การศึกษาของลูก ปฏิรูปที่ใคร ?


ถึงจะผ่านเดือนแห่งการเปิดเทอมมาแล้ว แต่ยังไงคนขับรถในกรุงเทพฯ ยังต้องปรับตัวปรับใจกันทุกปี หลังจากปิดเทอมมาสองเดือน ถนนที่เคยโล่งก็กลับมาจอแจกันอีกครั้ง

สองสามอาทิตย์แรกยังปรับตัวกันไม่เข้าที่ รถจะติดอย่างคาดเดาไม่ถูก จากนั้นถึงจะพอจับอารมณ์ถนนได้บ้าง

ที่รถไม่ค่อยติดตอนปิดเทอม เป็นเรื่องที่รู้กันมานาน ลองคิดเล่นๆ ว่าคนที่ต้องเดินทาง เพราะระบบการศึกษาน่าจะมีสักกี่คน ลองดูครับ

ประชากรไทยมีเด็กและเยาวชนวัยเรียนอยู่ 1 ใน 3 ของประชากร คือประมาณ 20 ล้านคน ประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมคนที่เดินทางเข้า-ออก มีประมาณ 8-10 ล้านคน ดังนั้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีเด็กเดินทางไปเรียนราว 2-3 ล้านค รวมครู ผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่อื่นๆ น่าจะเกินกว่าครึ่งของกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง บางคนเป็นคนเรียน บางคนเป็นคนจ่ายเงิน บางคนก็เป็นผู้ให้บริการ ยังไม่นับบริการต่อเนื่อง เช่น คนขายชุดนักเรียน ผลิตตำราเรียน ขายลูกชิ้นหน้าโรงเรียน และคนเปิดร้านเกมที่ชอบทำมาหากินกับเด็กนักเรียน

ผมไม่รู้ว่า มหานครที่อื่นเขาเป็นอย่างนี้หรือเปล่า แต่มหานครกรุงเทพฯ การศึกษาเป็นกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่มากทั้งทางเศรษฐกิจและมีจำนวนประชากรเกี่ยวข้องมาก ถ้ามองการลงทุนทางการศึกษา ผมว่ารัฐน่าจะจ่ายน้อยกว่าที่พ่อแม่จ่ายอยู่หลายเท่า ตามต่างจังหวัดหรือในเขตเมืองก็ดูจะมีภาพที่คล้ายๆ กัน หรือว่าจริงๆ แล้วการลงทุนทางการศึกษาของรัฐได้ปรับตัวไปเรียบร้อยแล้ว จากเดิมที่รัฐสนับสนุนทั้งคนชั้นกลางและชั้นล่าง กลายเป็นคนชั้นกลางและชั้นสูงช่วยเหลือตัวเอง ส่วนรัฐช่วยกลุ่มรากหญ้ากลุ่มเดียว หรือรัฐก็ไม่ได้ค่อยช่วยกลุ่มรากหญ้าเท่าใดนัก แต่ช่วยผู้ใหญ่ในระบบการศึกษาให้มีงานทำมากกว่า ถ้าลองนับคนที่ไม่ได้สอนหนังสือในกระทรวงศึกษาอาจจะลมใส่

การลงทุนเรื่องการเรียนการสอนก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ สมัยผมเด็กๆ เข้าโรงเรียนกวดวิชาก็ไม่เคยเป็นปัญหาระดับประเทศที่นายกต้องมาพูด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่จนท่านนายกต้องพูดตั้งหลายครั้ง ส่วนเด็กเล็กก็ใช่ย่อย รูปแบบการเรียนการสอนอย่างที่เราไม่เคยเห็นเลย แพร่ระบาดไปราวกับไข้หวัดไก่ ทั้งหลักสูตรอินเตอร์ ไบลิงกัวร์ ไตรลิงกัวร์ แถมยังใช้ทีเด็ดในการสอนพิเศษแบบต่างๆ มาขายพ่อแม่ ทั้งคิดเลขเร็ว วาดรูปสวย ซึ่งการนำเข้าระบบการสอนนี้ดูเหมือนจะยังไม่หยุด

การเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ผมว่าน่าจับตาดูให้ดี เพราะการนำรูปแบบใหม่เข้ามานั้น เป็นการนำเอาวัฒนธรรมการเรียนรู้ ค่านิยม และอะไรอีกหลายอย่างพ่วงเข้ามาด้วย

ถัดจากการไหลเข้าของวิธีสอนและวัฒนธรรม บทบาทในการกำหนดทิศทางการศึกษาก็จะดูเปลี่ยนไป จากสมัยก่อนเด็กที่เรียนโรงเรียนวัด รัฐจัดหลักสูตรให้ดีที่สุด โรงเรียนเอกชนจะถือว่าดีถ้าได้รับการรับรองวิทยาฐานะ ว่าสอนได้เท่าเทียมรัฐ ซึ่งการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐ เป็นจุดขายสำคัญของโรงเรียนเอกชน

แต่ตอนนี้จุดขายกลายเป็นหลักสูตรอิมพอร์ต แม้แต่โรงเรียนรัฐเองที่เคยเป็นคนนำ ตอนนี้หลายแห่งก็ต้องสอนด้วยวิธีอินเตอร์หรือไบลิงกัวร์ไปด้วย โดยไม่มีนักวิชาการด้านการศึกษา ออกมาให้ความเห็นเลยว่าควรจะเอาลิงฯ อย่างไหน

ถ้ามองจากสองมุม มุมแรกคือการลงทุนบทบาทของรัฐดูเหมือนจะถูกลดมาดูแลเฉพาะกลุ่มที่ขาดทุนทรัพย์ ส่วนที่มีกำลังก็ดูแลตัวเองไป มุมที่สองคือ รูปแบบการเรียนการสอน เป็นการนำเข้าเกือบเสรี ไม่มีข้อคิดเห็นหรือถกเถียงใดๆ ใช้กลไกตลาดโดยสมบูรณ์ รัฐไม่สามารถชี้นำหรือชี้แนะต่อประชาชนได้ เอาสองมุมรวมกันพุ่งไปที่การปฏิรูปการศึกษา ผมอยากจะคิดว่าการปฏิรูปได้เกิดขึ้นแล้ว เกิดอย่างเป็นรูปธรรมและรุนแรงเสียด้วย จากภาพที่เห็นตอนนี้อีกไม่ถึงยี่สิบปี เราจะมีผู้ใหญ่ไทยสไตล์ฝรั่งแต่ผลิตในไทยเกิดขึ้น ซึ่งผมไม่ได้มองว่าดีหรือไม่ เพราะยังไม่รู้ แต่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่นักวิชาการและประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมถกเถียงกันทางความคิด ว่าจะเอาอย่างไรกับระบบการศึกษาที่กำลังเปลี่ยนไป

เขียนไปเขียนมา ขว้างงูไม่พ้นคอตัวเอง ยังไม่ได้ทำเลย การปฏิรูปทางสังคม อย่าคอยคนอื่น ทุกคนต้องเริ่มที่ตัวเองก่อนครับ


(update 30 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 116 มิถุนายน 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600