สอนให้เด็ก เข้าใจอารมณ์ของตนเอง


การรู้จักอารมณ์ของตนเองเป็นการรู้ตัวรู้ตนเป็นขั้นแรก ขั้นมูลฐาน ที่จะควบคุมหรือจัดการกับอารมณ์ได้

อารมณ์ที่เป็นพื้นฐานของมนุษย์ มี 5 อารมณ์ คือ อารมณ์สุข อารมณ์เป็นทุกข์ โกรธ กลัว และ อิจฉา อารมณ์เป็นสุขเป็นอารมณ์ดีทำให้เกิดพลัง อารมณ์ทุกข์ในทางตรงข้ามทำให้เราสูญเสียพลัง เรามีอารมณ์โกรธเมื่อมีคนล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเรา เมื่อผิดหวัง เป็นต้น

อารมณ์กลัวช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับเราและในทางตรงข้ามอาจทำให้เราสูญเสียความปลอดภัย ความมั่นคงทางกายหรือจิตใจของเราได้ ความอิจฉาริษยาเป็นอารมณ์ที่ไม่สมหวัง เป็นอารมณ์ของความทะยานอยาก ขณะเราอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ร่างกายและจิตใจของเรามีความเปลี่ยนแปลง มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ปรากฏเห็นได้ชัด ถ้าเป็นปฏิกิริยาทางกาย ถือว่าเป็นจริตที่หยาบ เห็นได้ง่าย ปรับง่ายขัดง่ายกว่าปรากฏการณ์ทางจิตใจ ซึ่งละเอียดกว่าและซ่อนไว้ลึก ยากที่จะเห็นหรือขัดเกลา

ถ้าเราจะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอาการที่เกิดทางกายก็จะเกิดผลเกิดสติ ที่จะสงบระงับอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่ปรากฏภายในได้ง่ายขึ้น เช่นเวลาเราโกรธ เรามีกิริยาวาจาก้าวร้าว ตึงตัง หรือปวดศีรษะ เครียดเคร่งตึงไปทุกส่วน เป็นปกติวิสัย เราอาจออกกำลังหรือหลีกเร้นเพื่อสวดมนต์เจริญภาวนา เป็นวิธีที่จะสะกัด ชำระจิตใจ ลดความโกรธทีละน้อยได้อย่างฉมัง

การจัดกิจกรรมเพื่อให้เรายอมรับว่า เรามีอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา แทนการหนีหรือปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่ามี ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราแล้วเท่ากับเป็นการฝึกให้รู้ตัวรู้ตน รู้ข้อบกพร่องในตน รู้เท่าทันความจริง คือติดตามรู้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอกทุกขณะจิต เท่ากับรู้ปัจจุบัน ทำให้การลดละการเลิก เป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น
  • ร่างกายมันฟ้อง
    ให้แจกกระดาษ A4 ซึ่งมีรูปวาดร่างกายเป็นกรอบนอกพอหยาบๆ เป็นเค้าเท่านั้น ให้ใช้ดินสอสีใดสีหนึ่ง ระบายเป็นวงกลมเล็กที่บริเวณร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่แสดงปฏิกิริยาใดที่เรารู้สึกได้ชัด เช่น เวลาโกรธหรือกลัวมือเท้าเย็น ใจเต้นแรง ชีพจรที่คอเต้นแรง รู้สึกขมที่คอ ปวดขมับ ฯลฯ เราก็ระบายสี (ที่เลือก) เป็นวงกลมเล็กๆ ที่มือที่เท้า ที่ตำแหน่งหัวใจ ที่คอ ที่ขมับ เป็นต้น จะเห็นว่า ทุกคนไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจมีเพียงจุดเดียว บางคนก็มีได้หลายจุด เสร็จแล้วก็ผลัดกันเล่าถึงอาการของอารมณ์ของตน และประสบการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เกิดอารมณ์นั้นๆ เป็นกิจกรรมที่ทำได้ตั้งแต่สองคน (คือเป็นคู่ๆ) หรือเป็นกิจกรรมกลุ่มก็ได้ กลุ่มสำหรับเด็ก 5 ขวบไม่ควรเกิน 4-5 คน หากมากกว่านี้อาจจะทำให้รอคอยกันนาน คนโตๆ ไม่ควรเกินกลุ่มละ 8-10 คน

