เล่นสนุกสร้างลูก smart


ยุคนี้สมัยนี้จะทำอะไรก็ต้อง SMART ตัวนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ดูดีดูเท่อย่างเดียวนะคะ แต่ทำแล้วต้องดูมีกึ๋นมีหัวคิดด้วย มันถึงจะเท่ของแท้ ส่วนถ้าเป็น SMART ที่ใช้กับเด็กๆ ก็มักจะหมายถึงความเฉลียวฉลาด เมื่อคราวก่อนเราคุยกันถึงเรื่องความฉลาดในแง่มุมต่างๆ ไปแล้ว ฉบับนี้เรายังอยู่กันที่เรื่องความเฉลียวฉลาดของลูกค่ะ แต่จะเน้นหนักไปที่วิธีการสร้างเสริมความฉลาด หรือ SMART นี่ล่ะ โดยเฉพาะวิธีเล่น

ออกจะมั่นใจเอามากๆ ค่ะว่าพ่อแม่สมัยนี้โดยเฉพาะพ่อแม่ชาวรักลูก น้อยคนเหลือเกินที่ไม่รู้ว่า “เล่น” น่ะพัฒนาศักยภาพของลูกได้ ทั้งพัฒนาการ การเรียนรู้ สติปัญญา และความรู้สึกทางจิตใจ แต่ก็มีบ้างที่ไม่รู้ว่าเล่นกับลูกยังไง เล่นกับลูกไม่เป็น หรือบางทีงานการก็เบียดเอาเวลาที่คุณจะได้ “เล่น” กับลูกไป กลายเป็นว่ายกหน้าที่อันสำคัญนี้ให้สารพัดของเล่นทั้งไฮเทค ไม่ไฮเทค และพี่เลี้ยงที่ไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน จะรัก จะเล่นกับลูกเราหรือเปล่า หรือปล่อยให้ทีวีเป็นเพื่อนแก้เหงาของลูกแทน

ฉะนั้นครั้งนี้เราจึงเตรียมการเล่นที่ทั้งง่าย สนุก และช่วยพัฒนาลูกคุณมาแนะนำค่ะ


ของเล่น อุปกรณ์เพื่อการเล่น

พอพูดถึงการเล่น แน่นอนค่ะใครๆ ก็ต้องนึกถึงของเล่น หลายบ้านที่พอตระหนักว่าเรื่องเล่นสำคัญกับลูกมาก ก็เลยยกแผนกของเล่นมาไว้ที่บ้านมันซะเลย แต่ให้ของเล่นเยอะแค่ไหน ไฮเทคเพียงใด ถ้าขาดเพื่อนเล่นแสนดีอย่างคุณพ่อคุณแม่แล้วของเล่นนั้นก็คงจะพัฒนาลูกไม่ได้เต็มศักยภาพหรอกค่ะ โดยเฉพาะกับลูกเล็กๆ แล้วพ่อกับแม่แทบจะเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเขาเลยล่ะ

ที่บอกอย่างนี้ไม่ได้ปฏิเสธและไม่ต่อต้านการซื้อหาของเล่นมาให้ลูกเล่นนะคะ แต่อยากเชียร์ให้คุณหาเวลาเล่นกับลูก ยิ่งลูกวัยเล็กๆ การเล่นของเขาไม่ได้ซับซ้อนมาก เราสามารถจะเล่นกับเขาได้ทุกที่ทุกเวลาที่ลูกต้องการ

ขณะเดียวกันของเล่นที่จะซื้อเข้าบ้านก็ไม่จำเป็นต้องมากชิ้นหรือไฮเทคมากมายอะไร ขอแค่เลือกให้เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของลูก มีความปลอดภัยไม่แตกหัก สีหลุดลอกง่ายและมีความหลากหลายโดยเฉพาะวิธีการเล่น นั่นคือ ของเล่นชิ้นนั้นลูกสามารถดัดแปลงวิธีเล่นได้หลายวิธี เช่น ของเล่นจำพวกบล็อกไม้ เลโก้ ชุดหม้อข้าวหม้อแกง ของเล่นประกอบการเล่นบทบาทสมมติ เช่น ชุดเครื่องมือคุณหมอ ชุดอุปกรณ์เสริมสวย ช่างซ่อม เป็นต้น


