หยุดคิดสักนิด ก่อนซื้อรองเท้าติดล้อให้ลูก
เพราะไม่ใช่แค่ความสนุกที่ลูกจะได้รับเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดอันตรายกับชีวิตของลูกด้วย!
รองเท้าลูกล้อเป็นของเล่นใหม่ที่กำลังฮิตในเด็กไทย เราจะพบเห็นได้ตามห้างสรรพสินค้าหรือแม้แต่ในโรงเรียน
จริงๆ แล้วรองเท้าลูกล้อนี้ไม่ได้ถูกจัดเป็นของเล่นตามมาตรฐานอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่มีลักษณะเป็นของเล่น
ขณะเดียวกันไม่ได้จัดเป็นเครื่องกีฬา จึงตกอยู่ในหมวดของใช้ทำให้ไม่สามารถนำมาตรฐานความปลอดภัยตามลักษณะของเล่น
และเครื่องกีฬามาควบคุมรองเท้าลูกล้อนี้ได้
ผู้ซื้อส่วนใหญ่ตั้งใจจะซื้อให้ลูกใช้ลื่นไหลเล่น แต่ขณะเดียวกันก็เห็นประโยชน์ที่สามารถจะนำมาใช้
สำหรับการเดินเที่ยวช็อปปิ้งตามปกติได้ด้วย การมีประโยชน์สองทางในเวลาเดียวกันนี้
ทำให้การใช้รองเท้าเฉพาะที่ที่จัดให้เล่นหรือให้ใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยทุกครั้งที่ใช้รองเท้านี้เป็นไปได้ยาก
รวมทั้งการเล่นที่ผิดที่ผิดทาง ผิดวิธีทำให้หลายหน่วย หลายองค์กรเกิดความสนใจ ห่วงใยเรื่องนี้มากขึ้น
คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังจะซื้อหาให้เด็กๆ ต้องอ่านเรื่องนี้ก่อน
แล้วคิดทบทวนข้อดีข้อเสียใหม่อีกครั้งก่อนตัดสินใจนะครับ
อุปกรณ์การเล่นที่ทำให้เด็กเคลื่อนไหวได้เร็วจากการลื่นไหล การเล่นจะทำให้เกิดการพัฒนากล้ามเนื้อ
และการประสานงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อของร่างกาย แต่ขณะเดียวกันหากเด็กยังไม่เติบโตเต็มที่
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความสามารถในการทรงตัวไม่ดีพอ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่าย
เด็กที่มีความแข็งแรงและมีการประสานงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อที่เพียงพอต่อการเล่นอุปกรณ์ลูกล้อเหล่านี้
คือเด็กที่มีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป
มีรายงานการเกิดการบาดเจ็บจากการเล่นอุปกรณ์เล่นนี้อย่างต่อเนื่อง การบาดเจ็บรุนแรงที่พบได้บ่อย
คือการบาดเจ็บที่กระดูกข้อมือ แขน เข่า และการบาดเจ็บศีรษะ การบาดเจ็บที่ทำให้เสียชีวิต
คือการตกจากที่สูงและการถูกรถชน
ทีนี้เราลองมาศึกษาอุปกรณ์แต่ละชนิดกัน
- โรลเลอร์เบลด หรือ อินไลน์สเกต
คือรองเท้าที่มีลูกล้อเรียงกันในแนวยาว 4 ล้อ เป็นเครื่องเล่นที่ทำความเร็วได้สูงมาก ลูกล้อทำด้วยโพลียูรีเทน
แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก และมีแรงเสียดทานน้อย ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว
การเล่นทั่วๆ ไปทำความเร็วได้ถึง 16-27 กม./ชม.
