ไม่เอา ไม่ไป หนูไม่อยากไปโรงเรียน


เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าตัวยุ่งเนี่ย อยู่ๆ ก็ไม่อยากไปโรงเรียนขึ้นมาซะอย่างนั้นล่ะ

ในช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ อย่างนี้ มีใครที่หนักใจกับปัญหาเจ้าหนูคนโปรดของบ้านไม่ยอมไปโรงเรียนบ้างค่ะ เชื่อว่าหลายๆ บ้านก็คงเจอปัญหานี้กันมาบ้างล่ะ แหม...อย่าว่าแต่เด็กเลยค่ะ บางทีพ่อแม่อย่างเราๆ ยังไม่อยากไปทำงานเลย แต่ครั้นจะตามใจเจ้าตัวเล็กมากไปก็เห็นจะไม่ดีแน่ค่ะ เดี๋ยวจะติดเป็นนิสัยกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเองได้


ไม่อยากไปโรงเรียน... ปัญหาที่ต้องใส่ใจ

ถ้าเราไม่ได้ปล่อยตามใจลูกหยุดเรียน ก็ไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจกังวลมากมายหรอกนะคะ แต่ถึงอย่างนั้นพ่อแม่ต้องรู้ว่า การขาดเรียนอาจมีผลกับลูกบ้าง ในแง่ที่ว่าถ้าเจ้าหนูของเราหยุดเรียนบ่อย เขาก็สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้แบบที่เพื่อนๆ ได้เรียน หรือทักษะการปรับตัวและการเข้าสังคมอาจจะช้ากว่าเด็กคนอื่นไปบ้าง

แต่หากพ่อแม่ตามใจปล่อยให้หยุดบ่อยๆ ล่ะก็ ลูกจะเคยชินและมีความสุขกับการที่จะอยู่กับบ้านมากกว่า ผลที่จะตามมาคือเจ้าหนูจะเอาแต่ใจ อยากหยุดก็หยุด ไม่มีความอดทน และเขาจะเรียนรู้หาวิธีเรียกร้องความสนใจ หรือวิธีต่อรองกับพ่อแม่แบบนี้เรื่อยไปค่ะ


เข้าใจหนูหน่อย

ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป เราควรต้องรู้สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่เราจะได้แก้ให้ตรงจุด ซึ่งพอจะจำแนกออกมาได้ดังนี้ค่ะ
1. นอนดึก แหมเดี๋ยวนี้ระบบมัลติมีเดียบ้านเรามันดีค่ะ มีอะไรดึงดูดใจให้เด็กตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ ก็เลยไม่ค่อยจะยอมหลับยอมนอนเอาง่ายๆ แบบนี้พอนอนดึกก็เป็นธรรมดาที่จะไม่อยากตื่นเช้า ก็เลยต้องโยเยแผลงฤทธิ์ให้พ่อแม่ได้เห็นบ้างล่ะ

2. เรียกร้องความสนใจ ประกอบด้วยสาเหตุดังนี้ค่ะ
  • มีน้องใหม่ ต้องปรับตัวปรับใจกันบ้าง ก็เคยเป็นที่หนึ่งของบ้านอยู่ดีๆ นี่นา แล้ววันหนึ่งก็มีคนตัวจิ๋วมาแย่งเอาความสนใจจากคนรอบข้างไปหมด ใครล่ะจะทนได้ เลยต้องเรียกความสนใจเสียหน่อย ด้วยการไม่ยอมไปโรงเรียน

  • พ่อแม่แยกทาง ปัญหานี้ค่อนข้างจะสร้างความร้าวรานทางใจแก่เด็กพอสมควรนะคะ แล้วเด็กบางคนก็ยังรับปัญหาแบบนี้ไม่ได้ หรือ บางคนก็อาจจะรู้สึกว่าไม่มีใครรักแล้ว ก็เลยเรียกร้องความสนใจ

  • ถูกตามใจจนเคย อาจจะไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้นที่ตามใจ บางญาติๆ เรานี่ล่ะ เห่อหลานก็รุมรักรุมตามใจ ครั้นเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็เลยประท้วง

  • เริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น อยากรู้อยากลอง เลยทดสอบซะหน่อยว่าวิธีเรียกร้องความสนใจแบบนี้ ใช้ต่อรองกับพ่อแม่ได้ไหม ถ้าใช้ได้ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ
3. การปรับตัว ก็หนูเคยอยู่กับบ้านสบายๆ แต่พอไปโรงเรียนต้องตื่นเช้า ต้องเจอกับคนแปลกหน้า แถมยังมีกฎระเบียบของส่วนรวมที่ต้องปฏิบัติตาม จะทำอะไรก็ไม่ได้เหมือนตอนอยู่บ้าน ไหนจะเพื่อนในห้องที่มีกันหลายคน ครูเลยต้องกระจายการดูแลใส่ใจ ไม่ได้มาดูแลหนูเป็นที่หนึ่งเหมือนอย่างอยู่บ้าน

4. ทะเลาะกับเพื่อน พบได้บ่อยเหมือนกันค่ะ ก็เด็กๆ น่ะเดี๋ยวก็ดีกันเดี๋ยวก็ทะเลาะกัน บางทีโกรธกับเพื่อน หรือเด็กบางคนก็ไม่มีเพื่อนเล่นด้วย เพราะไม่ยอมเข้าหาเพื่อนก็มีค่ะ เลยไม่อยากไปโรงเรียนขึ้นมาซะดื้อๆ อย่างนั้นล่ะ

5. ย้ายโรงเรียนกะทันหัน เปลี่ยนจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยมาเป็นที่ใหม่ๆ ก็ยากที่เด็กๆ จะปรับตัวได้ค่ะ ทำให้ไม่อยากไปโรงเรียนได้เหมือนกันแม้ว่าเมื่อก่อนจะเป็นเด็กรักการไปโรงเรียนก็ตาม

6. เรื่องของสุขภาพค่ะ บางทีเขาอาจจะรู้สึกปวดหัว ปวดท้อง ปัญหาสายตา ปัญหาด้านพัฒนาการที่อาจทำอะไรได้ไม่ทัน ไม่เหมือนเพื่อน หรือเป็นอย่างอื่นที่ไม่แสดงออกให้เราได้เห็นชัดๆ ก็ทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่อยากไปโรงเรียนได้เหมือนกัน แต่สาเหตุข้อนี้บางทีคุณพ่อคุณแม่ต้องแยกให้ออกนะคะ ว่าลูกพูดจริงหรือเปล่า เพราะบางทีเด็กก็ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อที่จะหยุดโรงเรียนก็มีค่ะ

โดยเฉพาะข้ออ้างประเภทหนูไม่สบาย หนูปวดท้อง เป็นต้น เพราะเด็กที่ป่วยจริง มักจะไม่ค่อยร่าเริง อาจจะนอนซมเกือบทั้งวัน แต่ถ้าเป็นข้ออ้าง พอเรายอมตามใจไม่ต้องไปโรงเรียน เดี๋ยวเดียวก็ลุกขึ้นมาวิ่งได้แล้ว แต่ถ้าเป็นเพราะปัญหาสุขภาพจริงๆ ก็จะได้ดูแลรักษาเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดไงคะ

เคล็ดลับรับมือ

เมื่อรู้สาเหตุแล้วเราก็คงพอจะหาทางแก้ได้ไม่ยากค่ะ แต่ต้องใจเย็นสักหน่อย อย่าแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ ก็เข้าใจความรู้สึกของคุณๆ นะคะ ยามเห็นเจ้าตัวเล็กลงไปดิ้นเร่าๆ อยู่ตรงหน้า งอแง พูดยังไงก็ไม่ฟัง มันยากจะควบคุมจริงๆ ค่ะ ถ้าเจอสถานการณ์อย่างนี้ พ่อแม่หลายคนถ้าไม่ยอมลูก ก็อารมณ์เสียใส่ลูกไปเลย ซึ่งไม่ถูกทั้งสองวิธีค่ะ วิธีที่ดีคือ ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ และอย่ากังวลจนเกินไป ลูกเราไม่ร้องไห้จนขาดใจตายหรอกค่ะ พอเหนื่อยเดี๋ยวก็จะหยุดร้องได้เอง ซึ่งเราก็อาจจะเดินหนีไป หรือปล่อยให้เขาร้องไปสักพัก อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับที่อยากแนะนำมีดังนี้ค่ะ
1. ค้นหาสาเหตุของการไม่อยากไปโรงเรียน ซึ่งทำได้โดยการสังเกตพฤติกรรมที่บ้าน และพบคุณครูเพื่อพูดคุยถึงพฤติกรรม สถานการณ์ของลูกที่โรงเรียน อาจเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้คุณครูฟังด้วย แต่ทั้งนี้ต้องทำด้วยท่าทีของการปรึกษาหารือและขอความช่วยเหลือ เพื่อที่คุณครูจะได้ดูแลเอาใจใส่ลูกเราให้เป็นพิเศษมากขึ้น และร่วมมือกับเราในการค้นหาสาเหตุและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นค่ะ