เล่นพัฒนาสมองลูก

เด็กๆ เขาเกิดมาเพื่อเล่นค่ะ เรียกว่าเป็นทั้งงานหลักและงานรองของเขาเลยล่ะ การเล่นเป็นหนทางที่เด็กเขาจะได้ฝึกใช้ความคิดแบบที่ไม่ต้องเครียด แถมยังสนุกด้วย เพราะระหว่างที่คุณเห็นลูกเล่นสนุกอยู่นั้น สมองของเขากำลังสังเกต ทดลอง ใช้ความคิด จินตนาการ วางแผนการเล่นว่า จะเล่นอย่างไร แบบไหน แล้วถ้าของเล่นชิ้นนั้น หรือกิจกรรมการเล่นนั้นกระตุ้นให้ลูกได้ใช้ความคิดด้วยแล้วสมองของลูกก็จะยิ่งพัฒนาค่ะ

นอกจากของเล่นที่จะซื้อหามาเล่นกับลูกแล้ว ยังอยากให้คุณๆ ลองพิจารณากิจกรรมเหล่านี้หน่อยค่ะ เพราะเป็นการเล่นที่แทบจะไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย สามารถเล่นกับลูกได้ตลอดเวลา และหลายกิจกรรม คุณสามารถเล่นกับลูกได้ทั้งที่บ้าน นอกบ้าน ระหว่างการเดินทางหรือขณะที่คุณรอทำธุระอยู่ เหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคนี้ค่ะ ลองดูนะคะเผื่อจะเป็นไอเดียให้คุณไปเล่นกับลูก หรือดัดแปลงให้เหมาะกับความชอบของลูกและความถนัดของตัวคุณเองค่ะ
  • จ๊ะเอ๋อยู่นี่ไง เกมง่ายๆ ธรรมดาๆ นี่ล่ะค่ะช่วยพัฒนาสมองลูกได้ และสามารถเล่นได้หลายวิธี เช่น คุณอาจเอามือหรือผ้าปิดหน้าหลบตามมุมห้อง หลังโซฟา เอาของเล่นซ่อนไว้ใต้ผ้า หรืออาจวาดรูปที่นิ้วโป้งแล้วซ่อนนิ้วนั้นให้ลูกหาก็ได้ตามแต่ลูกชอบ

    เกมนี้เล่นกับลูกได้ตั้งแต่ลูกยังไม่ครบขวบเลยค่ะ หรือจะใช้เป็นมุกเล่นสนุกระหว่างใส่เสื้อ – กางเกงให้ลูกก็ได้ เช่น แขนหนูอยู่ไหนนะ ก็จะช่วยให้ลูกสนุกและให้ความร่วมมือกับคุณมากขึ้นค่ะ ซึ่งระหว่างที่คุณเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกอยู่นั้น เซลล์สมองนับร้อยนับพันเซลล์จะมีการทำงานและต่อเชื่อมเซลล์กันค่ะ

  • กระจกวิเศษ ให้ลูกส่องกระจกชี้บอกอวัยวะส่วนต่างๆ ถ้าร้องเป็นเพลงสอนอวัยวะต่างๆ ได้ยิ่งดีค่ะ หรือถ้าลูกพอพูดคุยสื่อสารได้บ้างแล้วก็ลองให้เขายิ้ม แลบลิ้น อ้าปาก ยิงฟันกับกระจกดูสิคะ กิจกรรมนี้ช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดให้ลูกได้ค่ะ

  • จ้ำจี้ แมงมุม ล้อต๊อก นึกถึงการเล่นง่ายๆ สมัยที่เรายังเป็นเด็กสิคะ ทั้งจ้ำจี้มะเขือเปาะแปะ... แมงมุมขยุ้มหลังคา แมวกินปลา... ล้อต๊อกกินขนมครก... เหล่านี้มีท่าทางให้เด็กทำประกอบการร้อง ถึงจะดูเป็นเรื่องธรรมดาของเราแต่สำหรับเด็กแล้วเขาสนุกค่ะ เพราะระหว่างที่เขาฟังเพลงไปนั้นเขาจะคอยคิดตามว่า เดี๋ยวถึงประโยคนี้เขาต้องทำอะไรต่อไป หรือลุ้นว่าเพลงร้องนั้นจะมาหยุดที่เขาหรือเปล่า และในระหว่างนั้นเองเขาจะได้เรียนรู้คำ การทำท่าทางประกอบจังหวะ และฝึกสมาธิไปในตัวด้วยค่ะ

