ยุคสมัยเปลี่ยนไป การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ยุคนี้ก็เปลี่ยนไปตามสภาวะทางสังคมโดยเฉพาะลูกสาว
จากที่หลายคน หลายรุ่นที่ผ่านมามองว่าต้องเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่ปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู
ให้ทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ทางสังคมมากขึ้น เนื่องจากภัยคุกคามเด็กผู้หญิงในสังคมมีมากขึ้น
มีให้เห็นเป็นข่าวเป็นอุทาหรณ์กันทุกวัน แต่การจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนรู้เท่าทันในเรื่องต่างๆ
อาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กวัยนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เลยในเรื่องนี้ อาจารย์สุพัตรา สุภาพ
อาจารย์อาวุโสจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีคำแนะนำดีๆ ในการเลี้ยงลูกสาวในยุคนี้มาฝากค่ะ
ภัยคุกคามเด็กหญิงเกิดขึ้นได้อย่างไร
อาจารย์สุพัตรา สุภาพ อาจารย์อาวุโสจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความจริงแล้วเรื่องความไม่ปลอดภัยในเด็กเล็ก
โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายหรือสูญหาย การถูกข่มขืนกระทำชำเรา การถูกทอดทิ้ง ไม่เลี้ยงดูเด็ก
ลักพาตัวเด็ก กระทำทารุณต่อเด็ก นำเด็กไปขายมีมานานแล้ว แต่เมืองไทยเรายังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร
พอเกิดเหตุการณ์ครั้งหนึ่งก็แก้ไขไป ไม่มีมาตรการจัดการป้องกันเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ทั้งที่มีการเตือนภัยในเรื่องนี้มาตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
ภัยต่างๆ ที่เกิดกับเด็กมาจากคน 2 กลุ่มๆ แรก คือ คนในครอบครัว เครือญาติหรือคนใกล้ชิด
ซึ่งเด็กๆ จะให้ความไว้วางใจ มักคิดว่าอยู่ด้วยแล้วจะปลอดภัย หากแต่ข่าวการทารุณกรรมเด็กที่ออกมา
ส่วนใหญ่ล้วนมาจากคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องคิดแล้วว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในสังคมไทย
และจะทำอย่างไรให้ลูกปลอดภัย กลุ่มที่สองคือ คนรอบข้าง คนแปลกหน้า กลุ่มนี้อันตรายมาก
เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นใครและจะมาในลักษณะไหน ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน ลักพาตัว หรือชิงทรัพย์ในเด็ก
โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ใส่เครื่องประดับราคาแพงให้ลูก ซึ่งยุคนี้ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ควรจะหามาตรการสร้างความปลอดภัยให้ลูก
4 ประสบการณ์เลวร้าย ที่ไม่อยากให้เกิดของเด็กผู้หญิง
- ทารุณกรรมทางด้านร่างกาย
คือ
การตบ ตี ทำร้ายร่างกายเด็ก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครอง มักจะอ้างว่าใช้เพื่อสั่งสอนให้เด็กมีวินัย
แต่จัดได้ว่าเป็นหนึ่งวิธีทารุณกรรมเด็ก ซึ่งเรื่องนี้นักวิจัยต่างชาติเขาทำวิจัยแล้วว่า
การตีลูกหลานเพื่อสั่งสอนนั้น ไม่ช่วยให้เด็กปรับเปลี่ยนนิสัยได้
เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่ถูกทำร้ายร่างกายด้วยการลงโทษนั้น
มักคิดว่าตัวเองหมดความผิดแล้วเมื่อถูกทำโทษด้วยความรุนแรง ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนิสัย
นอกจากนั้นการทำโทษเด็กด้วยการใช้ความรุนแรงบ่อยๆ จะเป็นการปลูกฝังทัศนคติต่อเด็กว่า
การใช้ความรุนแรงนั้นเป็นสิ่งปกติธรรมดา ซึ่งเมื่อเด็กโตขึ้นจะมีพฤติกรรมรุนแรงตามแบบอย่าง
- การทารุณกรรมทางอารมณ์ความรู้สึก
มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อย
ชอบด่าทอ ดุตะคอก ตวาด เย้ยเยาะ เหยียดหยามลูก ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้ลูกได้ดี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ให้ดีขึ้น
ซึ่งพ่อแม่ต้องเข้าใจพัฒนาการของลูกในแต่ละวัยว่า สามารถรับรู้สิ่งที่สอนได้มากน้อยแค่ไหน และมีวิธีไหนที่ช่วยได้มากกว่าการดุด่า
ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กปรับเปลี่ยนนิสัยแล้วยังเป็นตราบาปในหัวใจบริสุทธ์ของลูกไปจนโตด้วย
- การเพิกเฉย ละเลย เด็ก
การที่พ่อแม่ปล่อยปละละเลย
ไม่มีเวลา ไม่ให้ความสนใจต่อการเลี้ยงดูลูก ส่งผลให้ลูกขาดความรักความอบอุ่น เป็นการทำร้ายจิตใจลูกอีกวิธีหนึ่ง
หลายคนมักให้เหตุผลว่าต้องทำงานหาเงินเพื่อลูก จึงไม่มีเวลาดูแล แต่ให้สิ่งต่างๆ ที่ลูกต้องการมากมายน่าจะชดเชยได้
การคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งที่ลูกวัยนี้ต้องการมากที่สุดคือ การเล่นและพูดคุยกับพ่อแม่
หากพ่อแม่ละเลยในจุดนี้ไปจะส่งผลให้ลูกกลายเป็นคนเย็นชา ไม่สนใจสิ่งรอบข้างจากการขาดความอบอุ่นตั้งแต่เด็ก
