สายลมหนาวพัดหวนมาอีกครั้ง ผิวเจ้าตัวเล็กที่แสนบอบบางเริ่มแห้งกันอีกแล้ว
คงต้องดูแลกันเป็นพิเศษหน่อยล่ะ และคุณพ่อคุณแม่คงอยากรู้ว่าผิวอ่อนบางขนาดนี้ควรจะได้รับการดูแลอย่างไรดี ?
เพื่อให้รู้แน่ผมจึงไปโรงพยาบาลเด็ก เพื่อขอคำแนะนำจาก พ.ญ.ศรีศุภลักษณ์ วณิช
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเด็ก จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
เพื่อนำข้อมูลมาฝากคุณผู้อ่านกันครับ
ผิวแห้งปกติ
ลักษณผิวเด็กในกลุ่มนี้จะดูแห้งกว่าผิวเด็กทั่วไปเล็กน้อยและจะเริ่มมีอาการเห็นชัดเจนตอนอากาศหนาว
จะเห็นว่าผิวจะมีอาการแห้งและคันเพียงเล็กน้อย ทาครีมเพื่อให้ความชุ่มชื้น ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์
อาศัยเพียงแค่การดูแลธรรมดาจากคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นปกติได้ ไม่เป็นปัญหาอะไรต่อเด็ก
วิธีดูแลรักษา
การดูแลไม่ยุ่งยาก พ่อแม่สามารถดูแลรักษาได้ด้วยตัวเอง ด้วยการ
- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำโดยใช้น้ำอุ่นจัดเพราะจะทำให้ผิวแห้งเกินไป
- ถ้าผิวแห้งไม่มากก็สามารถใช้สบู่เด็กตามปกติได้ แต่ถ้าผิวแห้งมากอาจจะใช้สบู่ที่มีครีมบำรุง
ให้ความชุ่มชื้นหรือโลชั่นที่มีขายอยู่ในท้องตลาด
โรคผิวแห้งจากการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
โรคนี้แบ่งความรุนแรงได้หลายระดับ แต่ที่พบบ่อยที่สุดกลุ่มนี้จะถ่ายทอดทางกรรมพันทางยีน (gene)
เด่นและยีนด้อย โดยปกติพบบ่อยในยีนเด่น คือถ้าหากพ่อหรือแม่เป็น ลูกก็จะมีโอกาสมีผิวแห้งสูง
อาการจะปรากฏตั้งแต่ตอนเป็นทารกตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ผิวจะแห้งตามแขนขาทั้งสองข้างลักษณะคล้ายเกล็ดปลา
และตามฝ่ามือฝ่าเท้าก็จะแห้งเห็นเป็นเส้นลายมือชัด
อาการรุนแรงอื่นๆ ที่พบได้ ถ้าเป็นรุนแรงมากผิวจะแห้งลอกทั้งตัวตั้งแต่แรกเกิด
ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีนด้อย ตัวอย่างเช่น เด็กดักแด้ เซลล์ผิวหนังจะสร้างมากผิดปกติแต่ไม่หลุดออกไป
ซึ่งต่างจากเด็กปกติตรงที่ในเด็กปกติเซลล์ผิวหนังเวลาสร้างเสร็จจะต้องลอกออกเป็นขี้ไคล
แต่เซลล์ผิวหนังที่สร้างผิดปกติจะหลุดลอกออกยากมาก กรณีเด็กดักแด้นี้ต้องปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เล็กๆ ไปจนตลอดชีวิต
ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ แต่จะอยู่ในกรณีของยีนด้อย สำหรับคนไข้ที่พบได้บ่อยๆ
มักจะเป็นเฉพาะผิวหนังบางส่วนเท่านั้น
สถิติ ในต่างประเทศพบผู้เป็นโรคผิวแห้งนี้อยู่ระหว่าง 1/50,000 - 1/100,000
แต่ในประเทศไทยจะไม่มีสถิติที่แน่นอน
วิธีดูแลรักษา
- ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากต้องพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง
- ถ้าอาการไม่รุนแรง การดูแลรักษาก็จะคล้ายกับเด็กที่ผิวแห้งธรรมดา
เพียงแต่ถ้าผิวแห้งมากควรใช้ครีมหรือน้ำมันทาผิว เนื่องจากโลชั่นจะมีส่วนผสมเป็นน้ำมากกว่า
จึงแห้งหรือระเหยเร็วกว่านั่นเอง
ผิวแห้งจากโรคภูมิแพ้
โรคผิวหนังโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มติดเชื้อกับไม่ติดเชื้อที่เราจะพูดถึงกันก็คือ
โรคภูมิแพ้ผิวหนังที่ไม่ติดเชื้อ ซึ่งผิวไม่ได้รับเชื้ออะไรแต่ลักษณะผิวจะไวต่อการสัมผัส
จึงทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน ภูมิแพ้ต่างๆ ทั้งแพ้อากาศและหอบหืด
บริเวณที่เด็กเล็กมีผื่นคันมากก็คือ ที่แก้ม แขนขาด้านนอก นอกจากนั้นยังมีผิวแห้งร่วมด้วย
สำหรับผิวแห้งจากโรคภูมิแพ้นับเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดจากตัวการที่เกิดผิวแห้งในเด็กทั้ง 3 กลุ่ม
สถิติ ปัจจุบันจำนวนตัวเลขของผู้เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังมากขึ้น พบได้ร้อยละ 10-20
ซึ่งอาการของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังทั้ง 100% จะมีอาการผิวแห้งร่วมด้วย
ถือเป็นจุดเด่นของโรคนี้เลยทีเดียว
วิธีดูแลรักษา
- ควรจะหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองขึ้นกับผิวหนัง เพราะนอกจากจะแห้งแล้วยังแพ้ง่าย
การใช้โลชั่นและครีมบำรุงผิวจะให้สะเปสะปะเหมือนกับคนทั่วไปไม่ได้ โลชั่นหรือครีมมีน้ำหอม
อาจจะทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดอาการแพ้ ผิวเห่อตามมาได้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันผสมอยู่ด้วย
- หากมีอาการแห้งหรือคันมาก ต้องระวังไม่ให้เด็กเกาเพราะอาจมีการติดเชื้อได้ง่าย
โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ควรจะตัดเล็บให้สั้น การใช้สบู่ยาไม่มีประโยชน์เพราะยิ่งจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
ให้มีการติดเชื้อจริงๆ ก่อนถึงจะใช้สบู่ยา
- ทาครีมให้ความชุ่มชื้นตลอดเวลาที่รู้สึกว่าผิวแห้ง ส่วนการอาบน้ำในหน้าหนาวหากอาบน้ำบ่อย
ก็ไม่ควรใช้สบู่เพราะจะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่คุณหมอจะแนะนำผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของยา
ที่มีผลกว่าที่ขายตามท้องตลาด ซึ่งหากมีอาการรุนแรงมากก็ต้องกินยาร่วมด้วย
คราวนี้คุณๆ ก็คงจะเข้าใจและรับมือเรื่องผิวแห้งให้ลูกน้อยได้มากขึ้นแล้วนะครับ
หนาวนี้หวังว่าผิวบอบบางของเจ้าตัวน้อยคงได้รับการปกป้องที่ดีที่สุดจากคุณๆ นะครับ
(update 1 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 111 มกราคม 2548]
|