  • เกมที่ให้ลูกจดจ่อไปกับเนื้อเพลงหรือสิ่งที่เราพูด เช่น เพลงเด็กที่เว้นเนื้อร้องให้เราเปลี่ยนคำไปเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกเปลี่ยนท่าทางไปตามเนื้อเพลง เช่น “หากว่าเรากำลังสบายจง...ปรบมือ... พลัน... ” หรือเกมที่ให้ลูกสำรวจตัวเองแล้วทำท่าทางตามคำบอก เช่น คนไหนใส่เสื้อกระโดด 1 ที, ใครใส่รองเท้าปรบมือ 2 ที ซึ่งคุณอาจเติมลักษณะของสิ่งของในตัวลูก เช่น สีแขนสั้น-แขนยาว ประกอบเข้าไปด้วยก็ได้ เกมนี้ได้ทั้งการบริหารกล้ามเนื้อ การสังเกต สมาธิและภาษาค่ะ เหมาะกับเด็กวัย 2 ขวบไปแล้ว

  • ระบำผ้า แค่มีผ้าผืนเดียวกับเสียงเพลงจากตัวคุณพ่อคุณแม่หรือเทปเพลงลูกก็สนุกได้แล้วค่ะ โดยให้แกว่งผ้าไปมาในอากาศ ตวัดผ้าขึ้นลงพร้อมหมุนตัวหรือทำท่าทางต่างๆ ตามจังหวะเพลง แรกๆ คุณพ่อคุณแม่อาจทำท่าทางให้ลูกทำตามก่อน จากนั้นเมื่อเขาสนุกเขาก็จะเคลื่อนไหวในท่าต่างๆ ในแบบของเขาเอง

    เกมนี้ไม่ใช่แค่ได้บริหารกล้ามเนื้อเท่านั้นนะคะ แต่ลูกยังได้ฝึกการเคลื่อนไหวในท่าทางต่างๆ เพื่อควบคุมผ้า ฝึกการทรงตัว ซึ่งขณะนั้นสมองส่วนควบคุมการทรงตัวและเซลล์ประสาท จะส่งเส้นใยออกไปต่อเชื่อมประสานกันค่ะ

  • หนูเห็นอะไร เกมนี้เหมาะเวลาเดินทางไปไหนมาไหนกับลูกค่ะ โดยคุณชี้ชวนลูกดูสิ่งแวดล้อมภายนอก อาจจะป้อนคำถามว่าเขาเห็นอะไร เมื่อลูกตอบก็ตั้งคำถามต่อ เช่น ถ้าลูกต้นไม้ คุณอาจจะถามให้คิดสังเกตต่อว่า “ต้นไม้ต้นใหญ่หรือเล็ก” “สีอะไร” เป็นต้น แต่ต้องพูดคุยถามกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ถามคาดคั้นเอาคำตอบกันจริงจังนะคะ

  • ตามล่าหาสมบัติ เลือกบริเวณที่ปลอดภัยในบ้าน สวนหน้าบ้าน สวนสาธารณะ แล้วเอาของเล่นชิ้นโปรดของลูกไปซ่อนให้ลูกค้นหา แต่อย่าซ่อนลึกลับนักนะคะ เดี๋ยวคนเล่นจะเบื่อหาซะก่อน อาจบอกใบ้ที่ซ่อนให้ลูกบ้าง เพื่อให้ง่ายต่อการคิด จินตนาการ

  • ครื้นเครงเพลงร้อง อย่าเพิ่ง say no ค่ะสำหรับคุณที่ออกตัวว่าเรื่องร้องเพลงขอบาย เพราะเด็กๆ เขาไม่ได้ต้องการนักร้องเสียงทอง ฉะนั้นอย่ากังวลว่าตัวเองจะร้องผิดคีย์ ขอแค่ว่าคุณสนุกกับการร้องนั้นเป็นพอ โดยจะร้องเพลงอะไรก็ได้ ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงเพลงสมัยตัวเองเรียนหนังสือ หรือจะซื้อเทปเพลงเด็กมาฝึกร้องก็ได้ค่ะ โดยระหว่างร้องชวนลูกขยับเนื้อตัวเข้าจังหวะ ถ้าลูกยังเล็กก็จับมือลูกปรบมือ โยกแขนไปมา แล้วปล่อยให้ลูกลองทำเอง หรืออีกวิธีก็คือร้องเพลงในระดับเสียงที่แตกต่างกัน เช่น ครั้งแรกร้องปกติ รอบที่ 2 ร้องด้วยเสียงสูง รอบที่ 3 ร้องด้วยเสียงต่ำ รอบต่อไปลองเอามือบีบจมูกแล้วร้องสิคะ ลูกจะหัวเราะคิกคักชอบใจเชียวค่ะ วิธีนี้ช่วยพัฒนาภาษาและให้ลูกได้เรียนรู้รูปแบบการออกเสียงค่ะ

