ตลอดเวลามนุษย์เผชิญกับสถานการณ์ที่ดีและร้าย ถ้าเด็กขาดข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะหน้า
เขาก็จะไม่ฉลาด แม้ความฉลาดจะมาจากพันธุกรรม แต่อีกส่วนได้จากการเปิดโอกาสให้สมองคิดบ่อยๆ
ด้วยคำอธิบายง่ายๆ ตรงไปตรงมา และข้อมูลที่มากพอเด็กจะพบวิธีควบคุมจัดการความรู้ด้วยตัวเอง
ซึ่งเป็นธรรมชาติของสมองเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ โดยเฉพาะช่วงแรกเกิดสมองสร้างเซลล์
ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ล้านเซลล์ใน 1 นาที
ดิฉันมีข้อมูลที่ Doman สอนหนังสือให้เด็กคิดอยู่ 3 แบบ คือ
1. สอนให้เด็กมีความรู้รอบตัว
2. สอนให้เด็กอ่านหนังสือออก
3. สอนให้เด็กคิดเลขเป็น
โดยครั้งนี้ขอเสนอการสอนแบบแรก ที่สร้างวิธีคิดให้เด็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เข้าใจได้ง่าย
เมื่อเข้าใจวิธีนี้แล้ว ก็จะเข้าใจการสอนให้ลูกอ่านหนังสือออกในบทต่อไปได้ง่ายขึ้น
คุณพ่อคุณแม่หารูปภาพขนาดใหญ่พอประมาณ ที่มีลักษณะจำเพาะ เจาะจง (หาซื้อภาพได้จากร้านไทยวัฒนาพาณิช)
มาตัดพื้นหลังและส่วนเกินต่างๆ ออก แล้วติดบนกระดาษขาวเทา ขนาด 11 คูณ 11 นิ้ว จัดเก็บภาพให้เป็นชุด ชุดละ 10 ภาพ เช่น
10 ภาพบัตรชุดที่ 1 ชุดนก อาจประกอบด้วยภาพ นกกระจาบ อีกา พิราบ กระยาง
กระจอกเทศ เอี้ยง นกยูง นกแก้ว กาเหว่า หงษ์หยก เป็นต้น
10 ภาพบัตรชุดที่ 2 ในวันที่ 2 อาจเป็นชุดอวัยวะของร่างกายประกอบด้วย ตา หู จมูก ปาก
แขน ขา นิ้ว ไหล่ ผม คิ้ว เป็นต้น
10 ภาพบัตรชุดที่ 3 ในวันที่ 3 อาจเป็นชุดสุนัข ประกอบด้วย หลังอาน (สุนัขที่คุณเลี้ยงอยู่) บางแก้ว
ชิสุ เชาเชา ดัชชุน คอสลิน เยอรมัน แชฟเฟิด บ๊อกเซอร์ โดเบอแมน ปักกิ่ง เป็นต้น และชุดต่อไป
เช่น ชุดต้นไม้ ดอกไม้ เครื่องใช้ในบ้าน ฯลฯ ให้ดูวันต่อๆ ไป
แต่ละชุดเป็นภาพสู่โลกกว้างๆ เท่าที่จะกว้างได้ และมีความต่อเนื่องหรือสัมพันธ์กับชุดที่เคยเสนอไป
ในเวลาและจำนวนครั้งที่เท่ากันคือวันละ 1 ชุด ให้ดูทีละภาพสับจากภาพแผ่นหลังสุดขึ้นมาไว้ข้างหน้า เป็นลำดับ
ชุดละ 3 เวลา หลังอาหารเช้า บ่าย 4 โมง และหลังอาหารค่ำ ครั้งละ 10 วินาที เรียกชื่อภาพ พร้อมอธิบายภาพสั้นๆ
ด้วยประโยคเดียวกันทั้ง 3 เวลา ตัวอย่างภาพอีกาอธิบายสั้นๆ ว่า นกตัวใหญ่สีดำร้องกากา
เขาจะจำและรับรู้สิ่งที่คุณพูดทั้งหมดได้ทั้ง 10 ภาพ อย่างง่ายดาย ถ้าคุณแม่เตรียมตัวมาดี
