โรงเรียนทำหนูเครียด


”กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงตัวน้อยต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อไปผจญภัย ที่นั่นก็คือโรงเรียนอนุบาลนั่นเอง เจ้าหญิงน้อยต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ทั้งขึ้นรถโรงเรียน เจอเพื่อนใหม่หน้าตาแปลก มีด่านทดสอบความสามารถมากมาย ทั้งนับเลข เขียน ก.ไก่ แต่ที่นั่นก็มีคุณครูใจดีคอยช่วยเหลือ จนในที่สุดเจ้าหญิงตัวน้อยก็สามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างมีความสุข” เฮ้อ...ถ้าชีวิตจริงเด็กๆ เป็นแบบเจ้าหญิงตัวน้อยในนิทานก็ดีล่ะสิ นักเรียนตัวน้อยจะได้ไม่ “เครียด” เมื่อต้องไปโรงเรียนอีก ก็สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่โรงเรียนนั้นชวนให้เด็ก “เครียด” เอาการอยู่นะคะ


เด็กๆ ก็เครียดได้

ความเครียด ความวิตกกังวล เกิดขึ้นเป็นปกติในเด็กวัยนี้ค่ะ เพราะแม้ว่าจะเป็นเด็กที่มั่นใจที่สุด แต่เมื่อเข้าสู่รั้วโรงเรียน สภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากบ้านก็ทำให้เด็กๆ หวาดวิตก ทั้งจากโรงเรียน จากเพื่อน จากครู การขึ้นรถโรงเรียน การเข้าห้องน้ำที่โรงเรียน บทเรียนที่ต้องเจอ หรือการถูกเพื่อนแกล้ง อีกทั้งเด็กบางคนยังถ่ายทอดความรู้สึกเครียดจากที่บ้าน เช่น การหย่าร้างของพ่อแม่ ปัญหาด้านการเงิน ความเจ็บป่วยของครอบครัวมาเปิดเผยที่โรงเรียน ดังนั้น ความเครียดของเด็กๆ จึงควรเป็นสิ่งที่ครูและนักเรียนควรจะร่วมมือสังเกตและแก้ไขค่ะ

ต้นตอก่อความเครียด

ก่อนอื่นเราลองมาแยกสาเหตุก่อนว่า ความเครียดของเด็กๆ จากโรงเรียนนั้น เกิดจากสาเหตุอะไรกันบ้าง
1. เครียดเพราะถูกพลัดพราก
สังเกตได้ง่ายๆ ที่ประตูโรงเรียนในวันเปิดเทอมวันแรก เด็กๆ จะเกาะแขนเกาะขาคุณพ่อคุณแม่ไว้แน่นเชียว อาการตกใจ ตื่นกลัว สร้างความเครียดขนานใหญ่ให้ลูก เพราะที่โรงเรียนเขาจะไม่ได้อยู่กับแม่ พ่อ พี่เลี้ยง คุณตาคุณยาย หรือของเล่นที่ชอบอีกต่อไปแล้ว

2. เครียดเพราะเจอสถานการณ์ใหม่
เด็กๆ มักจะเครียดเมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปพบหมอ เจอหมาตัวโต และที่โรงเรียนอนุบาลมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ให้เด็กได้เรียนรู้ เช่น วันที่เด็กๆ ต้องออกมาแสดงหน้าชั้นเรียน ต้องไปเข้าห้องน้ำคนเดียว หรือถูกเพื่อนขโมยรองเท้าไปซ่อน ซึ่งเด็กยังไม่รู้วิธีที่จะแก้ปัญหา

3. เครียดเพราะต้องเข้าสังคม
โรงเรียนอนุบาลเป็นสังคมที่กว้างกว่าบ้านหลายเท่า และที่นี่ก็มีผู้คนมากมาย เมื่อเจอคนที่ไม่รู้จักก็ทำให้เด็กๆ เครียดได้ เช่น รู้สึกเขินอายที่จะทำความรู้จักเพื่อนใหม่ เข้ากับเพื่อนไม่ได้เพราะเคยชินกับการเล่นคนเดียวที่บ้าน กลัวครูดุ เป็นต้น

4. เครียดเพราะถูกละเลยที่โรงเรียน
เมื่ออยู่ที่บ้านเด็กๆ อาจจะถูกประคบประหงมราวกับเป็นเทวดาองค์น้อย แต่เมื่ออยู่โรงเรียน ครูอาจจะดูแลนักเรียนไม่ทั่วถึง เมื่อหนูร้องไห้ รู้สึกไม่สบายหรืออยากกลับบ้าน ซึ่งทำให้เด็กกังวล แก้ปัญหาไม่ได้ รู้สึกโดดเดี่ยว และทำให้ลูกเครียดในที่สุด
ก่อนอื่นเราลองมาแยกสาเหตุก่อนว่า ความเครียดของเด็กๆ จากโรงเรียนนั้น เกิดจากสาเหตุอะไรกันบ้าง

