พ่อแม่ของเด็กวัยพรีทีน


ปิดเทอมแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครอง บางคนอาจโล่งใจที่ได้เห็นลูกหลานอยู่ใกล้ๆ ...

แต่บางคนก็กลับหนักใจ เพราะตัวเองไม่ได้ปิดเทอมไปด้วย ต้องหาเวลาเลี้ยงลูก หาคนดูแลลูก ระหว่างที่บุตรหลานหยุดพักการเรียนชั่วคราว

เรื่องนี้บางทีก็ทำให้ผู้ปกครองปวดเศียรเวียนเกล้าด้วยเหมือนกัน ด้วยไม่รู้จะเอาบุตรหลานไปฝากไว้กับใคร

สถานที่ทำงานบางแห่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน มักตั้ง เดย์แคร์ ไว้ดูแลเด็ก โดยเฉพาะลูกหลานของพนักงาน และเน้นเปิดเฉพาะช่วงปิดเทอม

ที่จริง "เดย์แคร์" น่าจะมีตลอดปี เพราะพ่อแม่มีลูกทั้งปี ไม่ได้มีลูกหรือเลี้ยงลูกเฉพาะตอนปิดเทอม

และปิดเทอมนี่แหละ ที่ทำให้พ่อแม่หัวหมุน เด็กๆ อาจดีใจไม่ต้องไปเรียนหนังสือ แต่เด็กบางคนกลับคิดว่า ไม่มีอะไรจะทำ

เพราะเพื่อนๆ ก็ไม่อยู่เล่นด้วย เด็กข้างบ้านบางทีก็ไม่มี บ้านคนกรุงเทพฯ ยุคนี้ต่างคนต่างอยู่ ไม่สนทนาเสวนาพบปะกับเพื่อนบ้าน กระทั่งรั้วติดกันยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม เจอหน้ากันก็ไม่เคยยิ้มให้กัน

ตอนปิดเทอมนี่แหละที่เห็นผลการอยู่แบบ "ครอบครัวเดี่ยว" ในหมู่บ้านจัดสรรประสาคนกรุงมุ่งทำงาน ทำให้ชีวิตเชิงมนุษยสัมพันธ์อ่อนด้อย

เมื่อแยกบ้านมาอยู่ลำพัง สามี-ภรรยา พ่อตา-แม่ยายอยู่อีกหลัง ญาติพี่น้องอยู่อีกหลัง เพื่อนข้างบ้านก็ไม่มี ฝากอะไรไหว้วานใครก็ลำบาก ครอบครัวเดี่ยวอยู่เดียวดาย ดูเหมือนเป็นอิสระมีความสุข แต่เอาเข้าจริงก็โดดเดี่ยวไม่ใช่เล่น

ถึงปิดเทอมนี่แหละตัวปัญหา ต้องวิ่งวุ่นหา ซัมเมอร์แคมป์ ให้เด็กในปกครอง หาสถานที่ให้เด็กได้ "พัก" เพื่อตัวเองจะได้กลับไปทำงานต่อ

บริษัทและองค์กรต่างๆ น่าจะมีช่วง "ปิดเทอม" ให้พนักงานลาหยุดไปเลี้ยงลูก ดูแลลูกตอนหยุดเรียนยาวๆ บ้าง

หรือยอมลาให้ไปเลี้ยงลูก แบบไม่รับเงินเดือน อย่างนี้น่าสนใจ ถือโอกาสพักผ่อนดูแลบุตรหลาน กระชับสัมพันธ์ในครอบครัว ที่เมื่อผ่านมานั้น ต่างคนต่างมุเรียน มุทำงาน แทบไม่มีเวลาพบปะพูดคุยกัน

ช่วงปิดเทอมผสานสัมพันธภาพ น่าจะเป็นโอกาสดีของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ คนมีเด็กในปกครอง เป็นโอกาสที่ดีของเด็กด้วย ที่ได้ใกล้ชิดพ่อแม่

แต่ต้องหาเวลา สถานที่ โอกาส และกิจกรรมที่เหมาะสม ไม่ต้องถึงกับไป "ซัมเมอร์แคมป์ต่างประเทศ" ให้สิ้นเปลือง (ยกเว้นลูกคนมีกะตังค์ จริง-จริ๊ง)

