคำที่คุณใช้อาจเป็นคำพูดแบบผู้ใหญ่ เขาจึงมักไม่เข้าใจ ผู้ใหญ่ก็มักดุเด็กว่าสอนเท่าไรไม่รู้จักจำ โดยลืมความเป็นจริงที่ว่า
ความจำใครๆ ก็ลืมได้ แต่ถ้าเรามีความเข้าใจแล้ว มันยากที่จะลืม
น.พ.บวร งามศิริอุดม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ยกตัวอย่างในเรื่องนี้ว่า
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ต้องการสอนไม่ให้ลูกพูดโกหก เพราะการโกหกจะทำให้คนไม่เชื่อถือ
ถ้าพูดเพียงเท่านี้เขาจะไม่ตระหนักถึงความสำคัญ และไม่เห็นเป็นจริงเป็นจังจึงไม่ปฏิบัติ
แต่ถ้าเล่าเรื่องเด็กเลี้ยงแกะให้ฟัง (...เด็กเลี้ยงแกะหลอกชาวบ้านหลายครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งหมาป่ามาจริงๆ
แม้เขาจะร้องขอความช่วยเหลือก็ไม่มีใครเชื่อ...) เด็กจะจินตนาการและเข้าใจได้
นิทานจึงเป็นการขยายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ที่เด็กคิดออกและมองเห็นคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย
ความเกี่ยวพันระหว่างนิทานกับการเรียนแบบ Child center
อาจารย์ปรีดา ปัญญาจันทร์ อาจารย์พิเศษด้านวรรณกรรมสำหรับเด็ก มศว.ประสานมิตร
และที่ปรึกษาโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง ชี้ว่า นิทานทำให้เด็กเกิดจินตนาการที่มองเห็นภาพได้
เมื่อผู้ใหญ่เล่านิทาน ซึ่งเป็นภาษาของเด็ก เท่ากับผู้ใหญ่กำลังพูดถึงโลกของเด็กหรือเรื่องของเด็กนั่นเอง
เด็กก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น พูดกันรู้เรื่องขึ้น พอคำพูดของผู้ใหญ่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
เด็กก็อยากจะเข้าใกล้ผู้ใหญ่ นิทานจึงเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก
ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันคือ เด็กก็มีความรู้แบบเด็กมาบ้างแล้ว ส่วนผู้ใหญ่ก็มีความรู้แบบผู้ใหญ่มา
เมื่อมาเรียนรู้ร่วมกันผ่านนิทาน เด็กก็จะได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ได้เรียนรู้จากเด็ก
และทั้งสองก็ช่วยกันพัฒนาเกิดองค์ความรู้ใหม่หรือองค์ความรู้ที่ 3 ขึ้นมานั่นเอง
นิทานจึงทำให้ผู้ใหญ่กลายเป็นเพื่อนกับเด็ก อย่างที่ผู้ใหญ่หลายคนอยากใช้วิธีนี้เลี้ยงลูกกัน
นิทานพัฒนาเจ้าตัวเล็กด้าน IQ และ EQ อย่างไร
นอกจากนี้นิทานยังเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาทักษะชีวิตทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา (IQ) อารมณ์
และสังคม (EQ) ของเจ้าตัวเล็กในด้านต่างๆ ดังนี้
พัฒนาการด้านสังคมและเพิ่มพูนทักษะชีวิต : ดังกล่าวแล้วว่า นิทานช่วยพัฒนาความสัมพันธ์
ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กให้ใกล้ชิดกัน ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ใจเย็นลง เมื่อคุณเล่านิทานจบ
ไม่ใช่ต่างคนต่างแยกกันไป แต่นิทานจะทำให้เกิดเรื่องพูดกันระหว่างและหลังการฟังนิทาน
บางอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ก็สามารถนำมาสอดแทรกเข้าไปในนิทานเพื่อสอนเขาได้ ซึ่งช่วยให้เขารับรู้ได้ดี
พัฒนาการด้านภาษา : นิทานช่วยกระตุ้นภาษาของเจ้าตัวเล็กทุกด้าน
อยู่ตลอดเวลาดังนี้
1. การฟัง นิทานมีการลำดับเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
จึงสร้างสมาธิให้กับเจ้าตัวเล็กได้อย่างดี การอ่านหนังสือให้เจ้าตัวเล็กฟัง ควรมีจังหวะจะโคนที่ดี คือ
อ่านให้มีวรรคตอน และควรอ่านเต็มเสียง โดยอ่านให้ถูกอักขระ ร.เรือ ล.ลิง
แล้วเจ้าตัวเล็กจะเลียนการออกเสียงของคุณเอง โดยไม่ต้องมีใครสอนว่าถ้าพูดคำว่า
ครู จะต้องกระดกลิ้น
2. การพูด เจ้าตัวเล็กที่ฟังนิทานมากๆ จะมีเรื่องราวเก็บไว้มาก
จนเกิดความต้องการปฏิบัติทางภาษา เจ้าตัวเล็กจึงเป็นคนช่างพูด กล้าเจรจาเป็นเรื่องเป็นราว ผู้ใหญ่ฟังแล้วเข้าใจ
ต่างกับเจ้าตัวเล็กที่ไม่เคยฟังนิทาน เด็กยังพูดจาสับสน เนื่องจากยังขาดประสบการณ์ในการจับต้นชนปลายเรื่องราว
ถ้านิทานของเจ้าตัวเล็กเป็นบทดอกสร้อยที่มีการออกเสียงคล้ายคลึงกัน เช่น แมงมุมลายตัวนั้น
ฉันเห็นมันสงสารเหลือทน วันหนึ่งมันถูกฝน ไหลลงจากบนหลังคา... หรือ ก.เอ๋ย ก.ไก่ เลี้ยงลูกมาจนใหญ่
ไม่มีนมให้ลูกกิน... ซึ่งไพเราะและง่าย ถ้าเจ้าตัวเล็กได้ฟังบ่อยๆ จะทำให้เขาเป็นคนที่มีภาษาพูดเพราะ
เจ้าบทเจ้ากลอน เมื่อโตขึ้นก็จะเลือกใช้คำเขียนที่คล้องจองอย่างไม่รู้ตัว จึงทำให้ภาษาเขียนของเขาเพราะไปด้วย
3. การอ่าน เจ้าตัวเล็กจะมองว่า เมื่อคุณพ่อคุณแม่ หยิบนิทานขึ้นมาทีไร
จะมีแต่เรื่องสนุกและทำให้เขามีความสุข โดยไม่รู้สึกว่าเขากำลังถูกดึงเข้าสู่การอ่าน และการเรียนในด้านวิชาการต่อไป
อาจารย์ปรีดา เล่าว่า ลุกของคุณหมอท่านหนึ่งอ่านหนังสือได้ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนเสียอีก
เพราะพี่ชายอ่านการ์ตูนให้ฟังบ่อยๆ เหมือนเคย เขาจึงพยายามจำ พี่ชายเองก็เหมือนตั้งใจชี้ตัวหนังสือให้ดูระหว่างการเล่า
สมองของเด็กวัยนี้มีความจำเป็นเลิศ เพราะไม่มีสิ่งรบกวนมากเหมือนผู้ใหญ่ จึงจำคำต่างๆ รวดเร็ว
โดยใช้วิธีเดียวกันกับการจำภาพประกอบ คำไหนที่เขาจำไม่ได้ก็จะมาถามคุณพ่อคุณแม่และจำไว้
จึงทำให้เขาอ่านหนังสือได้เร็วโดยไม่รู้วิธีผสมคำด้วยซ้ำ พอถึงวัยที่เขาเข้าโรงเรียน ครูก็จะสอนแยกคำเป็นพยัญชนะ
สระ วรรณยุกต์ให้ดู เขาก็จะร้องอ้อ เพราะนึกถึงคำที่เขาเคยผ่านตามาแล้ว เกิดการกระตือรือร้นในการเรียนมากกว่าเด็กอื่น
เพราะมีเป้าหมาย ในขณะที่เด็กอื่นทำใจเรียนเพื่อนสอบ
การฝึกให้เด็กอ่านหนังสือที่ดี ควรเริ่มแบบจำเป็นคำและแบบผสมคำควบคู่กันไป จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้น
แต่ถ้าเริ่มอันใดอันหนึ่งก่อนก็ได้ ไม่มีถูกหรือผิด
4. การเขียน นอกจากเจ้าตัวเล็กจะถ่ายทอดเรื่องจากนิทานด้วยการพูดแล้ว
ยังถ่ายทอดด้วยการวาดภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเขียนอย่างหนึ่ง เมื่อเจ้าตัวเล็กได้เห็นตัวหนังสือจากนิทานบ่อยๆ