  • หนังสือของเล่นชิ้นวิเศษ สำหรับเด็กนั้น หนังสือเป็นของเล่นที่พัฒนาการเรียนรู้ของเขาได้มาก สามารถนำมาใช้กับลูกได้ตั้งแต่วัยขวบแรกเลยค่ะ เพียงแค่เลือกชนิดหนังสือให้เหมาะกับวัยเท่านั้นเอง

    สำหรับวัย 1-3 ปีนี้ ควรเลือกเป็นหนังสือภาพสีสันสดใสที่มีข้อความไม่มากนัก และถ้าเป็นนิทานคำกลอนที่มีเสียงสัมผัสเป็นจังหวะสั้นๆ ลูกวัยนี้จะชอบมาก หรือจะเป็นนิทานเรื่องสั้นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องจริงในชีวิตประจำวันของลูกก็จะดีมากค่ะ

    หนังสือจะช่วยพัฒนาลูกในหลายๆ ด้านทั้งประสาท สัมผัส ภาษา และเก็บบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือเป็นข้อมูลในการเรียนรู้ต่อไปด้วย

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้สัมผัสหนังสือเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าลูกยังเล็กในการหยิบหนังสือมาเล่าเรื่องกันควรใช้เวลาสั้นๆ โดยคุณพ่อคุณแม่ชี้ภาพในหนังสือไปพร้อมกับบอกชื่อและทำเสียงประกอบ เสียงสูงๆ ต่ำๆ ประกอบการเล่าจะทำให้ลูกสนใจมากขึ้นค่ะ


กติกาสร้างสนุกและพัฒนาลูก

เพื่อให้การเล่นของลูกทุกครั้งสนุกและมีประโยชน์กับตัวลูก คุณพ่อคุณแม่ต้อง...
  • ให้อิสระในการเล่นกับลูก อย่าเข้มงวดหรือมีกติกา ข้อห้าม ข้อปฏิบัติมากเกินไป จนกลายเป็นการควบคุมการเล่นของเขา ให้เขาได้สนุกกับการทดลอง ค้นหาวิธีการเล่นด้วยตัวเอง มีเราเป็นเพื่อนร่วมเล่นบ้าง เป็นผู้ช่วยบ้างตามจังหวะที่เหมาะสม

  • ให้ได้เล่นกับเพื่อนบ้าง หาเวลาโอกาสให้เขาได้เล่นกับเด็กวัยเดียวกัน เพื่อเขาจะได้พัฒนาทักษะในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน

  • การเล่นกับลูกควรเลือกกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัยและพัฒนาการของลูก อย่าให้ยากจนทำให้ลูกรู้สึกเบื่อและหมดสนุกที่จะเล่น

  • ลูกวัยเล็กขนาดนี้ต้องการการเล่นที่พัฒนาทัษะการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพราะสมองจะพัฒนาไปได้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ร่างกาย กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหว ฉะนั้นคุณควรพาลูกออกไปเล่นในสถานที่ที่โล่งกว้างบ้าง ให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายหลายๆ ส่วนร่วมกัน กิจกรรมที่ลูกได้ควบคุมท่าทาง การเคลื่อนไหวของตัวเอง

  • มีคุณพ่อคุณแม่เป็นส่วนร่วมในกิจกรรมการเล่นนั้นๆ ด้วย เพราะจะช่วยให้ลูกรู้สึกสนุก ปลอดภัยและมั่นใจในการทำกิจกรรมนั้นๆ
เป็นยังไงคะ ไม่ยากเลยใช่มั้ย ฉะนั้นต้องหาเวลาเล่นกับลูกบ่อยๆ นะคะ เพราะไม่เพียงจะได้พัฒนาศักยภาพให้กับลูก ตัวคุณเองก็จะมีความสุขจากการได้เห็นรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของเขายามเขาได้เล่นค่ะ


(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 265 กุมภาพันธ์ 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600