ปัจจุบันวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกของพ่อแม่เปลี่ยนแปลงไปมาก
พ่อแม่จำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องนำลูกไปฝากไว้กับคนอื่นให้ดูแลแทนไม่ว่าจะเป็นพี่เลี้ยงหรือสถานที่รับเลี้ยงดู
ประกอบกับธุรกิจ เกี่ยวกับการดูแลเด็กก็เกิดขึ้นมากมาย เพื่อรองรับความต้องการของพ่อแม่กลุ่มนี้
เนื่องจากมองว่าเป็นความสะดวกสบายไม่ต้องยุ่งยากกับการดูแลลูกด้วยตัวเองมากนัก
ค่านิยมลักษณะนี้กำลังแพร่ระบาดกับพ่อแม่ในยุค 2005 จนแทบจะกลายเป็นอารยธรรมใหม่
หากพ่อแม่ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิธีการเลี้ยงลูกให้เหมาะสมกับวัยและความต้องการ
โอกาสที่ลุกจะได้รับผลกระทบจากการกระทำนี้ก็มีมากเช่นกัน เนื่องจากอัตราเด็กเจ็บป่วยด้านจิตใจ
จากการถูกเลี้ยงในลักษณะนี้มีมากขึ้นเช่นกัน เราเรียกอาการเหล่านี้ว่าโรคพ่อแม่ทำ
ปัจจัยที่ส่งผลต่ออาการซึมเศร้าของเด็กวัยเตาะแตะมาจากหลายสาเหตุด้วยกันค่ะ
ใจเศร้า หงอยเหงา จากความรักที่พ่อแม่มีมากเกิน
พ่อแม่บางคนต้องการสร้างภาพการเป็นพ่อแม่ที่ดีในใจลูกน้อย
ด้วยการมอบความรักความเอาใจใส่ต่อลูกในทุกรายละเอียด โดยใช้ความคิดของพ่อแม่เป็นหลักว่า
สิ่งนั้นสิ่งนี้น่าจะเหมาะกับลูก เลี้ยงแบบทะนุถนอม ไม่เปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ที่อยากทำนอกเหนือจากตารางที่พ่อแม่กำหนด ลืมนึกถึงจิตใจลูก
ไม่พยายามทำความเข้าใจว่าลูกต้องการอะไรบ้าง ลูกก็จะกลายเป็นเด็กไม่เป็นตัวของตัวเอง
ไม่ช่วยเหลือตัวเอง ขาดความเชื่อมั่น เอาแต่ใจ เข้าสังคมไม่ได้ นำมาซึ่งภาวะความเครียดจากการปรับตัว
หรือการไม่ได้รับการตอบสนองจากคนรอบข้าง กลายเป็นอาการป่วยทางใจ
ในทางตรงข้ามลูกอาจใช้ความฉลาดในทางที่ผิด โดยมีพฤติกรรม 2 ด้าน ที่พ่อแม่มักเรียกว่า
ดื้อเงียบ คือเวลาอยู่กับพ่อแม่จะเรียบร้อย เชื่อฟังทุกอย่าง แต่พอห่างจากพ่อแม่ลูกจะแสดงออกในอารมณ์ต่างๆ
มากมายตามที่ใจต้องการ อาจเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ซึ่งอาจทำให้ลูกสับสนกับพฤติกรรมการแสดงออก
ที่เหมาะสมของตัวเองด้วย
ใจช้ำ เย็นชาจากการขาดความรัก
เกิดมากในกลุ่มพ่อแม่ที่ทำงานนอกบ้าน ไม่มีเวลาให้ลูก ฝากลูกไว้กับคนอื่น
เด็กในวัยนี้หากให้คนอื่นนอกเหนือจากพ่อแม่เลี้ยงดู จะส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกเจือจางลง
ลูกจะกลายเป็นเด็กออทิสซึมได้ง่ายและเหินห่างจากพ่อแม่ไม่ร้องตาม ไม่รู้สึกอะไรเวลาพ่อแม่ไม่อยู่ด้วย
พ่อแม่หลายคนมักมองว่าลูกเก่งไม่งอแง อยู่กับใครก็ได้ แต่จริงๆ แล้ว ลูกอาจไม่ใช่เด็กเก่ง
หรือเด็กฉลาดอย่างที่พ่อแม่คิดก็ได้ แต่นั่นอาจเป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่า
ความผูกพันระหว่างลูกกับพ่อแม่เริ่มลดลงเรื่อยๆ จากการไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่
อาจทำให้ลูกเหมือนคน ใจช้ำ เย็นชากับพ่อแม่และคนอื่นในอนาคตได้
และอาการเย็นชาเฉยเมยต่อสิ่งรอบข้างจะเป็นตัวขัดขวางการเรียนรู้ของลูก
ทำให้มีพัฒนาการล่าช้าตามมาด้วยค่ะ
การเลี้ยงลูกอย่าให้เป็นดาบสองคม ควรให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมไม่มากไป
ไม่น้อยไปและอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจต่อความต้องการของลูกเป็นหลัก
เด็กช่วงวัยก่อน 3 ขวบ หากได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือคนภายในครอบครัวมากไป
หรือถูกปล่อยให้อยู่กับวัตถุอย่างเดียว ไม่ได้รับการเอาใจใส่ทางด้านจิตใจเลย
ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการทางความคิดและจิตใจของลูกให้มีความเครียด หรือซึมเศร้าได้เช่นกัน
เป็นอาการที่คล้ายกันแต่ต่างที่สาเหตุ ฉะนั้นพ่อแม่ต้องพยายามศึกษาพฤติกรรมของลูกอย่างถ่องแท้
เด็กวัยนี้พูดบอกอะไรได้ไม่มากนัก พ่อแม่ต้องนึกถึงสภาพจิตใจของลูกเป็นหลัก ค่อยๆ สอน
ค่อยแนะให้ลูกได้เรียนรู้อย่างสมวัย ไม่บังคับให้ลูกโตเร็วเกินไว ทั้งๆ ที่สภาพจิตใจไม่พร้อม
เพราะพ่อแม่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าว่าสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของลูก
สมองที่สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าลูกๆ ของคุณ
ไม่มีปัญหาด้านอื่นแฝงอยู่ส่วนลึกของจิตใจของเขาได้
ในเดือนแห่งความรักนี้ครอบครัวไหนที่รู้สึกว่ายังให้ความใส่ใจดูแลลูกน้อยไป
หรือลูกมีพฤติกรรมลักษณะซึมเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ลองเปลี่ยนมุมมองพร้อมปรับวิถีชีวิตใหม่
ให้สมดุลทั้งด้านครอบครัวและการงาน ลดวิธีการเลี้ยงดูโดยใช้วัตถุต่างๆ ที่พ่อแม่จัดสรรมาให้
เพราะคิดว่าจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี และไม่เหงา เพราะเด็กวัยนี้ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่า
ความรักความเข้าใจจากพ่อแม่ เวลาในการอยู่ร่วมกันทั้งครอบครัวมาปกป้องลูกจากโรคต่างๆ
ที่มาจากความรักหรือความไม่ตั้งใจของพ่อแม่กันนะคะ
(update 22 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ กุมภาพันธ์ 2548]
|