พี่ต้น เป็นพี่คนโตที่ไม่มีน้องสักที ทั้งที่พ่อแม่อุตส่าห์ตั้งชื่อ น้องปลาย
เตรียมรอไว้ตั้งแต่พี่ต้นเกิด
รอแล้วรอเล่า พี่ต้นก็ยังคงเป็นลูกคนโตที่ครองตำแหน่งลูกคนเดียวอย่างเหนียวแน่น
แม้พ่อแม่จะมีความคิดคล้ายคลึงกับพ่อแม่ส่วนใหญ่ในยุคนี้ ที่อยากจะมีลูกจำนวนน้อยๆ
เพื่อจะขอเลี้ยงดูให้ดีมีคุณภาพมากๆ
แต่พ่อแม่ก็รู้ว่าในมุมมองทางจิตวิทยานั้น พ่อแม่ควรจะมีลูกสัก 2-3 คน
และที่เหนือกว่ามุมมองทางจิตวิทยานี้แล้ว พ่อแม่ยังกลัวเหลือเกินว่าเมื่อลูกเติบโตขึ้น
และพ่อแม่ก็แก่เฒ่าจนจากไป...
ลูกต้นสุดที่รักของพ่อแม่จะเหงา
ลูกต้นสุดหวงแหนของพ่อแม่จะไม่มีใคร
แต่ก็นั่นแหละ จนป่านนี้ เด็กชายต้นวัยร่วมแปดขวบคนนี้
ก็ยังคงเป็นลูกโทนคนเดียวของพ่อแม่อยู่
พ่อแม่คู่นี้จึงจำเป็นต้องเลี้ยงดูลูกต้นด้วยความไม่ประมาท
มีสติต่อการป้องกันปัญหาสารพัดชนิดที่อาจเกิดกับเส้นทางการเติบโตเหมือนเด็กทั่วไป
แต่ยังคงแถมพิเศษด้วยการคิดล่วงหน้าถึงข้อจำกัดที่อาจรบกวนนิสัยใจคอของลูกคนเดียวแบบพี่ต้นให้ได้
ข้อจำกัดของการเป็นเด็กเพียงคนเดียว ซึ่งถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้ใหญ่
จนพ่อหนูน้อยอาจเคยชินกับการเป็นผู้รับอยู่ตลอดเวลา
ทั้งการรับความรัก ความเอาใจใส่ วัตถุของเล่น ขนมชิ้นโปรด รวมถึงการปกป้องเต็มร้อยทุกรูปแบบ
ลูกคนเดียวส่วนใหญ่ จึงต้องการพ่อแม่ที่สร้างแบบฝึกหัดการแบ่งปันให้ลูกได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ
พ่อแม่ต้องอดทนหนักแน่นต่ออารมณ์ฉุนเฉียวหรือเสียงร้องไห้ของพี่ต้น
เป็นต้นแบบของการช่วยเหลือกันและกันให้ลูกเห็น เพื่อให้ซึมซาบสิ่งดีๆ เหล่านี้
พร้อมกับชี้แนะให้ลูกแบ่งปันขนมหรือเตรียมสิ่งดีๆ บริการ คนอื่นในครอบครัว
ก่อนที่จะขยายไปสู่การแบ่งปันให้เพื่อนฝูง
การฝึกความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมเป็นโจทย์สำคัญของลูกคนเดียว
พ่อแม่จึงควรมอบหมายภารกิจง่ายๆ ที่เหมาะกับวัย ให้ต้นได้มีบทบาทรับผิดชอบต่อตัวเองแล้วค่อยๆ
ขยายมาช่วยเหลืองานส่วนกลางของบ้าน
เด็ก 7-8 ขวบ ต้องดูแลตนเองในเรื่องการรับประทานอาหาร แปรงฟัน อาบน้ำ
เข้านอนและตื่นจากที่นอนไปโรงเรียนตามเวลา รวมถึงรับผิดชอบการบ้านได้เอง
มิหนำซ้ำ ยังทำหน้าที่เก็บที่นอน พับผ้า กรอกน้ำ กวาดบ้านได้อีกด้วย
หากพ่อแม่เห็นความสำคัญและมอบหมายหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ให้
แล้วคอยติดตามกำกับด้วยการชมเชยสม่ำเสมอ
การสร้างนิสัยดีแห่งการแบ่งปันและรับผิดชอบตนเองจะต้องเกิดควบคู่ไปกับการวางขอบเขตแห่งการตามใจลูก
สามารถสอนให้ลูกรู้จักความพอดี และเรียนรู้การควบคุมความปรารถนาของตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากปัญหาการเอาแต่ใจตัวเองแล้ว พ่อแม่ยังต้องใส่ใจกับทักษะทางสังคมของลูกคนเดียวเป็นพิเศษด้วย
การเปิดใจยอมรับความเด่นดีของเพื่อนฝูงเมื่อพี่ต้นอยู่ในวัยเรียน อาจเป็นไปอย่างขลุกขลักกว่าเด็กอื่นบ้าง
ค่าที่ไม่ค่อยมีโอกาสเรียนรู้อารมณ์อิจฉา และไม่เคยต้องควบคุมความอิจฉาของตัวเองจากการฝึกมีพี่น้องมาก่อน
จึงอาจเป็นเหตุให้พี่ต้นพาลเบื่อโรงเรียน หรือมีเรื่องโมโหเพื่อนมาบ่นกระปอดกระแปดฟ้องพ่อแม่อยู่ทุกบ่อย
ช่วงเวลานี้ พ่อแม่จึงต้องฝึกการมองโลกทางบวก อย่าผลีผลามไปลุยคุณครูหรือท้าเพื่อนลูกต้นชก
(กับพ่อแม่เอง) เสียเลย
ตรงกันข้าม ค่อยๆ รับฟังเสียงบ่นเหล่านั้นอย่างเข้าใจ สะท้อนมุมมองแห่งความเห็นใจ
ชี้ชวนให้นึกถึงความรู้สึกของเพื่อน และที่สำคัญ พยายามถ่ายทอดและเป็นต้นแบบของการมองโลกในแง่ดีและรู้จักให้อภัย
มีความยืดหยุ่นต่อปัญหาเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับแก้ปัญหาใหญ่ๆ ด้วยสติ
ฝึกให้ลูกลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองภายใต้การกำกับดูแลของพ่อแม่ และเข้าไปช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
แค่นี้ ก็น่าจะทำให้พอเห็นความหวังรำไรได้ว่า เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัว
พ่อต้นคนนี้คงไม่เหงา ไม่เศร้า...
ก็พ่อแม่ได้บรรจงติดอาวุธเสริมเสน่ห์แห่งบุคลิกภาพและนิสัยไว้ให้ถึงเพียงนี้แล้วนี่นะ
(update 14 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 ตุลาคม 2548]
|