เมื่อไม่เร็วๆ นี้ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ผมได้ยินผู้อาวุโสของท่านกล่าวถึงเรื่องการศึกษาของไทยอย่างน่าสนใจ
ท่านแรกเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน เป็นผู้ที่สนใจเรื่องการศึกษาอย่างแท้จริง
เพราะมีบทบาทด้านการศึกษามากมายและกระทำอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อีกท่านหนึ่งเคยเป็นครูบาอาจารย์
เป็นผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษา เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนละยุคสมัยกับท่านแรก
แต่ก็เป็นผู้ที่อยู่ในวงการศึกษามานานและยังมีบทบาทอยู่มากในปัจจุบัน ทั้งสองท่านนี้ผู้คนจำนวนมากให้ความเคารพนับถือ
ผมได้ยินท่านแรกกล่าวว่า ในเมืองไทยเรามี Many good schools, but bad education
ในขณะที่ประเทศเวียดนาม มี Many bad school, but good education
...คำกล่าวนี้น่าสนใจทีเดียวเพราะ คำว่า good education นั้นหมายความว่าอย่างไร
ส่วนท่านที่สองนั้นกล่าวว่า ผมอ่านรายงานการวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับคุณภาพของการศึกษาไทยที่มีปรัชญาว่า
'เก่ง ดี มีความสุข' แต่งานวิจัยชิ้นดังกล่าวพบว่า เด็กนักเรียนไทย มีความสุข แต่ไม่เก่งและไม่ดี...
นี่ก็น่าสนใจ เพราะความหมายของคำว่า เก่ง และ ดี นั่นคืออย่างไร
ผมไม่ได้ฟังคำอธิบายประกอบข้อสังเกตของทั้งสองท่าน แต่ผมเข้าใจเอาจากบริบทของการสนทนา
และชวนให้ผมคิดเอาว่า คำว่า good education ก็ดี เก่ง ก็ดี น่าจะหมายถึงผลการเรียนในด้านวิชาการของเด็ก
มากกว่าผลลัพธ์ด้านอื่นที่มิใช่ด้านวิชาการ ผมเคยได้ยินมาก่อนว่า เด็กเวียดนามเก่งในด้านวิชาการ
เพราะไปแข่งขันวิชาการในต่างประเทศได้รับรางวัลดีเด่นๆ เสมอ เมื่อเทียบกับเด็กไทยแล้ว
เด็กเวียดนามมีผลลัพธ์ด้านวิชาการดีกว่า
ผมไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ แต่โดยทั่วไปแล้วเวลาพูดกันถึงเรื่องคุณภาพการศึกษา
ผู้คนเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องของผลการเรียนโดยเฉพาะผลการสอบในวิชาการหลักๆ เช่น คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ ส่วนผลลัพธ์ด้านที่ไม่ใช่ด้านวิชาการ
เช่น ความสามารถในการวิเคราะห์ ความสามารถในการสังเคราะห์ ความเป็นผู้นำ การมีคุณธรรม ฯลฯ
มักจะมิได้ผนวกเข้าเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเป็นคน เก่ง หรือเป็นเครื่องบ่งชี้ถึง good education แต่อย่างใด
ความคิดในลักษณะนี้ของพ่อแม่ ผู้ปกครองก็ไม่แตกต่างกัน ขนาดพ่อแม่ที่แสวงหาโรงเรียนที่คิดว่า
เป็นโรงเรียนดีที่สุดสำหรับลูกแล้ว แต่ความคิดเรื่องโรงเรียนดี ก็ยังเป็นโรงเรียนที่เน้นผลการเรียน
ด้านวิชาการเป็นสำคัญอยู่นั่นเอง ผมคิดว่า พ่อแม่มีความคิดลึกๆ ให้โรงเรียน สร้าง หรือ พัฒนา
ลูกให้เหมือนกับสิ่งที่พ่อแม่เองอยากเป็น และครูเองก็มีความคิดว่าการศึกษาที่ดีก็คือ
การศึกษาที่ครูในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพด้านการศึกษาคิด แต่ทั้งสองกลุ่มนี้เอาเข้าจริงๆ
ก็ไม่ได้มีความคิดเรื่อง การศึกษาดี แตกต่างกัน