และเข้าใจถึงลักษณะสมองของเขาที่จะแตกความคิดได้ถึง 3,628,800 เรื่อง
เพราะสมองมีช่องบรรจุหน่วยความจำถึง 125,500,000,000 เรื่อง นั่นหมายถึง
ยิ่งเด็กรับรู้ภาพในโลกกว้างมากเท่าไร สมองก็จะพัฒนาเป็นความรอบรู้มากขึ้น
วันใหม่ควรใช้ภาพชุดใหม่ เอาชุดที่สอนเมื่อวานไปเก็บไว้อย่างน้อย 10 วัน ค่อยนำออกมาสอนใหม่
เพื่อไม่ลากเรื่องในการสอน การสอนซ้ำๆ บอกย้ำๆ จะทำให้การสอนไม่ได้ผล เพราะเด็กจะเบื่อ ท้อแท้
ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เชื่อมั่นว่าเขาจะจำได้ เทคนิคการสอนจึงควรใช้น้ำเสียงที่น่าตื่นเต้น
เพื่อให้จดจำได้ในครั้งเดียว
การวางแผนการสอนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณตั้งใจทำบัตรภาพดีมากเท่าไร มันก็จะมีประสิทธิภาพจับใจเด็ก
ในการมองและจดจำง่ายขึ้น ความไม่เคยชินเป็นปัญหาหลักที่เกิดกับคุณแม่ที่เริ่มสอนลูกใหม่ๆ
ทำให้สอนลูกตะกุกตะกัก ไม่น่าสนุก ดังนั้นก่อนสอนลูกจึงควรฝึกซ้อมกับคุณพ่อ หรือหน้ากระจกจนคล่องแคล่ว
และเตรียมภาพชุดใหม่ไว้ล่วงหน้า
ก่อนสอนจริงควรปิดวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ และไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวน มีเพียงคุณและลูก 2 ต่อ 2 นั่ง
ในท่าสบายห่างกันประมาณฟุตครึ่ง เพื่อให้เด็กจดจ่อ ใช้สมองคิด เอาภาพไปผสมกัน หรือแยกแยะ
แจกแจงเรื่องออกไปอย่างกว้างขวาง หรือจับคู่สลับข้ามกันไปมา ซึ่งเป็นธรรมชาติการเจริญเติบโตของสมอง
จำเป็นมากที่คุณควรอธิบายภาพตามความจริงสั้นๆ เพิ่มเติมให้เด็กเข้าใจเรื่องมากขึ้น
จึงไม่ควรอธิบายภาพตามความรู้สึกของคุณเองว่าคุณรู้ แต่ควรค้นหาความจริงจากหนังสือเฉพาะเรื่องนั้น
เพื่อให้ความรู้ที่จะเติมเข้าไปในสมองของลูกเป็นจริง แต่ปรับเปลี่ยนนำมาอธิบายใหม่ให้ง่ายที่สุดในแบบของคุณเอง
โดยเขียนคำอธิบายไว้ด้านหลังของภาพ
เมื่อคุณนำภาพเก่าที่เก็บไว้ มาสอนเป็นครั้งที่ 2 คุณจะประหลาดใจว่า บางภาพเด็กซึมซับจดจำได้หมดทุกถ้อยคำ
และเมื่อคุณสอนลูกไปมากกว่า 10 ชุด จึงค่อยเพิ่มภาพที่เคยสอนมาแล้ว โดยเป็น 10 ภาพในชุดเดิม
แต่เปลี่ยนคำอธิบายจากเดิมที่เคยบอกไว้ บวกกับ 10 ภาพในชุดใหม่ พร้อมกับคำอธิบายสั้นๆ
หรือถ้าคุณไม่ได้เปลี่ยนคำอธิบายในภาพเก่า อาจใช้วิธีสลับตำแหน่งของภาพเก่าให้ต่างจากการสอนในครั้งที่แล้ว
