พ่อแม่เป็นพิษ (TOXIC PARENT) อนาคตลูกเป็นอย่างไร ?


…เราไม่มีค่าพอสำหรับความรักของพ่อแม่ ?
...เรื่องเล่าจากความเจ็บปวดของหนู !
...หนูเสียใจค่ะ พ่อกับแม่ไม่มีเวลาให้หนู ถ้าไม่มีหนูพ่อกับแม่และน้องคงจะสบาย...ลาก่อนค่ะ !
...ถ้าหนูบอกแม่ พ่อจะฆ่าแม่ให้ตายกับมือ !
...แม่ครับผมเสียใจที่ทำให้แม่ผิดหวัง !
...สัญญาณอันตรายเมื่อพ่อ-แม่ไม่รู้จักลูกตัวเอง !

เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ใช่เรื่องของใครของมัน และก็ไม่ใช่เรื่องของเราอย่าไปยุ่ง.. แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของทุกๆ คนโดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อและเป็นแม่ ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะภายในครอบครัว ...แต่เมื่อมองลึกลงไปเหตุการณ์วันนี้กลายเป็นปัญหาของสังคมในวันข้างหน้า เพราะเด็กวันนี้เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาจะมีอดีตที่ฝังลึกในใจ พร้อมแสดงออกเสมอเมื่อมีสิ่งเร้ามาทำให้จิตใจย้อนคิดคำนึงถึง เรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง มาดูว่าพ่อแม่เป็นพิษแสดงออกมาในรูปแบบใดบ้าง


ความรุนแรงในครอบครัวสาเหตุหลักที่ส่งผลโดยตรงสู่ลูก

ในสภาพปัจจุบันปัญหาครอบครัวมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น เด็กไทยบางส่วนหรือที่กำลังจะขยายเป็นส่วนใหญ่เกิดมาท่ามกลางสภาพครอบครัวที่แตกแยก ตกอยู่ในภาวะที่พ่อแม่ใช้ความรุนแรง ทารุณ ทำร้ายร่างกาย จิตใจ รวมถึงการละเมิดทางเพศในสายเลือดตัวเอง... ว่ากันว่าสาเหตุของการใช้ความรุนแรงในครอบครัวมักเกิดจากการกระทำของผู้เป็นพ่อแม่ที่ไม่แสดงออกทางวาจา แต่ใช้การกระทำแก้ปัญหาทางอารมณ์ ในทางกลับกันการก่อให้เกิดความรุนแรงเกิดเพราะแม่ชอบใช้วาจาเสียดสี เปรียบเปรยกระทบกระเทียบจนพ่อเกิดความโมโหบันดาลโทสะออกมาสู่แม่และลูก ที่เปรียบเสมือนเหยื่อตัวน้อย ที่ยากนักจะรู้จักความผิดชอบชั่วดีในใจของผู้เป็นพ่อและแม่ ภาพเหตุการณ์ที่พบเจอตั้งแต่เด็ก กลายเป็นผลกระทบด้านจิตใจที่ฝังแน่น

...ทำไมเวลาที่พ่อเมามาพ่อต้องตบตีแม่ทุกครั้ง ?
...ทำไมแม่ไม่เชื่อว่าพ่อทำร้ายหนูทุกครั้งที่แม่ไม่อยู่บ้าน ?
...ทำไมแม่ทิ้งหนูและน้องไป แม่ไม่รักเราหรือ ?
...ทำไมเวลาพ่อกลับบ้านเราอยากวิ่งหนีให้ไกล ?

คำถามเหล่านี้กลายเป็นตราบาปที่ติดตัวไปทุกช่วงวัย ไม่ได้รับการเยียวยาจากพ่อหรือแม่แน่นอน เด็กเหล่านี้กลายเป็นเด็กที่มีโลกส่วนตัว กลัวว่าคนรอบข้างจะรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ปมเหล่านี้สะกิดใจเสมอว่าถ้ามีคนรู้ เขาคงยากที่จะอยู่อย่างมีความสุขในสังคมได้