ก็จะเขียนตัวหนังสือเลียนแบบในนิทานด้วย เพราะคิดว่าคำๆ นั้นเป็นเพียงภาพๆ หนึ่ง
ที่ถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจและรู้เรื่อง
พัฒนาความคิดรวบยอด : เจ้าตัวเล็กมักชอบให้เล่านิทานเรื่องเดิมซ้ำๆ
อย่างไม่รู้จักเบื่อเพราะรอบแรก เขาอาจยังปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ แต่เมื่อฟังบ่อยๆ จนจำได้ทั้งเรื่อง เขาจะมองภาพรวมของเรื่องทั้งหมดออก
และจับประเด็นได้ จึงทำให้เป็นคนที่จับประเด็นเก่งและเร็ว มองอะไรเป็นระบบและทะลุปรุโปร่ง มีความคิดรวบยอดสูง
เมื่อเจ้าตัวเล็กได้ฟังนิทานหลายเรื่องในแต่ละช่วงวัย จะนำมาเชื่อมโยงแต่งเป็นเรื่องใหม่
กลายเป็นกระบวนการคิดที่คาดไม่ถึง แม้ช่วงแรกๆ อาจโยงเรื่องถูกๆ ผิดๆ คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งคิดว่าลูกเพ้อเจ้อ
เพราะมันคือประสบการณ์การวางโครงเรื่องที่ต้องพัฒนาอีกมาก เพียงแต่วัยนี้มีจินตนาการมากมาย
จึงอาจสะเปะสะปะอยู่บ้าง แต่พอถึงช่วงหนึ่งก็จะลงตัว ซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนทึ่งมาแล้ว
กระตุ้นจินตนาการเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ :
นิทานแทบทุกเรื่องมีความพิเศษแฝงอยู่ เช่น แม่มดมีคาถาวิเศษ สัตว์พูดได้ ฯลฯ ความเหนือจริงเหล่านี้
ล้วนแต่สร้างจินตนาการให้เจ้าตัวเล็กไปคิดต่อได้อย่างมาก ส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างเยี่ยมยอด
พัฒนาการด้านจิตใจ : คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต่างต้องการสอนให้ลูกเป็นคนดี
แต่เจ้าตัวเล็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นนามธรรม
เช่น ความดี ความชั่ว จินตนาการจากนิทานมีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมา
เช่น ถ้าตัวละครในเรื่องทำตัวน่ารัก ก็จะเป็นที่รักของทุกคน แต่ถ้าตัวละครเกเรก็จะไม่มีใครชอบ
ทำให้เจ้าตัวเล็กได้คิดว่าพฤติกรรมใดควรหรือไม่ควรทำ รวมถึงแทรกคุณธรรม จริยธรรม
และข้อคิดที่ดีไว้ในเรื่อง ซึ่งเขามองเห็นภาพได้ด้วยจินตนาการ ต่างกับการที่คุณอบรมเขาเฉยๆ
โดยไม่ผ่านนิทาน เพราะการที่ผู้ใหญ่พูดว่าทำอย่างนี้แล้วจะเป็นเด็กดี เขาก็ไม่เห็นภาพ
และยังก่อให้เกิดความเครียดระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กอีกด้วย
ที่กล่าวมาทั้งหมดจึงทำให้เจ้าตัวเล็กมีพัฒนาการโดยรวมทั้งทางด้าน EQ และ IQ
อย่างมีชีวิตชีวาทั้งในกรอบและนอกกรอบคือ มีทั้งความเป็นจริงในชีวิต และมีจินตนาการที่ควบคู่กัน
ซึ่งดูได้จากแววตาของเด็กที่สดใส มีภาษาพูดที่สนุกสนาน เปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่เคยฟังนิทาน
จะคิดเป็นแต่ในกรอบอย่างเดียว คือเป็นสูตรสำเร็จแบบแบบ 1+1 ต้องเป็น 2 เท่านั้น จึงขาดจินตนาการ
การวางแผน ทำให้คำพูดของเด็กแห้งแล้งขาดชีวิตชีวา
(update 6 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ]
|