จะทำให้เด็กรู้สึกว่าการสอนสดใหม่ แต่อย่าสลับบัตรภาพข้ามชุดเก่ากับชุดใหม่ เพราะจะทำให้เด็กสับสน และเข้าใจผิด
ธรรมชาติของสมองจะรับการสอนได้ไม่เกินครั้งละ 30 ภาพ หรือ 3 ชุด โดยเป็นภาพเก่า 2 ชุด
สลับตำแหน่งภาพ แต่เรียงชุด ภาพใหม่ 1 ชุด เรียงภาพไปตามลำดับ
ตัวอย่างวิธีอธิบายภาพอีกา (อธิบาย 3 เวลาต่อวัน คิดเป็นการอธิบายครั้งหนึ่งๆ)
อธิบายภาพการสอนครั้งที่ 1 นกตัวใหญ่สีดำร้องกากา (ควรร้องเสียงดัง ฟังหนวกหู ตามบุคลิกของอีกา)
อธิบายภาพการสอนครั้งที่ 2 กาชอบทำรังบนกิ่งไม้สูงบนต้นไม้ เป็นต้นไม้ที่อยู่ใกล้ทุ่งกว้าง เช่น ทุ่งนา
อธิบายภาพการสอนครั้งที่ 3 กาทำรังด้วยกิ่งไม้แห้ง และเศษหญ้าแห้ง
อธิบายภาพการสอนครั้งที่ 4 กากินแมลง เมล็ดพืช ผลไม้ เมล็ดถั่วเป็นอาหาร
อธิบายภาพการสอนครั้งที่ 5 กาจะออกไข่เพียงปีละ 1 ครั้ง
อธิบายภาพการสอนครั้งที่ 6 บางครั้งกากินซากสัตว์ตาย ไข่แตก เศษปลา เศษอาหารกองขยะ
อธิบายภาพการสอนครั้งที่ 7 กาเป็นนกในทุ่งนา จึงไม่อาศัยริมทะเล
ลูกอาจเห็นว่าคุณกำลังอ่านคำอธิบายจากหลังภาพก็ได้ ไม่ใช่เรื่องต้องปิดบัง
ถ้าเขาสนใจอาจชวนให้อ่านพร้อมกับคุณในอนาคตได้ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการอ่านหนังสือออกด้วย
คุณจึงควรเขียนคำอธิบายหลังภาพไว้ชัดเจน และตัวใหญ่พอควร
การสอนเหมือนชวนให้ลูกสนุก จึงอาจเลยเวลาสอนใน 10 วินาทีได้ แต่ไม่ควรหาเวลาสอนบ่อยขึ้นกว่าเดิม
ถ้าเด็กไม่พร้อมจะรับรู้ควรหยุดสอนดีกว่าสอนต่อไปจนเด็กเห็นภาพชุดใหม่หมดชุด เพราะจะทำให้เด็กเบื่อ
เมื่อคุณนำมาให้เขาดูเมื่อเขาพร้อมในคราวหน้า ส่วนคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้าน ไม่ควรจะเครียด
เพราะจะทำให้ไม่ได้ผลในการสอน แต่ควรใช้เวลาที่มีน้อยอย่างมีคุณภาพ ก็จะได้ผลเช่นกัน
เมื่อคุณพ่อคุณแม่เข้าใจวิธีการสอนนี้ถูกต้องคือ ไม่แช่ภาพ 1 ภาพ พร้อมบอกย้ำๆ ซ้ำๆ
ในการสอนแต่ละครั้ง แต่สอนด้วยเสียงน่าสนุกที่ได้ผลกว่า คราวที่จะสอนให้ลูกอ่านหนังสือออก
ก็ใช้หลักการสอนเดียวกัน ถ้าอ่านวิธีการสอนลูกให้มีความรู้รอบตัวด้วยภาพ และเริ่มสอนลูกไปบ้างแล้ว
ก็จะเข้าใจว่า เราจะไม่เริ่มสอนให้ลูกอ่านหนังสือ ด้วยการไล่ด้วยตัวอักษร ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก
แต่คิดออกว่าควรสอนในลักษณะใด ถ้าไม่แน่ใจ ฉบับหน้าจะนำวิธีมาเฉลยค่ะ
(update 15 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 สิงหาคม 2547 ]
|