การขาดความรักที่แท้จริง...
สิ่งนี้บ่งบอกว่าลูกจะรักใครไม่เป็น

ผลจากการสำรวจความเห็นของเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปีทั่วประเทศจำนวน 3,849 คน โดยสถาบันราชภัฏสวนดุสิตพบว่า ความรัก ความเข้าใจและการให้คำปรึกษาเป็นสิ่งที่เด็กอยากขอร้องให้มีในตัวพ่อและแม่ เป็นอันดับสอง (26.53%) รองจากการขอให้พ่อแม่รักกันมากๆ หยุดทะเลาะกัน อย่าหงุดหงิดกับลูก (46.53%) ผลการสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าลูกต้องการความรักจากพ่อและแม่มาก

การที่พ่อแม่ไม่รู้จักแสดงความรักต่อลูก จะด้วยสาเหตุของชีวิตความเป็นอยู่หรือการไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดู ผลที่ตามมาก่อให้เกิดความคิดในใจลูกว่าในเมื่อพ่อและแม่ที่คิดว่าจะเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดยังไม่รักเรา แล้วทำไมเราจะต้องไว้เนื้อเชื่อใจและมอบความรักของเราให้คนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าเมื่อโตขึ้น แนวโน้มที่ลูกจะเป็นคนที่รักใครไม่เป็นจึงมีสถิติสูงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย


การคาดหวังที่สูงในตัวลูก...
รู้ไหมว่าท้าทายให้ลูกคิดฆ่าตัวตาย

พ่อแม่จอมบงการชีวิตลูก หรือเรียกอีกอย่างคือพ่อแม่ที่ขโมยตัวตนที่แท้จริงไปจากตัวลูก การขีดเส้นชีวิตให้ลูกเดินตามทางที่พ่อแม่อยาก แต่ลืมนึกไปว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความอยากของลูก แต่ถ้าลูกทำไม่ได้มันจะทำให้พ่อแม่เสียใจ ช่วงชีวิตวัยเด็กหายไปจากตัวตนของลูกอย่างสิ้นเชิง

...ลูกต้องทำอย่างที่แม่บอกนะไม่อย่างนั้นไม่ต้องมาพูดกัน
...ถ้าลูกไม่ทำอย่างที่พ่อสั่งก็ไม่ต้องมาเป็นพ่อลูกกัน
...ลูกต้องเข้าใจนะคะว่า ที่แม่ทำลงไปเพราะแม่รักลูกอยากให้ลูกมีอนาคต
...ลูกจ๋าดูซิลูกลุงยังเรียนได้ที่หนึ่งทุกเทอม ลูกต้องทำให้ได้แบบนั้นนะแม่จะได้ไม่อายเขา
...ลูกเรียนพิเศษวันละวิชานะคะจะได้เก่งๆ
...ลูกลูกจะต้องดูหนังสือทุกวันนะคะเวลาสอบจะได้สอบได้คะแนนเยอะๆ

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่เพียงไม่กี่ครอบครัว แต่ในสังคมปัจจุบันกำลังเพิ่มปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ และก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องเสียใจอย่างที่สุดแทนการเห็นลูกทำให้ตัวเองสมหวังตามที่ขีดเส้นไว้ให้ เพราะว่าเมื่อลูกทำไม่ได้อย่างที่พ่อแม่คาดหวัง สิ่งที่ลูกกลัวยิ่งกว่าคือความโกรธและไม่พอใจของพ่อและแม่ สุดท้ายกลายเป็นทางนำไปสู่การฆ่าตัวตายเพราะความเครียดทางอารมณ์ ทั้งที่ยังอยู่ในวัยเด็กก็ตาม