2. อย่าใช้อารมณ์ อย่าตี หรือใช้ความรุนแรงกับลูกค่ะ เพราะนอกจากจะไม่เกิดผลดี ลูกจะรับความรุนแรงจากเราไปด้วย ทางที่ดีควรคุยกันด้วยเหตุผล สร้างความเข้าใจกันดีกว่าค่ะ

3. เลี้ยงลูกไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่าพ่อตามใจ แม่ไม่ตามใจ เด็กก็จะเรียกร้องเอากับคนที่เขาคิดว่าเขาเอาชนะได้ บางทีพ่อแม่ไม่ตามใจ แต่ญาติๆ ก็ตามใจ เราควรบอกเหตุผลด้วยค่ะ ว่าทำไมเราถึงไม่ยอมตามใจ และขอความร่วมมือให้ทำแบบเดียวกัน เพื่อไม่สร้างความสับสนแก่เด็กค่ะ

4. ในรายที่เจ้าหนูเกิดอาการอิจฉาน้องขึ้นมา คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดให้เข้าใจค่ะ พร้อมทั้งให้เขามีส่วนร่วมในการเลี้ยงน้อง ได้ดูแลน้อง เขาจะได้เรียนรู้ว่าเพราะอะไรใครๆ ถึงต้องไปรุมสนใจดูแลน้องกันหมด เนื่องจากน้องยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และถ้าเจ้าหนูได้มีส่วนในการเลี้ยงน้อง เราก็ต้องชมเชยว่าเขาเป็นพี่ที่น่ารัก และต้องให้ความใส่ใจกับกิจกรรมและสิ่งที่เขาทำที่โรงเรียนให้มาก เพื่อให้รู้ว่าคุณยังสนใจและใส่ใจเขาอยู่

5. รู้ว่าเจ้าตัวเล็กติดทีวีจนนอนดึกบ่อยๆ ก็ควรต่อรองกับลูกค่ะว่าถ้าอยากนอนดึกเพราะดูรายการโปรด ก็ต้องทำสัญญากันหน่อยว่า จะไม่งอแงในตอนเช้า หรืออนุญาตให้ดูเฉพาะวันหยุดที่ไม่ต้องไปโรงเรียน แล้วชวนลูกไปสู่กิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์อย่างการอ่านนิทานก่อนนอน รับรองค่ะว่าเพลินจนเผลอหลับโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะ

6. ถ้าหากลูกให้เหตุผลว่าไม่อยากไปโรงเรียนเพราะถูกเพื่อนแกล้ง หรือคุณสงสัยว่าอาจเพราะลูกมีปัญหากับเพื่อน ก็ควรพูดคุยกับลูกถึงเรื่องที่โรงเรียน โดยอาจจะชวนลูกพูดคุยถึงกิจกรรมที่ทำที่โรงเรียน พร้อมกันนั้นก็ฝากคุณครูให้ช่วยดูเป็นพิเศษสักหน่อย ว่าความประพฤติลูกที่โรงเรียนเป็นอย่างไร ลูกมีปัญหาอะไรกับเพื่อนหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องรีบปรึกษากับคุณครู และแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น คุณครูอาจจะช่วยในการประสานความสัมพันธ์ของลูกเวลาอยู่กับเพื่อนที่โรงเรียน โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ค่ะ

