Reggio Emilia ศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ที่ผู้เรียน


เมื่อพูดถึงคำว่า “การเรียน” ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคงจะหนีไม่พ้นภาพของคุณครูที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียน กำลังเขียนข้อความบางอย่างบนกระดานดำให้เด็กๆ อ่านหรือเขียนตามความรู้สึกต่างๆ ที่เด็กได้รับล้วนมาจากสิ่งที่คุณครูเป็นผู้กำหนดให้ทั้งสิ้น ครูมีหน้าที่ “ป้อน” ส่วนเด็กมีหน้าที่ “เคี้ยว” โดยไม่ได้ใส่ใจว่าเด็กๆ จะสนใจในสิ่งที่คุณครู “ป้อน” หรือไม่ และเด็ก “เคี้ยว” สิ่งที่ครูป้อนอย่างไร ในความเป็นจริงเด็กๆ ควรจะมีโอกาสได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ ซึ่งจะทำให้การเรียนเป็นเรื่องที่สนุกและไม่น่าเบื่อ ทำให้เด็กๆ มีความสุขในการเรียนและเรียนได้ดี การเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวเป็นแบบแผนการเรียน ที่นำแนวคิดทางการศึกษาที่น่าสนใจ แนวคิดหนึ่งมาใช้นั่นก็คือ แนวคิดเรกจิโอ เอมีเลีย (Reggio Emilia) ค่ะ

แนวคิดเรกจิโอ เอมีเลียมีต้นกำเนิดมาจากเมืองเรกจิโอ เอมีเลีย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี โดยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ปี ค.ศ.1945) ได้มีแม่บ้านกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านวิลลา เซลลา (Villa Cella) ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองเรกจิโอ เอมีเลีย 2-3 ไมล์ มีความมุ่งมั่นที่จะจัดการศึกษาให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน จากจุดนี้ทำให้ มาลากุซซี่ ซึ่งเป็นผู้นำทีมพร้อมกับกลุ่มนักการศึกษาเริ่มทำการศึกษาค้นคว้าทฤษฎี บทความเกี่ยวกับการศึกษา งานวิจัยของศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุง จนได้เป็นแนวคิดและปฏิบัติในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักของนักการศึกษาในกลุ่มประเทศยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.1980


  • หลักการสำคัญของแนวคิดเรกจิโอ เอมีเลีย
1. วิธีการมองเด็ก (The image of the children) ครูที่เรกจิโอ เอมีเลีย มองว่า เด็กแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาและจะมีพัฒนการการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปตามวัย เด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็น มีความสามารถในการแสดงออกถึงความต้องการของตนเอง และความต้องการในการสื่อสารกับผู้อื่น ทั้งการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง แววตาและการสัมผัส เป็นต้น ความสามารถเหล่าในการสื่อสารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพื่อความอยู่รอดและคงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเผ่าพันธุ์ของตน

2. โรงเรียนสำหรับเด็กตามแนวความคิดของเรกจิโอ เอมีเลีย คือสถานที่ที่ผู้ใหญ่และเด็กจำนวนมาก ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายมาใช้เวลาร่วมกันและมีสัมพันธภาพต่อกัน แนวคิดนี้เชื่อว่า ระบบการใช้ชีวิตในโรงเรียนจะขยายไปสู่ครอบครัวของเด็ก

ดังนั้น ครอบครัวของเด็กจึงมีสิทธิ์ที่จะรับรู้และมีส่วนร่วมในระบบของโรงเรียนด้วย เพราะฉะนั้นการดำเนินการจึงคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ เด็ก ครอบครัว และครูผู้สอน การจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนจึงมุ่งเน้นไปที่ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรสำหรับทุกคนที่ได้เข้ามาสัมผัส เหมือนอยู่ในบ้านที่เปี่ยมด้วยไมตรี (An amiable school)

3. ครูผู้สอนและเด็กๆ ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน การสอนและการเรียนต้องทำควบคู่กันไป โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าการสอน มาลากุซซี่ กล่าวว่า ก่อนจะเริ่มเข้าสู่การสอน ถ้าครูผู้สอนยืนสังเกตการณ์ห้องเรียนสักครู่และเรียนรู้จากห้องเรียนในขณะนั้นว่าเด็กๆ กำลังทำอะไรอยู่ หากครูผู้สอนเข้าใจได้ถูกต้อง บางครั้งอาจทำให้การสอนในวันนั้นแตกต่างจากที่ผ่านมาก็ได้

  • ศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ที่ผู้เรียน
แนวคิดเรกจิโอ เอมีเลีย (Reggio Emilia) เป็นแนวคิดทางการศึกษาที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การยึดตัวผู้เรียนเป็นหลัก แนวคิดนี้มีการพัฒนามาจากความเชื่อที่ว่าการเรียนการสอนนั้นไม่ใช่การถ่ายโอนข้อมูลความรู้จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ โดยมีครูผู้สอนทำหน้าที่ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ โดยการสร้างสถานการณ์หรือจัดสิ่งแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้ถาม ได้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง การเรียนในลักษณะนี้ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าเด็กมีวิธีการเรียนรู้อย่างไร และมีความสามารถในการแสดงความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ออกมาอย่างไร เพราะฉะนั้นคุณครูสำหรับเด็กปฐมวัย ตามแนวคิดเรกจิโอ เอมีเลียต้องทำหน้าที่เหมือนนักศึกษาที่มีหน้าที่ค้นคว้าวิจัย เป็นนักสำรวจและตระเวนเก็บข้อมูล จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากการประชุมปฏิบัติการ การสัมมนา และการได้พบปะกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ ต่อไป


  • การเรียนรู้ในแบบของเรกจิโอ เอมีเลีย
แนวคิดเรกจิโอ เอมีเลีย เป็นแนวคิดที่มีศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ที่ผู้เรียน ดังนั้นจึงไม่มีการกำหนดเนื้อหาการเรียนที่แน่นอนตายตัว ทุกสาระการเรียนรู้ที่นำมาใช้ต้องสามารถปรับ และยืดหยุ่นได้ตามความสนใจของเด็ก สำหรับกิจกรรมการเรียนการสอนที่โดดเด่นของแนวคิดนี้ก็คือ การเรียนรู้อย่างลุ่มลึกจากโครงการ (projects) การสอนแบบโครงการเป็นการสอนที่เน้นให้เด็ก ได้ค้นหาคำตอบจากปัญหาหรือเรื่องที่สนใจเพื่อสร้างองค์แห่งความรู้ด้วยตนเอง โดยก่อนการเริ่มโครงการในชั้นเรียน ครูผู้สอนทุกคนจะมีการพูดคุยถึงหัวข้อโครงการที่อาจอยู่ในความสนใจของเด็กและเตรียมการในด้านต่างๆ เอาไว้ให้พร้อม เมื่อเริ่มโครงการในชั้นเรียนครูจะเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกศึกษาโครงการที่ตนเองสนใจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการระยะสั้นหรือระยะยาว กิจกรรมและประสบการณ์จากโครงการต่างๆ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ด้านภาษา ศิลปวัฒนธรรม ความหมายของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม คุณธรรม การทำงานร่วมกัน การหาข้อตกลงร่วมกันในกรณีที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกัน การสังเกต กระบวนการคิด การแก้ปัญหา การเรียนรู้วิธีการเรียน และรู้จักแหล่งที่มาของความรู้ที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยบ่มเพาะให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากการเรียนรู้จากโครงการ (project) แล้ว นักการศึกษาของแนวคิดนี้มีความเชื่อว่า ศิลปะเป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่เด็กสามารถใช้สื่อสารให้คนรอบข้างได้เข้าใจถึงกระบวนการคิด ตลอดจนจินตภาพของเด็กที่มีต่อข้อมูลความรู้ที่เด็กได้รับมา นักการศึกษามองว่าการแสดงออกทางศิลปะของเด็ก เป็นความสามารถในการสื่อสารที่อุปมาอุปมัยได้เป็น “ร้อยภาษา” (The Hundred Languages of Children) ซึ่งศักยภาพของเด็กในส่วนนี้ไม่ใช่สิ่งพิเศษแยกออกจากหลักสูตรแต่เป็นองค์ประกอบที่จะต้องรวมอยู่ในหลักสูตรด้วย


  • การบันทึกข้อมูลสาระการเรียน
การจัดบันทึกข้อมูลสาระการเรียนรู้ของเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของแนวคิดนี้ การบันทึกข้อมูลสาระการเรียนรู้จะครอบคลุมถึงกิจกรรมทุกด้านตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ของการเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการดำเนินโครงการที่เด็กมีการเรียนรู้อย่างลุ่มลึก ครูผู้สอนจะมีบทบาทสำคัญในการบันทึกเหตุการณ์เด่นๆ ที่สะท้อนถึงการทำงานและการเรียนรู้อย่างตั้งใจ การแสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การคัดค้าน การหาข้อตกลงร่วมกันเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน ตลอดจนจดบันทึกศักยภาพของเด็กในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนรู้ด้วย ข้อมูลทั้งหมดที่บันทึกไว้จะเป็นประโยชน์ในการประเมินศักยภาพในการเรียนของเด็กและนำไปใช้ ประกอบการจัดสาระการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ต่อไป

การเรียนเป็นสิ่งสำคัญและถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่คุณสามารถมอบให้กับลูกได้ ไม่ว่าลูกจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหน หรือหลักสูตรอะไร ขอให้เขาได้เรียนรู้อย่างมีความสุข เพียงเท่านี้เชื่อว่าคุณก็ชื่นใจแล้วล่ะค่ะ


(update 23 มีนาคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600