การไม่เหลือเวลาให้ลูก...
สัญญาณร้ายที่เปิดโอกาสให้ลูกคิดผิดพลาด

ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ครอบครัวหนึ่งๆ ต้องทำงานเพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “เงิน” เพื่อมาแลกกับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายให้กับทุกคนในครอบครัว พ่อแม่บางคนทำงานทุกวันจนลืมว่า ในหนึ่งวันนั้นมีกี่ชั่วโมง เข็มนาฬิกาบนหน้าปัดของเขาเหล่านั้นไม่ได้ตั้งมาเป็นเวลานานเท่าไหร่ ตัวเจ้าของเองก็ยังจำไม่ได้ ถามว่าจำเป็นต้องทำขนาดนั้นหรือไม่ แน่นอนว่าความจำเป็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน ต่างคนก็มีเหตุผลที่จะนำมาเป็นเหตุผลหักล้างกันและกัน แต่พ่อแม่เหล่านั้นลืมนึกไปว่า ชีวิตน้อยๆ ที่รออยู่ที่บ้าน เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่นะพ่อกับแม่จะอยู่กับเขาบ้าง ขอเพียงแค่วันละหนึ่งหรือสองชั่วโมง หนูก็คงจะอบอุ่นใจ เพื่อจะได้บอกว่าหนูต้องการจะทำอะไร หนูเจออะไรที่โรงเรียนบ้าง เพราะยุคนี้สมัยนี้ปัญหาของเด็กเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กเล็ก การที่ลูกอยู่โรงเรียนกับเด็กๆ ที่มาจากหลายๆ ครอบครัว วงจรของการประกอบมิจฉาชีพเริ่มที่มีลูกเป็นสื่อไปถึงเพื่อนๆ เช่นกรณีการบอกให้เด็กด้วยกันขู่เอาเงินจากเพื่อนมาให้พ่อแม่ ถ้าไม่ได้ขู่ว่าตายแน่นอน

ถ้าให้เกิดความสำนึกในจิตใจของพ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูก ลูกคงจะไม่รู้จะใช้เวลาช่วงไหนบอกพ่อกับแม่ดี สุดท้ายความคิดแบบเด็กๆ ส่งผลให้เกิดการกระทำที่เขาคิดว่า ถ้าเขาทำแบบนี้เพื่อนจะได้ไม่ฆ่าเขา แบบนี้สู้ฆ่าตัวเองตายดีกว่าจะได้จบ... ท้ายที่สุดคนที่เสียใจคงหนีไม่พ้นต้องเป็นพ่อกับแม่ หรือร้ายไปกว่านั้นเหมือนการนำทางให้ลูกเดินสู่เส้นทางตายทั้งเป็น การไม่มีคนเอาใจใส่ดูแล โลกที่กว้างใหญ่เกินภาวะจิตใจ นำให้เด็กเหล่านี้หลงไปอยู่ในวังวนของยาเสพติดได้ง่ายที่สุด แน่นอนว่าอนาคตของเด็กเหล่านี้คงไม่สดใสเหมือนเด็กที่มีพ่อแม่ดูแลใกล้ชิด พ่อแม่แบบนี้เข้าข่ายพ่อแม่เป็นพิษอย่างไม่รู้ตัว


การเลี้ยงลูกด้วยเงิน...
สุดท้ายคือความเสียใจที่พ่อแม่คาดไม่ถึง

การเลี้ยงลูกด้วยเงินส่วนหนึ่งอาจจะสืบเนื่องมาจากการไม่มีเวลาและความรักลูกอย่างไม่มีเหตุผล กลัวว่าลูกจะไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาของพ่อแม่ก็คือการสร้างบัตรพลาสติก ที่เนรมิตให้ลูกอยากได้ทุกอย่างที่ลูกคิด การไม่จำกัดวงเงินของเจ้าบัตรใบนี้ เป็นการบั่นทอนชีวิตของลูกให้หมดไปกับจำนวนเงิน โดยที่พ่อแม่ไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ลูกกระทำลงไปหมายถึงความเคยชินที่ก่อตัวขึ้นในใจ เงินซื้อได้ทุกอย่าง ซื้อได้แม้กระทั่งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

...เด็กประถมต้นมีเงินเลี้ยงเพื่อนหลังเลิกเรียนทุกวัน !
...เลิกเรียนไม่กลับบ้านแวะห้างเล่นเกมจนห้างปิด !
...อนาจเด็กมัธยม เปิดโรงแรมสวิงกิ้งกันโจ๋งครึ้ม !
...ล่าสุดเด็กประถมถูกรุมเพราะไม่ให้สายฝนมวนเดียวกับเพื่อนๆ !