ดูเหมือนว่าทั้งพ่อแม่และครูต่างก็มีภาพในจินตนาการเกี่ยวกับโรงเรียนดีและการศึกษาดีด้วยกันทั้งคู่
และต่างคาดวังซึ่งกันและกันให้เข้ามาทำหน้าที่ผลักดันให้โรงเรียนเป็นไปตามภาพในจินตนาการนั้น
พ่อแม่คิดว่าตนเองได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ในการเลือกโรงเรียนที่เชื่อว่าดีที่สุดให้ลูกเข้าเรียน
มีพ่อแม่จำนวนมากยอมจ่ายเงินจำนวนมากให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ตนเชื่อว่าสามารถสร้าง
และพัฒนาลูกให้เป็นไปตามที่ตัวเองมีจินตนาการไว้ เมื่อเชื่อมั่นเช่นนั้นก็ย่อมคาดหวังให้โรงเรียนดำเนินการพัฒนาลูกของตน
ให้เป็นไปตามจินตนาการที่ตนเองมี เมื่อใดก็ตามที่โรงเรียนไม่สามารถทำให้ลูกของตนเป็นตามที่ตัวเองจินตนาการ
ก็มักจะมีปัญหาความขัดแย้งกับโรงเรียนทันที
ในด้านครูก็เช่นเดียวกัน มีจินตนาการเกี่ยวกับโรงเรียนดีและการศึกษาดีของตนเอง
และพยายามทำอย่างดีที่สุดเพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาดี แต่เมื่อเด็กทำไม่ได้จะเพราะเหตุใดก็แล้วแต่
ครูมักจะหันไปโทษพ่อแม่หรือผู้ปกครองว่าไม่ให้ความร่วมมือและไม่ช่วยกันแก้ปัญหา
พ่อแม่หลายรายถึงกับเอาลูกออกจากโรงเรียนเลยทีเดียวเมื่อเกิดปัญหาขึ้น
น่าสนใจอย่างยิ่งว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากอะไรหรือ ผมคิดเอาเองว่า น่าจะมาจากการที่พ่อแม่หรือสังคมโดยทั่วไป
กับฝ่ายครูหรือบุคลากรทางการศึกษาต่างคนต่างมีจินตนาการเกี่ยวกับโรงเรียนดี และการศึกษาดีในแบบของคนซึ่งไม่ตรงกัน
เพราะฉะนั้นความคาดหวังในผลลัพธ์ของการจัดการศึกษาก็ดี กระบวนการในการจัดการศึกษาก็ดี
จึงอาจขัดแย้งกันระหว่างพ่อแม่กับโรงเรียนหรือนักการศึกษา
ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งของระบบการศึกษาของไทย ซึ่งทำให้เราวนอยู่กับที่เดิมๆ
ไม่สามารถหลุดพ้นจากระบบคิดแบบเดิมๆ เกี่ยวกับการศึกษาเรียนรู้ เป็นเหตุให้การจัดการศึกษาเรียนรู้ของเรา
วิ่งไล่ตามหลังการจัดการศึกษาแบบฝรั่งที่มีแนวคิดออกมาใหม่อยู่เรื่อยๆ เหมือนเทคโนโลยีใหม่ๆ
ที่ผลิตออกมาวางขายในท้องตลาด
หรือว่าการศึกษาได้กลายเป็น สินค้า อีกตัวหนึ่งไปเสียแล้ว ?...
ซึ่งผู้มีฐานะทางการเงินสามารถซื้อหาให้ลูกเหมือนกับสินค้าอื่นๆ
อันที่จริงการมองการศึกษาในลักษณะนี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายเสียทั้งหมด ความสำคัญอยู่ที่ว่า
ผู้ซื้อให้ความหมายกับสิ่งที่เรียกว่า คุณภาพ ของสินค้าตัวนี้อย่างไรต่างหาก
ถ้าจินตนาการเรื่องคุณภาพของสินค้าของผู้ซื้อต่างกับจินตนาการเรื่องคุณภาพของผู้ผลิต
ปัญหาความขัดแย้งก็ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป็นไปได้ไหมว่าทั้งผู้ผลิต
และผู้ซื้อควรมาร่วมมือกันทำความเข้าใจเรื่อง คุณภาพ การศึกษาให้ตรงกัน
จะได้ร่วมมือกันจัดกระบวนการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพดีตามที่ประสงค์
ลองช่วยกันคิดดูนะครับ เผื่อบางทีเราอาจได้การศึกษาดีในยุค สี่ปีสร้าง บ้างก็ได้นะครับ
(update 3 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
kids & family ปีที่ 114 ปีที่ 10 กันยายน 2548]
|