กีฬาของวัยซน เล่นยังไงให้ปลอดภัย


”กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ....”

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคงจะเห็นด้วยกับประโยคติดหูประโยคนี้ใช่ไหมคะ เพราะนอกจากกีฬาจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ช่วยฝึกความมีน้ำใจนักกีฬาแล้ว หากเด็กคนไหนมีความสามารถโดดเด่นในกีฬาด้านใด ก็อาจจะพัฒนาเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้ ที่สำคัญการเล่นกีฬายังช่วยให้เจ้าจอมซนห่างไกลยาเสพติดอีกด้วย เพราะอย่างนี้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจึงสนับสนุนให้เจ้าจอมซนเล่นกีฬาตั้งแต่วัยเด็ก

การเล่นกีฬาสำหรับเด็กนั้นมีเรื่องที่คุณต้องให้ความสนใจอยู่หลายประการทั้งเรื่องพัฒนาการวัยเด็ก สภาพจิตใจ รวมไปถึงเรื่องของอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่ออีกด้วย ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ให้ความรู้กับเราว่า
”การเล่นกีฬาเป็นการออกกำลังกายที่มีรูปแบบชัดเจน มีกฎกติกา ที่เด็กต้องเรียนรู้ มีผลต่อการพัฒนาพละกำลังกล้ามเนื้อตามชนิดของกีฬานั้นๆ ได้ดีกว่าการเล่นอิสระ การเล่นกีฬายังทำให้เด็กได้ฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ ทำงานเป็นทีม รู้กฎระเบียบ แต่สำหรับการเล่นกีฬาที่มีการแข่งขัน อาจจะทำให้เด็กเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายจากการฝึกหนัก เพราะครูผู้สอนขาดความรู้เรื่องพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้เด็กอาจเกิดความเครียดจากการกดดันของผู้สอน พ่อแม่ และจากการเรียนรู้วิธีการเอาชนะนอกกฎ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้สอนสนับสนุนให้ทำ”
การสอนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ให้เล่นกีฬานั้น แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 20 นาที และตามด้วยการเล่นอิสระ 30 นาที เนื่องจากเด็กๆ ยังมีสมาธิไม่ดีพอที่จะเล่นตามกฎระเบียบนานๆ การเล่นตามระเบียบแบบแผนนานกว่า 20 นาทีต่อครั้ง อาจทำให้เด็กรู้สึกเครียดได้ การจะฝึกสอนให้เด็กเล็กสนใจและรักกีฬาต้องทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อเพราะหากเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียนรู้ตั้งแต่เล็ก เด็กจะฝังใจและไม่รักการเล่นกีฬาเมื่อโตขึ้น


เหตุบ่อนทำลาย ทำให้เด็กเบื่อหน่ายกีฬา
1. ฝึกเป็นระเบียบ กติกา มากเกินไปในเด็กเล็ก ไม่มีเวลาให้เล่นอิสระ
2. เน้นการแข่งขันเพื่อเอาชนะ กระตุ้นเร้าเด็กให้เอาชนะเหมือนนักกีฬาผู้ใหญ่หรือวัยรุ่น
3. ผู้ฝึกสอนดุว่า พูดเปรียบเทียบไม่ให้กำลังใจ ทำให้เด็กรู้สึกต่ำต้อย สูญเสียความภูมิใจ
4. เกิดการบาดเจ็บทำให้เด็กหวาดกลัว ไม่กล้าเล่นกีฬาอีก

ปลอดภัยไว้ก่อน

เมื่อเจ้าจอมซนหันมาสนใจการเล่นกีฬาอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือ เรื่องของอุบัติเหตุซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาขณะเล่น คุณหมออิศักดิ์จึงได้เสนอแนะหลักการสำคัญ ของการลดการบาดเจ็บในการเล่นกีฬาทุกชนิดของเด็กซึ่งมี 6 ประการคือ
1. ต้องมีการตรวจร่างกายประเมินสุขภาพเด็กก่อนการฝึกเล่นกีฬา เด็กที่มีปัญหาสุขภาพ เช่นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคไต โรคเลือดออกง่าย ต้องได้รับการประเมินความเสี่ยง และได้รับแผนการฝึกทีเหมาะสม