  • บอกได้ไหม ?
    ให้เขียนอารมณ์ของตนในขณะนี้ (ปัจจุบัน) ลงในกระดาษชิ้นส่วนเล็กๆ เพียงหนึ่งอารมณ์ แล้วม้วนเก็บไว้ไม่ให้ผู้ใดเห็น ทุกคนวางชิ้นส่วนคละตรงกลางวง ผลัดกันหยิบคนละหนึ่งชิ้น แล้วแสดงท่าทางบอกอารมณ์ให้คนอื่นในวงเดียวกันเดาให้ถูก ว่าเป็นอารมณ์อะไร สำหรับเด็กที่เขียนหนังสือยังไม่ได้ให้ผู้ใหญ่กระซิบอารมณ์ข้างๆ หูเด็ก แล้วให้เด็กแสดงท่าทางให้ผู้อื่นทาย เป็นกิจกรรมกลุ่ม

  • ประเมินอารมณ์
    ให้ผลัดกันบอกอารมณ์ตนเองในขณะนั้น ว่าเป็นเช่นไร โดยให้ใช้คำพูดแสดงอารมณ์เพียงคำเดียว ให้แสดงท่าทางประกอบ (หรือไม่แสดงท่าทางอะไรเลยก็ได้) เช่น เยี่ยม เซ็ง สับสน ฯลฯ การแสดงท่าทางนั้นใช้การเคลื่อนไหวอย่างใดก็ได้ ที่มีจังหวะ ลีลา เข้ากับคำที่เลือกใช้ เช่น เมื่อพูดคำว่า “เยี่ยม” ไม่จำเป็นต้องชูหัวแม่มือขึ้น หรือตบมือ แต่อาจจะเป็นกลิ้งตัวลงกับพื้น หรือตีลังกาหนึ่งครั้งก็ได้ทั้งสิ้น กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมกลุ่ม ใช้เด็กนักเรียนทั้งห้อง หรือทั้งหมดที่ชุมนุมกันอยู่ในที่เดียวกัน มักใช้ตอนเริ่มกิจกรรมหรือปิดท้ายรายการ เป็นการตรวจสอบอารมณ์ เป็นการตรวจสอบอารมณ์ของตนในขณะนั้นด้วย
การประเมินอารมณ์ตนเองในเชิงอุปมาอุปมัยเป็นกิจกรรมที่ยากแต่ท้าทายให้เด็กใช้ทั้งความคิดและจินตนาการ เช่นให้เด็กบอกความรู้สึกโดยใช้สัตว์ สิ่งของ พืช และอาหาร เป็นสัญลักษณ์ เช่น
ฉันรู้สึกเหมือนแมว (เพราะง่วงนอน)
ฉันรู้สึกเหมือนรถไฟ (เพราะอยากไปไหนเร็วๆ)
ฉันรู้สึกเหมือนไอศกรีม (เพราะอยากให้ทุกคนรัก)

เด็กจะชอบกิจกรรมนี้ โดยเฉพาะที่ยังใช้คำพูดบรรยายความรู้สึกของตนเองยังไม่ได้ จึงใช้สิ่งอื่นเป็นสัญลักษณ์แทนตน ง่ายและสะดวกดี สำหรับเด็กขวยอาย ยังไม่คุ้นเคยกับการเปิดเผยตัวเอง และยังพูดไม่เป็น ควรให้โอกาสแสดงเหตุผลที่เลือกใช้สัตว์ ของใช้หรืออาหาร ไม่สมเหตุสมผลไม่เป็นไร ทุกอย่างยอมรับกันได้ อย่าลืมว่าการยอมฟัง แม้สิ่งที่พูดเป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วย ยอมรับไม่ได้ แต่การรับฟังโดยไม่ได้โต้แย้ง ก็เป็นการให้กำลังใจกันแล้ว ความมั่นใจในตอนเกิดขึ้นตรงนี้เอง การให้ทุกคนออกความเห็น โดยเฉพาะในลักษณะระดมความคิด กฎตายตัวคือ ห้ามคัดค้านโต้แย้งให้รับฟังในลักษณะยอมรับ เพราะถือว่าทุกคนมีสิทธิออกความเห็นได้ และมีความเป็นไปได้เท่าเทียมกัน

ถ้าทุกคนเกิดความรู้สึกว่ามีผู้ยอมรับฟังความเห็นของตน ความมั่นใจ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำมีมากขึ้น การประดิษฐ์คิดค้นอย่างสร้างสรรค์อย่างไม่เหมือนใคร อย่างที่เขาต้องการนักหนา ให้เกิดมีขึ้นในตัวเด็กจะไปไหนเสีย อยู่แค่เอื้อมนี่เอง


(update 16 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600