หนูแผลงฤทธิ์ เพราะน้อง


หัวอกคนเป็นพี่... เมื่อมีน้องใหม่ก็ต้องมีอาการฮึดฮัดกันบ้าง
แถมบางคนยังไปออกฤทธิ์กับเพื่อนๆ และคุณครูที่โรงเรียนอีกด้วย อย่างนี้พอแม่จะทำยังไงดี ?

หนูปุ้มสาวน้อยวัย 4 ขวบ เพิ่งได้น้องชายคนใหม่ค่ะ หน้าตาน่ารักน่าชัง เป็นที่สนอกสนใจเธอน้อยลง เอะอะอะไรก็น้อง วันดีคืนดีเธอจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น เกเรน้องบ้างล่ะ ฉี่รดที่นอน (ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็น) ขี้อ้อน ติดแม่แจ พยายามทำพฤติกรรมเหมือนกับเด็กเล็ก แถมที่โรงเรียนก็ยังก่อวีรกรรมที่ไม่น่าประทับใจกับครูและเพื่อนๆ ด้วยสิ คนรอบข้างขากันสงสัยว่าจากเด็กน่ารัก ช่างพูดช่างคุย ไฉนกลายเป็นปีศาจตัวน้อยไปได้


ก็หนูไม่อยากมีน้องนี่นา

พ่อแม่ทุกคนคงอยากเห็นพี่น้องรักกันทั้งนั้นล่ะค่ะ ไม่มีใครอยากให้มีการอิจฉาเกิดขึ้นระหว่างพี่น้อง แต่ถ้าคุณมีเจ้าตัวเล็กในขณะที่เจ้าตัวโตอยู่วัยอนุบาลก็ต้องทำใจที่จะเจอปัญหาอิจฉาน้องไว้บ้างล่ะค่ะ เพราะเด็กวัย 4 ขวบเริ่มรู้จักเปรียบเทียบค่ะ เช่น เปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อน มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ถ้าพ่อแม่หรือคนรอบข้างสนใจน้องมากกว่าเขา เด็กก็จะเริ่มเปรียบเทียบจึงทำให้รู้สึกว่าพ่อแม่รักเขาน้อยลง และเด็กในช่วง 4 ขวบจะเริ่มรู้จักอิจฉาแล้วนะคะ บางครั้งแค่เห็นพ่อแม่ใกล้ชิดกันก็เริ่มรู้สึกน้อยใจแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าเขาจะรู้สึกอิจฉาน้องบ้าง เพราะมีคนสนใจน้องมากกว่า เช่น เวลาน้องร้อง ทั้งบ้านเข้าไปมะรุมมะตุ้ม คอยปลอบโยน ไม่เห็นมีใครเล่นกับเขาเลย ฯลฯ ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเด็กเริ่มรับรู้ถึงความเป็นครอบครัวยังล่ะค่ะ


เมื่อหนูแผลงฤทธิ์

เด็กบางคนอาจจะไม่แสดงอาการเอากับที่บ้าน ว่าเขาไม่พอใจนะที่คนที่บ้านไปรุมสนใจเจ้าตัวเล็กกันหมด เลยไปแสดงออกที่โรงเรียน หรือบางคนหนักหน่อย แผลงฤทธิ์ซะทั้งที่บ้านและโรงเรียนเลย แล้วพ่อแม่อย่างเราจะรู้ได้ไงว่า เวลาอยู่โรงเรียนลูกเราน่ะทำอะไรไว้บ้าง

ถ้าได้รับรายงานจากคุณครูว่าลูกเรามีอาการดังนี้ล่ะก็ ขอให้หาสาเหตุและสงสัยไว้บ้างค่ะว่า อาจเป็นเพราะสมาชิกตัวน้อยคนใหม่ของบ้านก็ได้ ??
  • เรียกร้องความสนใจ จากที่เคยเป็นเด็กดี ก็กลับกลายเป็นเจ้าตัวร้าย ชอบรังแกเพื่อน แย่งของเล่น หวงของ ส่งเสียงกรี๊ดเวลาที่ไม่ได้ดังใจตัวเอง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากครูหรือเพื่อนๆ ร้องไห้ไม่ยอมหยุด อะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่ยอม ต้องให้มีคนมาง้อหรือมาเอาใจมากๆ เพื่อชดเชยเอาจากการที่เขารู้สึกว่าที่บ้านไม่มีใครสนใจเขา หรือสนใจน้อยลง เขาจึงต้องมาแผลงฤทธิ์เอากับที่โรงเรียน เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่ายังมีคนสนใจเขาอยู่