2. มีความพร้อมในการปฐมพยาบาลทั้งผู้ที่มีความรู้ ยาและเครื่องมือในการปฐมพยาบาล

3. มีผู้ฝึกสอนที่มีความเข้าใจพัฒนาการตามวัยของเด็ก มีความรู้ในเรื่องความเสี่ยงของกีฬาแต่ละประเภท เข้าใจจิตวิทยาพัฒนาการของเด็ก ฝึกสอนโดยคาดหวังให้เด็กได้รับประโยชน์ทั้งการพัฒนาร่างกาย จิตใจและสังคม

4. ป้องกันภาวะการขาดน้ำระหว่างการเล่น เด็กเล็กจะขาดน้ำได้ง่าย ทำให้อ่อนเพลียซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บจากการเล่น ดังนั้นต้องให้น้ำเพียงพอระหว่างการเล่น และไม่ควรให้เล่นนานเกิน 1 ชั่วโมง การเล่นไม่เกิน 1 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำธรรมดาได้ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเกลือแร่

5. การเล่นกีฬาอย่างจริงจัง ทั้งการฝึกสอนทั้งการแข่งขันมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บทั้งสิ้น วิธีการเล่นตามขั้นตอนและกฎระเบียบเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติตาม การชี้แจงวิธีการเล่นและกฎระเบียบก่อนการเล่น และการแข่งขันทุกครั้งจะช่วยลดการบาดเจ็บลงได้

6. จัดเตรียมอุปกรณ์การเล่น อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย ตรวจสอบสภาพสนามให้พร้อมอยู่เสมอ เช่น เสาฟุตบอล แป้นบาส หากอยู่ในสภาพที่ชำรุดมากๆ อาจล้มทับเด็ก เป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้ ดังที่เคยเกิดกับเด็กอยู่เสมอ การใช้ฟันยาง การใส่สนับแข้ง สนับศอก กันล้มในกีฬาที่มีการปะทะ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล จะช่วยลดการบาดเจ็บลงได้

ได้เวลาเล่นกีฬากันแล้วววว...

กีฬามีหลายประเภทให้เลือกเล่นตามความสนใจ แต่สำหรับวัยเด็กเล็กนั้นมีข้อจำกัดด้านร่างกาย ที่ทำให้กีฬาบางประเภทอาจจะไม่เหมาะกับเด็กในวัยนี้ เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่า เจ้าจอมซนเล่นกีฬาอะไรได้บ้าง

  • ฟุตบอล

นับเป็นกีฬายอดฮิตอันดับฟีเวอร์ มีทั้งฟุตบอลกลางแจ้งและฟุตบอลในร่ม และบรรดาดาวดังลูกหนังโลกต่างก็เป็นขวัญใจของเด็กๆ ทั้งนั้นทำให้เด็กหลายคนหันมาลงสนามเตะฟุตบอลเป็นการใหญ่ คุณพ่อคุณแม่บางท่านดูจะเคร่งเครียดมากในการให้ลูกได้รับการฝึกสอนและคาดหวังว่าลูกจะได้เป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคต

อุบัติเหตุและข้อควรระวัง : การกระแทกกัน ก่อให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณใบหน้า ฟัน ศีรษะ ข้อเท้า กล้ามเนื้อต้นขา หรือกระดูกหน้าแข้ง ฯลฯ

สำหรับการเสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้บ่อยจากเสาประตูล้มทับ ดังนั้นการติดตั้งเสาต้องฝังฐานราก มีความแข็งแรงไม่ล้มง่าย สอนเด็กไม่ให้ปีนป่ายเสา ผู้สอนต้องไม่ใช้เสาเป็นบาร์โทนเพื่อออกกำลังกาย

แม้ว่าการวิจัยยังไม่ชี้ชัดถึงอันตรายจากการโหม่งบอล แต่สมองของเด็กจะเติบโตเร็วมากในช่วง 6 ปีแรก จึงไม่ควรให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนจากการฝึกโหม่งบอลก่อนอายุ 6 ปี

ฟุตบอลเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่นักกีฬายอดนิยมมักแสดงพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เด็ก เช่น พฤติกรรมความรุนแรง การทำผิดกติกา แกล้งทำให้ผู้อื่นรับผิด ผู้ฝึกสอนจึงต้องระมัดระวังมิให้เด็กๆ ซึมซับพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ตั้งแต่วัยเยาว์


  • เทนนิส

เทนนิสเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่สมควรเล่นให้ถูกวิธีตั้งแต่แรก เนื่องจากการตีผิดวิธีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ข้อมือบังคับลูกคล้ายแบดมินตัน จะทำให้เส้นเอ็นที่ข้อมือและข้อศอกได้รับบาดเจ็บได้ การหวดแร็กเก็ตอย่างรุนแรงแต่ผิดวิธี อาจทำให้เกิดการสะบัดต้นคอรุนแรงไปด้วย ทำให้กล้ามเนื้อต้นคอฉีกขาดาหรือข้อต่อส่วนคอเคลื่อนได้ การตีลูกแบ็คแฮนด์ที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เอ็นที่ยึดติดกับกระดูกข้อศอกเกิดการอักเสบได้เช่นกัน

อุบัติเหตุและข้อควรระวัง : เทนนิสจะเคลื่อนที่เร็วมากเมื่อถูกตีด้วยหน้าไม้ ความเร็วนี้ก่อให้เกิดแรง ซึ่งเมื่อกระทบถูกร่างกายอาจก่อให้เกิดรอยฟกช้ำดำเขียว หากกระทบลูกตา กระบอกตา อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกในตา ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะตาบอดได้ ในระหว่างการเล่นของเด็กเล็กพบว่า เด็กมักวิ่งไปทั่วสนาม ตีลูกแรงๆ ใส่กัน หรือตีโชว์แรงๆ ดังนั้นในสนามเทนนิสผู้ฝึกสอน ต้องดูแลการเล่นของเด็กตลอดเวลา นอกจากนี้ต้องเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสม เด็กเล็กที่ฝึกเล่นต้องใช้ไม้ที่มีขนาดเล็ก เบา และสั้นกว่าที่ผู้ใหญ่ใช้ เพื่อมิให้น้ำหนัก และแรงเหวี่ยงที่เกิดจากไม้มากจนเกินกว่าที่เด็กจะต้านได้


  • การวิ่ง (จ๊อกกิ้ง)

มีประโยชน์ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหัวใจ ขยายปอด และสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งขึ้น จิตใจสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่อาจเกิดผลเสียคือ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น บริเวณน่อง ข้อเท้าบาดเจ็บ โดยมากมักเกิดจากสาเหตุดังนี้
1. เลือกรองเท้าที่ไม่เหมาะสม
2. ท่าวิ่งที่ถูกต้องตามศาสตร์แห่งการวิ่งนั้น ให้เริ่มที่ลำตัวต้องตั้งตรงตั้งฉากกับพื้น ศีรษะเงยหน้ามองตรง ลำตัว คอ แขน ไม่ต้องเกร็งมือ กำพอหลวมๆ ข้อศอกงอเป็นมุมราวๆ 80-100 องศา และเวลาวิ่งให้ลำตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
3. วิ่งในที่ชันอยู่เสมอ เช่น บันได เนินเขา จะเกิดอาการปวดหลัง ปวดเข่าจนเรื้อรังได้ในที่สุด ดังนั้นทางวิ่งที่ดีควรเป็นทางราบ
4. วิ่งมาก หรือวิ่งเร็วเกินไป
การจัดพื้นที่ให้เด็กจ๊อกกิ้งต้องปลอดจากรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี ไม่ควรวางใจว่าเด็กจะระวังภัยได้ด้วยตนเอง ผู้ใหญ่ต้องเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเคยอธิบายเหตุผลอันตรายจากรถให้ฟังแล้วก็ตาม ดังนั้นควรให้เด็กวิ่งอยู่ข้างหน้า ผู้ใหญ่วิ่งใกล้ชิดและมองเห็นเด็กอยู่ตลอดเวลา


  • ว่ายน้ำ

เป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยมที่ทุกเพศทุกวัยให้การยอมรับ การบาดเจ็บเนื่องจากการว่ายน้ำมีเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำ เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายแบบอื่น ในทางกลับกันยังช่วยรักษาและประคับประคองผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บตามข้อต่อต่างๆ อันเนื่องจากการเล่นกีฬาประเภทอื่นอีกด้วย