มีรายงานจากห้องฉุกเฉินในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1993 พบว่า มีการบาดเจ็บที่เกิดจากอินไลน์สเกตจำนวน 31,000 รายต่อปี
ร้อยละ 37 เป็นการบาดเจ็บข้อมือ ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 กระดูกข้อมือหักและเคลื่อนร้อยละ 5 บาดเจ็บศีรษะ
และร้อยละ 3.5 ถึงขนาดต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ในปี 1995 พบการบาดเจ็บจากรายงานในห้องฉุกเฉิน 105,000 ราย เป็นการบาดเจ็บในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี
จำนวน 65,000 ราย ในจำนวนนี้ 29,000 ราย มีภาวะกระดูกหักและ 7,000 รายเป็นการบาดเจ็บของศีรษะและใบหน้า
ในปี 1992-1995 มีรายงานการตายจากการเล่นสเกต 36 ราย ในจำนวนนี้ 31 ราย ตายจากการถูกรถชน
ในประเทศออสเตรเลียพบการบาดเจ็บที่ข้อมือมากที่สุดคือร้อยละ 47 ของการบาดเจ็บ
ในประเทศแคนาดาพบการบาดเจ็บมากขึ้นตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา จากการศึกษาการบาดเจ็บจากอินไลนสเกตจำนวน 521 ราย
พบว่าร้อยละ 60 เกิดในเด็กอายุน้อยกว่า 14 ปี ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุ 10-14 ปี การบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ถนน
หรือทางเดินเท้า (ร้อยละ 63) ร้อยละ 58 เกิดการบาดเจ็บที่มือและข้อมือ
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บคือ ผู้หัดเล่นครั้งแรก การใช้ความเร็วสูงเกินไป การชนกับสิ่งกีดขวาง
การเล่นในพื้นที่ถนนทำให้ถูกยานพาหนะชนและการตกจากที่สูง การบาดเจ็บที่ศีรษะ
และสมองเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การตายและพิการ
- รองเท้าสเกต และ รองเท้าลูกล้อ (roller skates and roller shoes)
รองเท้าสเกต หมายถึงรองเท้าที่มีลูกล้อติดอยู่ 4 ล้อ ล้อหน้าสองล้อ ล้อหลักอีกสองล้อ ล้อมีขนาดใหญ่
แข็งแรง ไม่สามารถพับเก็บได้ เวลาจะเล่นผู้เล่นต้องใส่รองเท้าธรรมดาก่อน และนำเอาตัวสเกตมายึดติด
รองเท้าลูกล้อ ดัดแปลงจากรองเท้าสเกต แต่สามารถเก็บลูกล้อแล้วยังเดินเล่นได้อย่างสบายเหมือนรองเท้าเที่ยวอื่นๆ
ลูกล้อจะมีขนาดที่เล็กกว่า และมีความแข็งแรงคงทนน้อยกว่ารองเท้าสเกต
ในต่างประเทศรองเท้าลูกล้อก็เป็นอุปกรณ์การเล่นใหม่ของเด็กเช่นกัน มีรายงานการบาดเจ็บเฉพาะรายและคำเตือนอยู่บ้าง
แต่ยังไม่มีการรวบรวมรายงานขนาดใหญ่ และยังไม่พบว่ามีประเทศใดสั่งห้ามการจำหน่ายทั้งๆ ที่เป็นอุปกรณ์ที่อาจทำให้ผู้บริโภคสับสนใจการใช้
และยากแก่การแนะนำให้ป้องกันการบาดเจ็บ ไม่เหมือนกับเครื่องเล่นลูกล้อชนิดอื่นซึ่งมีไว้ลื่นไหลอย่างเดียว
ไม่สามารถใช้เดินตามปกติได้
สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ประเทศสหรัฐอเมริกา (American college of emergency physicians)
ได้รายงานผู้บาดเจ็บเด็ก 1 รายอายุ 5 ปี ใส่รองเท้าลูกล้อเดินในห้างสรรพสินค้า ขณะที่แม่เผลอเด็กงัดเอาลูกล้อออกมาและลื่นไหลเล่น
เกิดหกล้มศีรษะกระแทกพื้น เด็กไม่สลบจึงพากลับบ้าน หลังกลับบ้านเด็กนอนหลับไปประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วตื่นขึ้นมา