หากปัญหาใหญ่คือ พ่อแม่ยังทำงานอยู่ ไม่มีเวลาให้อยู่ อาจจะลาพักร้อนได้ 3 วัน 7 วัน หรือ 15 วัน ก็แค่ชั่วคราว

ยังไม่มีเวลาหยุดยาวๆ เพื่อลูก การทำอะไรเพื่อลูกหลานสำหรับพ่อแม่ ที่เริ่มได้ดิบได้ดีในการทำงาน เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เป็นหัวหน้าคน ต้องรับผิดชอบและภาระหน้าที่การงานมากมาย ทำให้ปลีกเวลามาใกล้ชิดกับลูกยากขึ้น

ช่วงชีวิตคน จึงดูเหมือนฟ้าลิขิตมาแล้ว ตอนเรายังเด็กยังเห็นพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ พอเราโตขึ้นหน่อย พ่อแม่กลับอยู่ห่างจากเรามากขึ้นๆ พอเป็นวัยรุ่น เรากับพ่อแม่ก็แทบไม่เจอหน้ากัน

นักจิตวิทยาเด็กถึงบอกว่า ที่จริงแล้ว เด็กทุกวัยสำคัญ แต่ส่วนใหญ่บอกว่าเด็กที่มักมีปัญหาคือ เด็กวัยรุ่น

ความจริงอีกข้อที่พ่อแม่ควรตระหนักรู้คือ เด็กเล็กนั้นสำคัญอยู่แล้ว พอเด็กถึงวัยดูแลตัวเองได้คือ วัยพรีทีน หรือก่อนวัยรุ่น คนวัยนี้สำคัญสุด ๆ

เพราะยังไม่เป็นวัยรุ่นและไม่เป็นเด็กน้อยติดพ่อแม่อีกแล้ว ไม่ขี้แงร้องไห้เก่ง เริ่มพูดจามีหลักมีเกณฑ์ ต้องการเหตุผล เชื่อถือความถูกต้อง ยังเคารพพ่อแม่ผู้ใหญ่ ยังอยู่ติดบ้าน กลับบ้านตรงเวลา

แต่พอเริ่ม "วัยรุ่น" ก็เริ่มวุ่น เพราะเริ่มติดเพื่อน ติดสิ่งแวดล้อม ติดมายาสาไถยที่เห็นอยู่ทั่วไปจากสื่อทุกแขนง

เห็นโฆษณาก็อยากใช้สินค้า ได้ยินเพลงที่กรอกหูทุกวัน ไม่เพราะ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่กลับชอบ เห็นเพื่อนนิยมอะไรก็ทำตามอย่าง ค่านิยมหลายอย่างที่ไม่ควรนิยม ไม่ควรยึดติดก็กลับยึดเป็นสรณะ

เช่น อยากผอม เลยไม่กินข้าว อยากสวยก็แต่งตัวกันสุด ๆ สวยไม่ว่าแต่โป๊นี่สิ..วัยรุ่นชอบ อยากมีสตางค์พาสาวเที่ยวก็ต้องแบมือขอเงินพ่อแม่ อยากในเรื่องที่พ่อแม่มักปวดหัว

ทำอย่างไร ให้วัยรุ่นไม่วุ่นวาย เป็นเรื่องที่พ่อแม่ กี่ยุคกี่สมัย เจอปัญหาคล้าย ๆ กัน เกิดขึ้นเหมือนกันอย่างที่เรียกกันว่า "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" ทีเดียวเชียว

นักวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาเด็ก บอกไว้ว่า ที่จริง วัยที่พ่อแม่ควรใกล้ชิดลูกที่สุด (นอกเหนือจากวัยอนุบาลแล้ว) ก็คือวัย "พรีทีน" นี่แหละ วัยก่อนย่างสู่วัยวุ่น เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะทำให้บุตรหลานในปกครอง ที่กำลังจะเป็น "วัยรุ่น" ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า รู้จักรักพ่อแม่ อยากอยู่ติดบ้าน

ถ้าพ่อแม่มีเวลา ซึ่งต้องหาให้ได้ เพื่อมาอยู่กับลูกก่อนวัยรุ่น พอถึงวัยรุ่นเขาจะไม่ไปไหนไกล ไม่เตลิดเปิดเปิงกับกระแสบริโภคนิยม แฟชั่นนิยมไร้สาระ อย่างที่เป็นกันทุกวันนี้