- การทำร้ายทารุณกรรมทางเพศ
จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์จะเห็นได้ว่า เด็กจำนวนไม่น้องต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยตัณหา ของคนใกล้ชิด
เช่น น้า อา ลุง ครู รปภ.หมู่บ้าน บางคนตกเป็นเหยื่อของพ่อแม่เอง ทั้งพ่อแม่ของเด็กจริงๆ และพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง
ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งและเป็นอีกปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่ควรหามาตรการแก้ไขโดยด่วน
ปรับวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้พ้นภัย
เด็กๆ ช่วงอายุ 1-2 ขวบ ต้องการความเป็นตัวของตัวเองมาก เขาจะอยากทำอะไรด้วยตัวเอง
และมักจะต่อต้านคำสั่งหรือแสดงอารมณ์โกรธเมื่อถูกขัดใจ ซึ่งเป็นพัฒนาการปกติตามวัยของลูก
หากพ่อแม่เข้าใจในเรื่องนี้และพยายามหลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญหรือต่อล้อต่อเถียงทำโทษรุนแรง
แต่ใช้วิธีอบรมสั่งสอน ด้วยความเข้าใจ ช่วยลูกเมื่อต้องการความช่วยเหลือ ให้โอกาสลูกฝึกทำอะไรด้วยตนเอง
จะทำให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างเข้าใจลึกซึ้ง โดยมีพ่อแม่คอยรับรู้ รับฟัง และยอมรับความเป็นไป
และการเปลี่ยนแปลงของลูก พร้อมคอยช่วยแก้ไขให้ดำเนินไปในทางที่ถูกอย่างใจเย็น ไม่ใช้อารมณ์
หรือกำลังบังคับ พ่อแม่อาจเสริมพัฒนาการทางสังคมให้ลูกได้เรียนรู้ การพาลูกเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ
ให้ลูกรู้จักเรียนรู้สังคมภายนอกครอบครัว เรียนรู้ว่าควรให้ความใกล้ชิดกับใครในระดับไหน
เพื่อลูกจะได้เรียนรู้การระวังตัวในเรื่องนี้ ซึ่งพ่อแม่จะต้องค่อยๆ สอน ค่อยให้ลูกซึมซับโดยมีพ่อแม่เป็นแบบอย่าง
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าให้พ่อแม่สอนลูกระแวงคนรอบข้างไปหมด พ่อแม่ควรปลูกฝังการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรมให้ลูกด้วย
โดยมีพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี ฝึกการรู้จักละอายและควบคุมตัวเองต่อการทำความผิด สอนลูกไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ควร
สอนลูกให้รู้ว่าร่างกายของเขาเป็นอย่างไร ส่วนไหนไม่ควรให้ใครจับต้อง สอนลูกพูดความจริงกับพ่อแม่
เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ จะได้ช่วยแก้ไขได้ทันและ ฝึกให้ลูกเรียนรู้ความต้องการของคนอื่น ไม่เอาแต่ใจตนเอง
รู้จักรอ และมีส่วนช่วยเหลือคนในครอบครัวตามกำลังความสามารถ เด็กวัยนี้ฝึกได้ค่ะ
ความรักความอบอุ่นเกราะป้องกันภัยอันดับหนึ่ง
คุณเป็นหนึ่งในพ่อแม่ที่ให้อะไรๆ ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้น เวลา และ ความปรองดอง
ในครอบครัวอยู่หรือไม่ ถ้าใช่ ลองปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ ส่งผลให้ลูกขาดความรักความอบอุ่น
และในอนาคตลูกอาจมีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจจากพ่อ แม่ และคนรอบข้างในรูปแบบของการแก้แค้นพ่อแม่
หรือแก้แค้นสังคมได้ เช่น การลักขโมย การทำร้ายร่างกาย ทำลายข้าวของสาธารณะ
ซึ่งการเรียกร้องความสนใจนั้นหากวิเคราะห์ดูแล้วจะพบว่าเกิดจากการที่เด็กขาดคนดูแล เหงา ว้าเหว่
และมีความขมขื่นซ้อนเร้น จากการเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งของพ่อแม่
เด็กบางคน แม้จะมีชีวิตที่สุขสบายแต่ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่จะขาดความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
ไม่รู้สึกว่าตัวเองดี จึงกระทำผิดได้ง่ายดายเมื่อโตขึ้น ผิดกับเด็กที่เลี้ยงดูด้วยความใกล้ชิด
ได้รับความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่จากพ่อแม่ จะมีความภาคภูมิใจในตัวเอง
และมีความอบอุ่นในใจและไม่คิดที่จะทำผิด
พ่อแม่ควรให้การดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวัยทองแห่งการเรียนรู้
และเมื่อลูกโตพอที่จะพูดคุยได้ พ่อแม่ควรให้โอกาสกับลูก เข้าใจและยอมรับฟังปัญหาข้อคับข้องใจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับลูก
ขอให้ลูกพูดออกมา อย่าทำให้รู้สึกว่าเป็นการตำหนิติเตือนหรือลงโทษ ควรทำให้เป็นลักษณะการบอก การแนะนำลูก
แสดงให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ก็มีจุดอ่อน มิใช่ผู้วิเศษ คนในครอบครัวทุกคนต่างมีความสำคัญ
ต้องร่วมมือช่วยเหลือกันพูดคุยกันได้ทุกครั้งเมื่อเกิดปัญหา เพื่ออนาคตที่ดีเพื่อความปลอดภัยของลูกมาสร้างความรัก
ความอบอุ่นให้ลูกรู้สึกรักและไว้ใจคุณตั้งแต่วัยเตาะกันนะคะ
(update 18 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ เมษายน 2548]
|