มีอาการอาเจียนหลายครั้งติดต่อกัน แม่จึงพามาตรวจที่ห้องฉุกเฉิน แพทย์ได้รับตัวเพื่อสังเกตอาการและพบว่าอาการไม่ดีขึ้น
จึงได้ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง แม้ว่าจะไม่พบอาการเลือดออกในสมองรุนแรง แต่พบว่าเกิดสมองกระทบกระเทือน
ดังนั้นทางสมาคมจึงได้มีคำเตือนประชาชนออกมา และให้มีการจับตาเฝ้าดูเครื่องเล่นชนิดใหม่ของเด็กนี้
ในประเทศจีนและเกาหลีผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มพบการบาดเจ็บในเด็กจำนวนมาก
มีคำเตือนห้ามใช้ในเด็กก่อนวัยเรียน (น้อยกว่า 5 ปี) และห้ามเล่นในโรงเรียน ในห้างสรรพสินค้า
แม้การเล่นรองเท้าสเกตและรองเท้าลูกล้อนี้จะใช้ความเร็วต่ำกว่าอินไลน์สเกต แต่กลุ่มผู้เล่นมักมีอายุน้อยกว่า
เล่นไม่เป็นที่เป็นทางมากกว่า ทำให้กลุ่มนี้ยังคงมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่สูงอยู่ดี
คืออุปกรณ์ที่มีแผ่นกระดานให้ยืนได้และมีลูกล้อที่แข็งแรงรองรับอยู่ สเกตบอร์ดเป็นอุปกรณ์ลื่นไหล
ที่ต้องอาศัยความสามารถในการทรงตัวของเด็ก ในสหรัฐอเมริกามีรายงานการบาดเจ็บกว่าแสนคนต่อปีในปี 2001
ส่วนใหญ่เป็นเด็กโตและวัยรุ่น การบาดเจ็บส่วนใหญ่พบได้เช่นเดียวกับอินไลน์สเกตคือ ข้อมือ
การบาดเจ็บรุนแรงคือศีรษะ การถูกรถชนและการพลัดตกที่สูง
มีการศึกษาเด็กอายุ 5-19 ปี ในโรงพยาบาลศูนย์อุบัติเหตุ 79 แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาปี 1988-1997
ซึ่งบาดเจ็บจากการเล่นสเกตบอร์ด เปรียบเทียบกับเด็กที่บาดเจ็บจากอินไลน์สเกตและรองเท้าสเกต
พบว่าร้อยละ 50.8 ของเด็กที่บาดเจ็บจากสเกตบอร์ดมีการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่บาดเจ็บจากอินไลน์สเกต (ร้อยละ 33.7)
รองเท้าสเกต (ร้อยละ 18.8) ผู้บาดเจ็บจากสเกตบอร์ดจะมีความรุนแรงมากกว่ากลุ่มรองเท้าสเกต 8 เท่า
และมากกว่ากลุ่มอินไลน์สเกต 2 เท่า การพักรักษาตัวในโรงพยาบาลของกลุ่มสเกตบอร์ดนานกว่ากลุ่มอื่นเช่นกัน
การบาดเจ็บที่มากนี้บ่งบอกได้ว่าการเล่นสเกตบอร์ดมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากกว่าอุปกรณ์อื่น
ซึ่งอาจมีผลจากวิธีการเล่นที่ดุเดือด เสี่ยงภัยมากกว่าอุปกรณ์อื่น
สกูตเตอร์เป็นอุปกรณ์การเล่นที่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักในประเทศไทย กลุ่มที่เล่นมักมีอายุน้อยกว่ากลุ่มอื่น
ในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มมีความนิยมตั้งแต่ปี 2000 มีรายงานการบาดเจ็บจากสกูตเตอร์กว่า 27,600 ราย
ในปี 2000 มีการตาย 5 ราย ร้อยละ 85 ของผู้บาดเจ็บมีอายุน้อยกว่า 15 ปี
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การเล่นในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เกิดการสะดุดล้ม ตกจากสกูตเตอร์ หรือถูกรถชน
รวมทั้งงการเล่นในพื้นที่ถนนทำให้ถูกรถชนได้ บางรุ่นพบว่า บริเวณแฮนด์หรือมือจับไม่ยึดติดแน่นกับคอสกูตเตอร์
จึงเกิดการหลุดออกขณะใช้ทำให้ล้มบาดเจ็บได้ หนึ่งในสี่จะมีภาวะกระดูกหักกับเคลื่อนที่บริเวณมือและข้อมือ
