หนังสือคือเพื่อนแท้


ตั้งแต่ปลายเดือนก่อนจนถึงต้นเดือนนี้ หนอนหนังสือตัวเล็กตัวน้อยคงสนุกกับการค้นหาหนังสือในดวงใจ ในงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 3 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ น่าชื่นใจแทนคุณพ่อคุณแม่ ที่มีลูกเป็นนักอ่านนะคะ ติดหนังสือเสียแล้ว เรื่องจะไปติดอย่างอื่นที่น่าเป็นห่วงก็มีโอกาสน้อยลง

ผิดกับบ้านที่ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ คุณแม่นักเขียนคนหนึ่งเล่าว่า เมื่อก่อนกลุ้มใจมาก ลูกสาวดื้อไม่ชอบอ่านหนังสือ ทั้งๆ ที่มีหนังสือเต็มบ้าน แม่ก็พร่ำบ่นว่าทำไมเธอไม่อ่าน เล่นนั้นเล่มนี้ดีนะ แต่ลูกเหมือนจะทำหูทวนลม จนคุณแม่เหนื่อยที่จะเซ้าซี้ วันหนึ่งลองวางวรรณกรรมเยาวชน โต๊ะโตะจังไว้ต่อหน้าลูก แล้วเดินไป จากนั้นมาหนึ่งสัปดาห์ ก็เห็นลูกสาวยิ้มหน้าบานพร้อมหนังสือเล่มแรกที่เธออ่านอยู่ในมือ จนวันนี้เธอกลายเป็นหนอนหนังสืออย่างคุณแม่ไปแล้ว

..................................................

เห็นได้ว่าเมื่อไหร่เราสามารถทำให้เด็กๆ เห็นหนังสือเป็นเพื่อนเสียแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะไม่ได้ความรู้จากการอ่าน

การได้ประโยชน์จากการอ่านคือปลายทางค่ะ หากต้นทางคือต้องทำให้เด็กๆ มีโอกาสใกล้ชิด ได้สัมผัส และมีทัศนคติที่ดีกับหนังสือให้ได้เสียก่อน แล้วเด็กๆ จะพบว่าหนังสือคือเพื่อนที่แสนดีของเขา ซึ่งเรื่องนี้ รศ.สุพรรณี วราทร จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า

”เพื่อนของเด็กๆ หมายถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ชิด คุ้นเคย พอใจมีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเพื่อนบางคนก็ซนบางคนเกเร บางคนช่างคิด บางคนน่ารัก หนังสือก็เช่นเดียวกัน มีความหลากหลาย หนังสือบางประเภทอาจมุ่งให้ความรู้ สั่งสอน ให้ความสนุก หรือเพิ่มพูนประสบการณ์”

การให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือที่หลากหลายจึงเท่ากับช่วยให้ลูกได้มีเพื่อนที่หลากหลายด้วยเช่นกัน


สอนลูกด้วยหนังสือ

นอกจากเพื่อนที่ดีของลูก ช่วยผ่อนคลาย ให้ความสนุกแล้ว หนังสือยังให้ความรู้ ทั้งทางวิชาการ และเรื่องที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกเรียนรู้ เช่น เรื่องของความรับผิดชอบ ลักษณะนิสัยที่ดี เรื่องจริยธรรม คุณธรรม ซึ่ง ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ ได้เล่าไว้ในเทศกาลนิทานในสวนที่สวนลุมพินี เมื่อต้นปีว่า

”เด็กๆ ไม่ชอบการสั่งสอนด้วยวาจา เขาจะมองว่าพ่อแม่ได้แต่บ่นมากกว่า ดังนั้นหนังสือน่าจะเป็นตัวช่วยในการสอนลูกได้โดยเราไม่ต้องบ่นปากเปียกปากแฉะ ลองให้เขาอ่านเอง เรียนรู้เอง

”...เพราะในหนังสือมีเรื่องราวและมีชีวิตอยู่ มันจะเข้าไปอยู่ในใจเด็กได้มากกว่าที่จะสอนเขาเป็นคำพูด เหมือนเราจะสอนเด็กว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้น่ะ ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เด็กจะเบื่อมาก

”อย่างตอนตัวเองเป็นเด็กจำได้ว่าอ่านนิทานอีสป เป็นหนังสือที่มีคติสอนใจ ซึ่งหมอก็ยังจำได้จนทุกวันนี้ อย่างเรื่องเทวดากับคนตัดไม้ ก็จำได้ที่เขาบอกเราว่าคนโลภมากก็จะลาภหาย... ดังนั้นการอ่านหนังสือ นอกจากลูกจะมีคุณธรรม ความอ่อนโยน ยังได้เข้าถึงจิตใจผู้อื่นได้ดีอีกด้วย ทำให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจ เป็นคนที่เข้าใจคนอื่น

”แล้วยิ่งถ้าได้นั่งอ่านด้วยกันพ่อแม่ลูก ก็จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วยค่ะ”


หนังสือรักษาโรคได้ ?