  • เงียบ ซึม ไม่ค่อยพูดจา เล่นหัวกับใครเหมือนอย่างเด็กคนอื่นๆ เด็กอาจรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยไม่มีใครรักค่ะ ไม่อยากเล่นกับใคร ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว ซึ่งถ้าปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ค่ะ เพราะเด็กจะกลายเป็นคนเก็บกด และซ่อนความอิจฉาลึกๆ ไว้ภายในโดยที่ไม่มีใครรู้

  • พฤติกรรมในทางลบ การอิจฉาน้องอาจจะทำให้เจ้าตัวเล็ก แสดงออกในรูปแบบของ

    การโกหก เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ อย่างเช่น อยากอยู่บ้านแบบน้อง น้องไม่ต้องไปโรงเรียน เลยโกหกพ่อแม่เสียเลยว่า ไม่อยากไปโรงเรียนเพราะไม่สบาย

    ก้าวร้าว เด็กบางคนจากเคยน่ารักก็พูดจาก้าวร้าวมากขึ้น เถียงผู้ใหญ่ เมื่อถูกดุหรือเมื่อต้องการให้มีคนสนใจ

    ดื้อดึง เด็กจะรู้ได้ไงคะว่าถ้าพูดดีๆ แล้วฟังก็จะไม่แตกต่างไปจากเพื่อนคนอื่น เพราะฉะนั้นหนทางไหนที่เด็กจะทำเพื่อให้ครูสนใจเด็กก็จะทำหมดล่ะค่ะ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกเป็นคนสำคัญ

สังเกตยังไงเมื่อหนูอิจฉาน้อง

ถ้าเจ้าตัวเล็กอยู่บ้าน พ่อแม่ก็คงจะเดาออกได้บ้างล่ะค่ะว่าเขากำลังอิจฉาน้องอยู่ แต่เมื่อลูกอยู่โรงเรียนอาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่พ่อแม่ไม่เคยทราบ แล้วอย่างนี้พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรค่ะว่า ลูกเราน่ะเข้าข่ายภาวะอิจฉาน้องซะแล้ว

คุณครูที่โรงเรียนมีส่วนช่วยอย่างมากค่ะสำหรับการบรรเทาความอิจฉาที่เกิดขึ้นกับเด็กวัยนี้ ซึ่งอาจจะทำได้โดย
  • คงต้องเริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ก่อนค่ะ ต้องแจ้งให้ทางโรงเรียนทราบหากรู้ว่า ลูกเรามีพฤติกรรมอิจฉาน้องเล็ก เพื่อคุณครูจะได้คอยสังเกตว่ามีพฤติกรรมแปลกๆ ไปจากปกติหรือไม่

  • เมื่อเด็กเปลี่ยนไป ซึ่งเด็กอนุบาลชอบสังคม เล่นกับเพื่อน แต่หากเมื่อใดที่พฤติกรรมเขาเปลี่ยนไปจากเรียบร้อย เป็นก้าวร้าว ชอบเล่นสนุก แต่กลายเป็นไม่เล่นหรือว่าแกล้งเพื่อนบ่อยๆ ชอบกรี๊ดไม่เชื่อฟังมากขึ้น ก็จะต้องคุยกับเด็กๆ ด้วยเหตุผล

  • ลองสังเกตเวลาเด็กเล่นกับเพื่อนหรือเด็กๆ ที่มีอายุน้อยกว่าว่าเจ้าตัวซนแสดงปฏิกิริยาอย่างไร

  • การขาดเรียนบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุ เช่น เด็กอาจจะโยเยๆ ร้องจนพ่อแม่ต้องตามใจให้หยุดเรียน หรือโกหกว่าเป็นโน่นเป็นนี่บ้างเพื่อให้ได้อยู่บ้านกับแม่

สำคัญที่เข้าใจ

การช่วยให้เด็กวัยอนุบาลลดการอิจฉาลง ทางบ้านและโรงเรียนต้องประสานกันค่ะ เมื่อทางโรงเรียนรู้ว่าเด็กเกิดภาวะอิจฉาน้องล่ะก็ คงต้องขอความร่วมมือกับผู้ปกครองค่ะ เพื่อช่วยให้พ่อแม่เข้าใจว่าจะต้องรับมืออย่างไร และช่วยให้เด็กน้อยลดความอิจฉาลง
  • ทางโรงเรียนจะสามารถบอกกับพ่อแม่ได้ก็เมื่อมีการจัดงาน เช่น งานวันพ่อ งานวันแม่ หรือการพบกับผู้ปกครองเป็นระยะๆ แล้วบ้านไหนที่คุณพ่อคุณแม่มารับลูกด้วยตัวเองก็จะสามารถพูดคุยบอกเล่าพฤติกรรมเวลาที่ลูกอยู่ที่โรงเรียน เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขพฤติกรรมทั้งที่บ้านและโรงเรียนไปพร้อมกันค่ะ