โดยเฉพาะเด็กๆ ในวัย 9 ปีขึ้นไป ถ้าหากิจกรรมดีๆ มีประโยชน์ แฝงสาระ ให้เขา "เสพ" จน "ติด" แล้ว เขาจะเติบโตเป็นวัยรุ่นอย่างมีคุณภาพ

สิ่งเสพติดดีๆ ได้แก่ กีฬา ดนตรี หนังสือ ศิลปะ งานอดิเรกอื่นๆ เลือกให้เขาเล่น หาให้เขาทำ จนเขาชอบ จนเขาพอใจ รู้สึกว่า ใช่..เลย แล้วเขาจะจรดใจอยู่กับมัน อาจถึงขั้นคลั่งไคล้ หรือแค่ใช้เวลาให้เพลิดเพลิน จะเป็นแบบไหนก็ได้ ดีทั้งนั้น

เช่น เล่นกีฬาจนขาดไม่ได้ ตกเย็นต้องนัดก๊วนไปสนามบอล หรือว่ายน้ำ แบดมินตัน ปิงปอง จ๊อกกิ้ง ฯลฯ ได้ทั้งนั้น

เด็กๆ เล่นกีฬา นอกจากทำให้ร่างกายแข็งแรง มีเพื่อน แล้วยังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ถ้าไม่ชอบเล่นกีฬา ก็เลือก "ดนตรี" ยิ่งสร้างอารมณ์สุนทรีย์ "ศิลปะ" ก็สำคัญ ถ้าเด็กไทยรักศิลปะ เขาจะมองโลกด้วยสายตาชื่นชม มองคนอื่นในแง่บวก

ถ้าเขาชอบอ่านหนังสือ ถือว่าดีเลิศประเสริฐศรี เด็กจะฉลาด ชาติจะเจริญ

กิจกรรมอื่นๆ อาทิ ท่องเที่ยว เดินป่าส่องสัตว์ ดูนก เข้าชมรมหรือสมาคมเล่นหมากรุก เล่นโกะ เล่นของสะสม ในโลกนี้มีกิจกรรมมีสาระให้เลือกปฏิบัติมากมาย

ถ้าเด็กรู้จัก ติดและรักกับสุนทรียภาพทั้งปวงที่กล่าวมา เด็กๆ จะผนวกความรัก ความดีงาม ที่ได้เรียนรู้และอยู่กับมัน เข้ากับชีวิตของเขาในวันข้างหน้า

ชีวิตใน "วัยรุ่น" ที่แม้อาจไปหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งมอมเมาบางชนิด อาจเพ้อฝันไปกับกระแสบริโภคนิยม คงมีบ้าง... แต่เชื่อเถอะว่า...เขาจะมีหลักยึดที่ติดอยู่ในใจเขาแล้ว เมื่อตอนเขาเป็น "พรีทีน" เขาจะไม่หลงจนฟุ้งหายไปกับกระแสนิยมบ้าคลั่ง...

แต่ข้อสำคัญที่สุด เมื่อตอนเขาเป็น "พรีทีน" ต้องมี "ผู้นำ" พาเขาไปสู่สิ่งสุนทรีย์ ชักพาไป แนะนำให้ ชวนให้รู้จัก ให้ข้อมูล ให้การศึกษา ให้เขาได้เรียนรู้อย่างถึงที่สุด

การเรียนรู้ของเขาจะควบคู่ไปกับ "พ่อแม่" ที่คอยบอก คอยสอน พาเขาไป ความใกล้ชิดนี้จะอยู่แนบในใจเขาเสมอมา พอถึงวัยรุ่นเขาจะไม่ไปไหนไกลๆ เขาจะอยู่กับพ่อแม่เสมอ

ฉะนั้น หน้าที่อันหนักหนานี้ หนีไม่พ้น คือ "พ่อแม่"
เตรียมตัว เตรียมใจ เลี้ยงลูกวัย "พรีทีน" ให้ดีๆ เถิด...


(update 7 เมษายน 2005)
[ ที่มา... กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 6107 วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600