ในเด็กเล็กเราสอนให้รู้จักอันตรายของน้ำ อย่าอยู่ใกล้แหล่งน้ำได้ตั้งแต่อายุ 18 เดือน สอนการช่วยตัวเองเมื่อตกน้ำได้ตั้งแต่อายุ 2 ปี อย่างน้อยให้รู้จักตะเกียกตะกายเข้าฝั่งเมื่อตกน้ำใกล้ๆ ฝั่ง หรือกระเดือกๆ ตัวขึ้นพ้นน้ำและเลี้ยงตัวได้สักครึ่งถึงหนึ่งนาทีเพื่อให้มีโอกาสที่มีคนมาพบเห็น เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี สามารถสอนให้ว่ายน้ำได้ แต่ไม่ว่าจะว่ายเป็นแล้วหรือไม่ก็ตาม เวลาเด็กวัยนี้เล่นน้ำต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

อุบัติเหตุและข้อควรระวัง : การ “ดำอึด” ใครกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานกว่าคนนั้นชนะ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะเด็กที่ต้องการแข่งขันกัน หากมีการหายใจเข้าออกแรงๆ ก่อน จะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำ เวลากลั้นหายใจจนสมองขาดออกซิเจนแล้วคาร์บอนไดออกไซด์ก็ยังไม่สูงพอที่จะขับเคลื่อนให้สมองสั่งการหายใจได้ ทำให้เด็กหมดสติ สำลักน้ำ และอาจเสียชีวิตได้

ข้อควรระมัดระวังในการว่ายน้ำ คือการเป็นตะคริว เด็กเล่นน้ำหลายชั่วโมงติดต่อกัน มีโอกาสเกิดการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อได้ง่าย เมื่อเกิดเป็นตะคริวเด็กจะตกใจและช่วยตัวเองไม่ได้ อีกเหตุหนึ่งคือการวิ่งเล่นรอบสระซึ่งลื่นล้มง่าย บางครั้งล้มศีรษะกระแทกพื้นหมดสติก่อนตกลงไปในน้ำ การกระโดดน้ำตามเพื่อนหรือเลียนแบบเด็กโตเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พ่อแม่คาดไม่ถึงว่าเด็กจะทำ และอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

การบาดเจ็บที่พบบ่อยอีกอย่างคือ การถูกแดดเผาจนผิวหนังไหม้ปวดแสบปวดร้อน เพราะฉะนั้นไม่ควรให้ลูกว่ายน้ำกลางแดดจ้าและอย่าปล่อยให้ว่ายน้ำนานจนเกินไป นอกจากนี้ควรทาครีมป้องกันแดดให้ลูกด้วย


  • แอโรบิคแด๊นซ์

ผลดีของการออกกำลังกายประเภทนี้ก็คือทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การทำงานของหัวใจและปอดจะแข็งแรงขึ้น ข้อต่างๆ ตามร่างกายจะมีความยืดหยุ่น คล่องแคล่วยิ่งกว่าเดิม ร่างกายจะกระฉับกระเฉง จิตใจสดชื่นแจ่มใส

ข้อควรระวังสำหรับเด็กๆ คือเวลาเริ่มต้นต้องค่อยเป็นค่อยไป จะเต้นตามผู้ใหญ่ที่เต้นมานานแล้วไม่ได้ อย่าให้เด็กเต้นท่าที่เร็วแรงมากและอย่าเต้นนานเกินไป

แม้ว่ากีฬาจะเป็นกิจกรรมที่ให้คุณประโยชน์มากมายต่อผู้เล่น แต่ก็ควรเล่นอย่างระมัดระวัง และปฏิบัติตามหลักการเล่นที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยังขาดความระมัดระวัง คุณพ่อคุณแม่จึงควรศึกษาหาความรู้ในกีฬานั้นๆ ให้ถ่องแท้เสียก่อนและคอยดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ยาวิเศษกลายเป็นยาขมสำหรับลูกได้ค่ะ


(update 21 มกราคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 กันยายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600