แต่ทั้งนี้พ่อแม่ต้องไม่ลืมด้วยว่า เรื่องทะเลาะกันของเด็กๆ เป็นเรื่องธรรมดา ทะเลาะกันเดี๋ยวเดียวเดี๋ยวก็ดีกัน ถ้าไม่รุนแรงอะไรพ่อแม่ก็ต้องสังเกตและพยายามพูดคุยกับลูกด้วยเหตุผลค่ะ อย่าเข้าข้างลูกมากจนเกินไป และถ้าลูกเราเป็นต้นเหตุซะเองก็ต้องบอกต้องสอนลูกให้เข้าใจถึงวิธีที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ ด้วยค่ะ

7. ในรายที่เจ้าหนูกำลังจะไปโรงเรียนเป็นครั้งแรก พ่อแม่ต้องมีการเตรียมความพร้อมด้วยค่ะ ไม่ใช่ว่าปุบปับจับไปโรงเรียน โดยที่เจ้าหนูไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโรงเรียนเลย พ่อแม่ควรจะคุยเรื่องโรงเรียนให้ลูกฟัง สร้างบรรยากาศให้ลูกรู้สึกดีกับโรงเรียน คุยกับลูกบ่อยๆ อาจพาไปพบครู ไปดูเด็กคนอื่นๆ ที่โรงเรียนว่าเขาทำอะไรกันบ้าง พาไปเล่นที่สนามโรงเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้เกิดขึ้น

8. ห้ามเชียวค่ะ อย่าเอาคุณครูไปขู่ เพราะจะทำให้เด็กกลัวโรงเรียนมากขึ้น เช่น ถ้าทำตัวไม่ดีไม่ยอมไปโรงเรียนแล้วคุณครูจะมาตี แต่ควรจะพูดว่า “คุณครูโทร.มาถามว่าทำไมหนูไม่ยอมไปโรงเรียน เพื่อนๆ บ่นคิดถึง” อะไรทำนองนี้ค่ะ

9. สอนให้ลูกรู้ถึงหน้าที่ที่ลูกต้องทำ เราทุกคนต่างก็มีหน้าที่และการไปโรงเรียนจะทำให้ลูกมีความรู้ มีเพื่อน โดยใช้วิธีเล่าผ่านนิทานก็ได้ค่ะ เพราะเด็กบางคนพูดเฉยๆ อาจจะไม่ฟัง แต่ถ้าเล่าผ่านตัวละครในนิทานที่เด็กๆ ชอบ จะโน้มน้าวลูกได้มากขึ้นค่ะ

10. อย่าให้ลูกอยู่ที่โรงเรียนนานเกินไป ในช่วงแรกบางโรงเรียนให้เด็กอยู่แค่ครึ่งวันก็กลับบ้านได้แล้ว หรือบางโรงเรียนก็ให้พ่อแม่อยู่เป็นเพื่อนได้ ซึ่งก็จะช่วยให้เด็กค่อยๆ ปรับตัวได้มากขึ้น ทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และถึงแม้ลูกจะไปโรงเรียนจนไม่กลัวการไปโรงเรียนแล้ว คุณก็ไม่ควรปล่อยลูกทิ้งไว้ที่โรงเรียนนานๆ (หลังเลิกเรียน) โดยที่ไม่ได้บอกกล่าวลูกล่วงหน้า เพราะจะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกกลัวการถูกทอดทิ้ง การแยกจาก จนไม่อยากไปโรงเรียนขึ้นมา

11. ใช้เวลา เด็กทุกคนล่ะค่ะ ไม่มีใครอยากจากพ่อแม่พี่น้องและคนที่เขารักไปอยู่กับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว แต่อย่างไรเสียเมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการไม่ยอมไปโรงเรียนของลูกแล้ว ต้องให้เวลากับการปรับตัวปรับใจกับลูกมากหน่อย ไม่เร่งรัดลูก แล้วเวลาก็จะช่วยลดความกลัวความกังวลในหัวใจลูกลงไปได้ค่ะ ที่สำคัญพ่อแม่เองต้องใจเย็นค่ะ ลูกไม่อยากไปก็ตามใจแบบนี้ไม่ควรทำค่ะ เพราะลูกจะปรับตัวได้ช้าและก็จะเอาแต่ใจตัวเองไปเรื่อยๆ

เชื่อว่าเรื่องจิ๊บๆ แค่นี้ ไม่เกินความสามารถของพ่อแม่หรอกค่ะ จริงมั้ยเอ่ย...


(update 26 มกราคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 256 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600