  • ทำความเข้าใจกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะมีหลายคนที่อาจไม่เข้าใจว่า ทำไมลูกคนโตไม่รักน้อง ทั้งที่ควรจริงแล้วการที่เขาไม่รักน้องก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องของพัฒนาการที่เด็กวัยนี้กลัวการสูญเสียความรักความสนใจ ซึ่งคุณครูต้องสื่อสารให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจและมองเห็นโอกาสที่ตนอาจจะแสดงออกให้ลูกคนโตรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ จนกลายเป็นความอิจฉาได้ เพื่อให้พ่อแม่สนใจลูกคนโตด้วย และไม่ดุว่าเวลาที่ลูกแสดงพฤติกรรมที่เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่

เคล็ดลับหนูรักน้อง

วิธีที่ทางโรงเรียนจะสามารถปลูกฝังและลดพฤติกรรมการอิจฉาน้องของเด็กก็คือ
  • จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความรักกันระหว่างนักเรียนชั้นโตกว่าและนักเรียนชั้นที่เล็กกว่า เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงความเสียสละ ความรัก การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เช่น การให้พี่แจกดินสอให้น้องคนละแท่ง การแบ่งของเล่นซึ่งกันและกันให้พี่โตได้เล่นกับน้องเล็กด้วย

  • ชวนเด็กๆ สะสมความดี คือเมื่อเด็กทำความดีก็จะมีสมุดบันทึกเอาไว้ว่าได้ทำความดีอะไรบ้าง เมื่อสะสมความดีจนครบก็จะได้ดินสอเป็นรางวัล เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กๆ อยากทำความดี และลดพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่เชื่อฟังของเด็ก และสอนให้เด็กอดทนรู้จักการรอคอย

  • หากบ้านไหนมีลูกวัยใกล้เคียงกัน ห่างกันไม่มาก ก็สอนให้พี่รู้จักดูแลน้อง และน้องก็ช่วยกันดูแลพี่ ไม่จำเป็นว่าพี่จะต้องเป็นฝ่ายดูแลน้องแต่ฝ่ายเดียว แต่สอนให้ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน ก็จะสร้างความรักให้เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องได้ค่ะ

  • เตรียมความพร้อมเด็กแต่เนิ่นๆ ค่ะ เช่น ถ้าคุณครูเห็นว่าเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ อาจเริ่มต้นด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคุณพ่อคุณแม่ถึงการเตรียมพร้อมลูกคนโตให้พร้อมรับกับการเป็นพี่ ขณะเดียวกันก็พูดคุยและเริ่มปลูกฝังให้เด็กๆ เกิดความรู้สึกรักน้องค่ะ บอกให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่และหนูต้องช่วยดูแลน้องยังบ้าง เพื่อให้เขาได้เตรียมตัวเตรียมใจ และรับรู้บทบาทหน้าที่ของการเป็นพี่ไปด้วยอีกทาง พอน้องเกิดมาเขาจะได้ไม่รู้สึกว่าน้องมาแย่งเอาความรักจากพ่อและแม่ไปค่ะ

  • จัดกิจกรรมไปเยี่ยมน้อง คือเมื่อครอบครัวไหนมีน้องใหม่ ก็จะจัดโครงการพาคุณครูและเพื่อนๆ ไปเยี่ยมน้อง ซึ่งมีข้อดีคือเพื่อนๆ ที่ไปด้วยจะพลอยตื่นเต้นกับหนูน้อยที่มีน้องใหม่ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกภูมิใจว่า เขาได้เป็นพี่แล้ว เขามีน้องที่จะต้องดูแล ทำให้ปัญหาการอิจฉาน้องลดน้อยลง

และสิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการดูแลผ่านทางโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่เองแม้ว่าจะมีน้องใหม่ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรที่จะละเลยการกอด การโอบ การสัมผัส ควรให้ความรักกับลูกคนโตเหมือนเดิมนะคะ เพราะเด็กยังไงก็ยังอยากได้ความรู้สึกว่า เขาคือคนสำคัญและเป็นลูกที่พ่อแม่ยังรักยังสนใจ แม้ว่าเขาจะมีน้องมาเพิ่มอีกกี่คนก็ตาม


(update 19 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 259 สิงหาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600