มีการศึกษาหนึ่งพบการบาดเจ็บศีรษะและสมองถึงหนึ่งในสามของการบาดเจ็บ
การบาดเจ็บรุนแรงที่ต้องรับรักษาตัวไว้ในโรงพยาบาลพบร้อยละ 5 ซึ่งร้อยละ 60 ของการบาดเจ็บ
สามารถป้องกันได้โดยการสวมใส่อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยต่างๆ ให้ครบถ้วน
1. อุปกรณ์การเล่นที่ต้องอาศัยการทรงตัว เช่น รองเท้าสเกต สเกตบอร์ด สกูตเตอร์นี้ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กอายุ 0-5 ปี
แม้ว่าเราจะสามารถจับเด็กเล็กบางรายมาฝึกได้ แต่เมื่อพิจารณาความเสี่ยงดูแล้วอาจจะไม่คุ้ม
เด็กก่อนวัยเรียนพละกำลังกล้ามเนื้อและความสามารถในการประสานงานยังไม่ดีพอที่จะควบคุมอุปกรณ์ลื่นไหลนี้ได้
ความคิดความอ่านยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เข้าใจเหตุผล ดังนั้นการสอนเด็กเล็กต้องสอนให้เด็กปฏิบัติเป็นนิสัยเลย
การจะสอนให้รู้จักระวังอันตรายต่างๆ และหวังว่าเด็กจะปฏิบัติตามเหตุผลที่สอนนั้น
จะใช้ได้เมื่อเด็กอายุเกินกว่า 6-7 ปี เท่านั้น เด็กอายุ 0-5 ปีต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเสมอ
2. การเล่นต้องใส่อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยทุกครั้ง ประกอบด้วยหมวกนิรภัย สนับข้อมือ (wrist guard)
สนับศอก (elbow guard) และสนับเข่า (knee guard) เนื่องจากการบาดเจ็บที่ข้อมือจะพบได้บ่อยที่สุดคือ
ประมาณร้อยละ 40 ของการบาดเจ็บทั้งหมด และอาจรุนแรงถึงขนาดกระดูกหักและเคลื่อนได้บ่อย
กลไกการบาดเจ็บเกิดจากการล้มในท่าเหยียดแขน ใช้มือยันพื้น และข้อมืออยู่ในท่างอพับมากเกินไป (hyperextension)
ดังนั้นการป้องกันโดยเพิ่มความแข็งแรงของข้อมือ โดยใช้แผ่นพลาสติกหรือโลหะเสริมข้อมือไม่ให้หักพับมากเกินไปได้
จะช่วยลดการบาดเจ็บของข้อมือได้
มีการศึกษาพบว่า ผู้ใส่สนับข้อมือจะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ถึง 6 เท่า การใส่สนับศอก
และสนับเข่าจะลดการบาดเจ็บได้เช่นกัน อีกการศึกษาหนึ่งพบว่า สนับข้อมือ (wrist guard)
จะลดการบาดเจ็บข้อมือลงได้ร้อยละ 87 สนับศอกจะลดการบาดเจ็บข้อศอกร้อยละ 82
และสนับเข่าจะลดการบาดเจ็บของหัวเข่าร้อยละ 32
3. ต้องเล่นในพื้นที่ที่เตรียมไว้สำหรับการเล่น ไม่เสี่ยงต่อการตกจากที่สูงและการถูกรถชน ต้องมีการออกแบบสนาม
หรือทางที่จะใช้เล่นให้เหมาะสมกับอุปกรณ์การเล่นแต่ละชนิด และต้องมีการดูแลสนามหรือทางที่จะใช้เล่นอย่างสม่ำเสมอ
เช่น ไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง เศษวัสดุที่จะเข้าไปติดพันลูกล้อ
4. การบาดเจ็บส่วนใหญ่มักเกิดในผู้เริ่มเล่นครั้งแรก อย่าปล่อยให้เด็กหัดเล่นเองคนเดียว การเริ่มเล่นครั้งแรกๆ
จะต้องมีผู้ดูแลเสมอ ผู้ดูแลเองต้องมีความรู้ว่าจะระวังจะฝึกเด็กผู่เล่นได้อย่างไร และจะต้องปฏิบัติตามข้อ 1-4 อย่างเคร่งครัด
5. ผู้เล่นอุปกรณ์ลื่นไหลต้องได้รักการฝึกการล้มตัวที่ถูกวิธี เช่น การล้มแล้วหมุนตัว ไม่ใช่ล้มแล้วเอามือเหยียดยัน
ซึ่งจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บข้อมือได้มาก
(update 19 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547 ]
|