วิธีคลายเครียด

1. ยอมรับ เข้าใจ
แม้ว่าลูกของคุณจะรู้สึกเครียด หวาดวิตก กังวลในเรื่องใดๆ ก็ตาม แต่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำความเข้าใจ และตระหนักว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นพัฒนาการขั้นตอนหนึ่งของลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ลูกกลัวว่า คุณจะทิ้งเขาไว้ที่โรงเรียนตลอดกาล หรือปัสสาวะรดที่นอนที่โรงเรียน ไม่ควรดุว่า ตำหนิ แต่ควรร่วมกับโรงเรียนแก้ไขปัญหาให้ลูก

2. ไม่บังคับ กดดัน
การตั้งเป้าหมายให้ลูกต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ของคุณพ่อคุณแม่ ก็เป็นสาเหตุทำให้ลูกเครียดเช่นเดียวกัน เช่น ลูกต้องเรียนได้ที่ 1 บังคับให้ลูกเล่นดนตรีหรือให้ลูกทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ ดังนั้นควรสังเกตลูกบ้างว่าลูกมีความสุขแค่ไหน และควรปล่อยให้ลูกเลือกทำในสิ่งที่เขาชอบมากกว่า อย่าเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น ที่สำคัญเด็กวัยนี้ยังชอบการเล่นอยู่ค่ะ

3. สร้างอารมณ์ขัน
การหัวเราะเป็นทางลดความเครียดที่ดีที่สุด เช่น ถ้าลูกเกิดเครียดก่อนที่จะต้องไปแสดงหน้าชั้นเรียน คุณแม่อาจจะเล่าเรื่องตลกๆ ให้ลูกฟัง เช่น “เมื่อตอนที่แม่ยังเด็กแม่ก็เคยเต้นบนเวทีแบบลูกนี่แหละ แม่ลื่นล้มด้วยนะ แต่เพื่อนๆ ก็หัวเราะและตบมือให้แม่ใหญ่เลย” แล้วหัวเราะเบาๆ ลูกก็อาจคิดว่า ความตื่นเต้นและการผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่เรื่องน่าหวาดกลัวเสมอไป

4. ช่วยลูกตั้งรับ
เพราะคุณรู้ดีว่าเด็กๆ จะต้องเรียนอะไรบ้างที่โรงเรียน แต่ลูกไม่รู้มาก่อน เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรเตรียมความพร้อมให้ลูกตั้งแต่อยู่ที่บ้าน เช่น สอนลูกนับตัวเลข เขียนตัวหนังสือ ตัดแปะกระดาษ ฟังนิทาน หรือพาลูกไปพบกับเพื่อนใหม่บ้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้ลูกทำตามกฎเกณฑ์ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บของเล่นให้เข้าที่ การกินอาหารให้เป็นเวลา เพียงเท่านี้ลูกก็จะไม่เครียด เพราะกลัวสถานการณ์ใหม่ๆ อีกต่อไป

5. คุยกับลูก
พูดกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้นได้ผลเสมอค่ะ ซึ่งถ้าหากลูกอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังจะเครียด คุณแม่ลองเลือกใช้คำพูดแบบมองโลกในแง่ดีแบบนี้ดูสิคะ


Situation 1
เมื่อลูกเครียด เพราะเรียนไม่ทันเพื่อน นับเลขไม่เก่ง เขียนไม่ได้
ควรคุยกับลูกว่า ลูกและเพื่อนมีพัฒนาการเรียนรู้ไม่เท่ากัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรที่ลูกทำไม่ได้เหมือนเพื่อน และสิ่งสำคัญคือการที่ลูกได้พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดมากกว่า

Situation 2
เมื่อเพื่อนไม่ให้เล่นด้วยในสนามเด็กเล่น
ควรพูดปลอบใจให้ลูกรู้สึกดีขึ้น และช่วยวางแผนการเล่นครั้งต่อๆ ไป เช่น ลูกอาจจะชวนเพื่อนคนอื่นไปเล่นแทน นอกจากนี้ยังควรบอกลูกว่า ครูสามารถช่วยลูกเมื่อเกิดสถานการณ์เหล่านี้ได้ และสร้างความมั่นใจกับลูกว่า ลูกก็สามารถจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้ได้ด้วยตนเอง

Situation 3
เมื่อลูกไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะคิดว่า แม่จะทิ้งไว้ที่โรงเรียนตลอดกาล
บอกลูกว่าแม่ก็กลัวที่จะไม่ได้อยู่กับลูกเหมือนที่ลูกกลัวแม่ทิ้งเหมือนกัน ที่สำคัญแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน 6 ชม. แต่แม่จะคอยลูกอยู่ที่บ้านเสมอ

(update 24 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 116 มิถุนายน 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600