คุณหมอนงพงายังเล่าประสบการณ์ในการเป็นจิตแพทย์ว่าได้ใช้การอ่านหนังสือรักษาคนไข้ด้วย เช่นเด็กที่เครียดหรือก่อนนอนบางคนกัดเล็บ บางคนเล่นอวัยวะเพศ

”โดยให้เด็กเป็นคนถือหนังสือ เป็นคนอ่าน มือเด็กจะได้ไม่ว่าง ไม่ไปทำอะไรที่ไม่ควรทำ จนเขาหลับไป ทำอย่างนี้สักพัก กระทั่งสิ่งที่เขาเคยทำซ้ำๆ นี่มันออกไปจากหัว เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจที่ได้ผลทีเดียว
”แล้วตัวหนังสือยังรักษาโรคเหงาได้ดีอีกด้วยนะคะ”

คุณหมอบอกว่า “ถ้าเปรียบคนอ่านหนังสือกับดูภาพยนตร์ จะเห็นเลยว่า คนอ่านหนังสือจะสร้างจินตนาการได้เอง มีอิสระมากกว่า”


สนุกอ่าน

สำหรับการจูงใจให้เด็กหันมารักการอ่าน ต้องหาเทคนิคและแรงกระตุ้นต่างๆ เช่น เด็กบางคนขยาดตัวอักษรเยอะๆ ลายตา ก็ควรหาหนังสือที่มีรูปภาพเยอะๆ มากระตุ้นจินตนาการก่อน หรือคิดเกมสนุกๆ ควบคู่ไปกับการอ่าน เช่น ยอมอุทิศฝาบ้านเนรมิตเป็นทุ่งดอกไม้ ใครอ่านหนังสือเล่มไหนมาก็เขียนชื่อหนังสือและข้อคิดที่ได้สั้นๆ ลงในรูปดอกไม้ ยิ่งมีดอกไม้ในสวนมากเท่าไหร่ แสดงว่าบุปผาแห่งปัญญาของลูกก็ยิ่งเบ่งบานมากขึ้นเท่านั้นค่ะ หรือไม่ก็ให้ลูกจดไว้ในสมุดบันทึกก็ได้ว่า อ่านอะไร และได้อะไรจากสิ่งที่อ่าน สมาชิกในบ้านผลัดกันเล่าถึงเรื่องที่ตัวเองอ่าน ยังเป็นการทบทวนที่ดีว่าเขามีสมาธิในการอ่าน จำได้ ลำดับเรื่องราว และสรุปข้อคิดในสิ่งที่อ่านได้แค่ไหน

หรือลองใช้การอ่านพัฒนาการกระบวนการคิดของลูกให้รอบด้านก็ยังได้ อาจให้อ่านเที่ยวแรกสมมติตัวเป็นพระเอกอ่านอีกเที่ยวสมมติว่าตัวเป็นผู้ร้าย แล้วลูกจะได้เรียนรู้ชีวิตอย่างมีมติลึกซึ้งมากขึ้นได้ค่ะ ลองคิดหากิจกรรมใหม่ที่ต่อยอดจากการอ่านของลูกดูนะคะ บรรยากาศการอ่านของบ้านจะได้สนุกและมีชีวิตชีวามากขึ้น

ปิดเทอมนี้ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะเหงาแล้วไปติดเกมคอมพิวเตอร์ หากชวนลูกมาอ่านหนังสือด้วยกัน หรือพากันไปช้อปปิ้งหนังสือมาตะลุยอ่านกันให้สนุกไปเลย

อ.สุพรรณีแนะวิธีพิจารณาเลือกหนังสือให้ลูก โดยเริ่มเลือกจากความสนใจของลูกก่อน แล้วจึงพิจารณารูปเล่ม วิธีการนำเสนอ เพราะหนังสือดีไม่จำเป็นต้องมีข้อความเยอะเสมอไป การเล่าเรื่องด้วยภาพก็เป็นการกระตุ้นจินตนาการได้อีกทาง จากนั้นจึงมาดูส่วนเนื้อหาว่าหนังสือนี้อ่านแล้วให้อะไร ซึ่งหนังสือเด็กควรจะมี 7 เรื่องต่อไปนี้ อาจมีไม่ครบทุกข้อ แค่มีอย่างสองอย่างก็คิดว่ามีค่าพอ ที่จะเลือกเป็นเพื่อนของลูกแล้วละ

หนังสือดีต้องมีเรื่องเหล่านี้ให้เด็กๆ อ่านค่ะ...
1. เรื่องราวของการได้รับความรัก และการแสดงความรักต่อผู้อื่น
2. เรื่องราวที่สร้างความรู้สึกอบอุ่น มั่นคงปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ
3. เรื่องราวของการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนหรือในครอบครัว
4. เรื่องราวของการประสบความสำเร็จ
5. มีความแปลกใหม่
6. ให้การเรียนรู้
7. มีความงาม
อ.สุพรรณียังแนะอีกว่า “หนังสือดีต้องทำให้เกิดคำถามแล้วมีการคลี่คลายให้คำตอบ เด็กจะได้สนุกกับการลุ้นและเรียนรู้ไปพร้อมกัน”


(update 11 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. kids&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 109 เมษายน 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600