คนสุดท้ายที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกของตัวเองคงเป็นพ่อและแม่ที่ทางโรงเรียนหรือสถานที่ที่ลูกก่อเหตุแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ลูกของคุณได้ทำอะไรลงไป...เมื่อถึงวันนั้นพ่อกับแม่ถึงได้รู้ว่าเงินมันทำให้เกิดพ่อแม่เป็นพิษกับลูกที่รักไปแล้ว


ทำไมพ่อแม่ต้องรังแกฉัน ? เสียงร้องของลูกน้อย

เมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุด พ่อแม่บางคนคิดขึ้นมาในใจแว๊บหนึ่งว่า อยากจะตีสักที ความคิดนี้อาจจะเป็นเพราะพ่อแม่เหนื่อยล้าในการเลี้ยงดู บางคนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เมื่อลูกไม่หยุดร้องก็ตีลงไปอย่างเต็มแรง โดยไม่ทันคิดว่าการตีลูกด้วยอารมณ์เป็นบ่อเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เพราะพ่อแม่ที่ชอบทำร้ายลูกนี้เติบโตมาจากครอบครัวที่เห็นว่าการทำร้ายร่างกายเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากแบบอย่างในวัยเด็กของเขาเกิดมาจากพ่อแม่ที่ชอบทำทารุณกรรม ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ในการจัดการปัญหาและความรู้สึก พ่อแม่เหล่านี้ไม่มีความรู้สึกเหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไป แต่เขาเหล่านั้นไม่มีเหตุผลมารองรับการกระทำของตนเองได้ก็เท่านั้นเอง

เชื่อมั้ยว่าเด็กที่ถูกรังแกและทารุณกรรมในวัยเด็ก โตขึ้นมาเขาก็จะกระทำกับลูกของตนเองเช่นกัน เพราะมีความคิดว่าการแก้ไขปัญหาที่กำลังพบอยู่นี้ต้องใช้ความรุนแรงแก้ไขเหมือนที่เขาโดนพ่อแม่ทำกับเขาในวัยเด็ก กรณีนี้เข้าข่ายกรรมพันทางจิตใจและความคิดเป็นพิษต่อเนื่อง


สังคมบริโภคนิยม-นิยมวัตถุ...
ภัยร้ายที่แฝงอยู่ในความคิดพ่อแม่... สู่ลูก

ปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนไปเป็นสังคมบริโภคนิยม-นิยมวัตถุ ทำให้ความคิดของคนเปลี่ยนไป พ่อแม่ตีค่าลูกเป็นราคา เห็นลูกเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งอยากให้ลูกเป็นอะไรก็ดันเข้าไป อยากให้ลูกเป็นศิลปินดาราก็ค้นหาทุกวิธีที่จะทำให้ลูกได้ไขว่คว้าสู่ความเป็นดาวให้ได้ โดยที่ไม่สนใจแม้แต่ความรู้สึกของลูกว่าอยากเป็นอย่างที่พ่อแม่ให้เป็นหรือเปล่า ที่สำคัญชีวิตวัยเด็กของลูกจะหายไปทันที เพราะต้องทำงานตั้งแต่เด็กเพื่อแลกกับเงิน กลายเป็นว่าเลี้ยงลูกเพื่อหาประโยชน์จากลูก แทนการมอบสิ่งดีๆ ที่พ่อแม่หยิบยื่นให้โดยไม่มีเงื่อนไขชีวิต


การปล่อยให้ลูกรับสื่อโดยไม่ดูแลและควบคุม
ภัยร้ายที่กำลังทำร้ายลูก

เมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลาที่จะอยู่กับลูกในเวลาที่ลูกต้องการ โอกาสที่ลูกจะรับสื่อจึงมีมาก เบื้องต้นที่เข้าถึงเด็กมากคือการรับเรื่องราวทางทีวี เพราะเด็กเปิดเองได้ ละครน้ำเน่า โฆษณาที่ไม่เหมาะกับวัย ข่าวหนักๆ ที่เด็กไม่ควรรับรู้ เด็กเหล่านั้นเปิดดูและฟังโดยไม่มีการกลั่นกรอง คำถามต่างๆ เกิดขึ้นในสมองมากมาย ความสงสัยหรือภาพที่เห็นติดตาตรึงใจถามใครก็ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ตามไปถึงโรงเรียน เพราะครูหรือพี่เลี้ยงคุยกันถึงประเด็นร้อนที่เป็นข่าว ผู้ใหญ่บางคนคิดว่าเด็กไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ทำไมเด็กนำไปคิด

เด็กแปดขวบถามพ่อว่า “พ่อครับทำไมผู้หญิงอยู่บ้านไม่ชอบใส่กางเกงใน แล้วเวลาอยู่บนเตียงต้องทำตัวเป็นโสเภณีด้วยครับ ?” ...พ่อฟังถึงกับอึ้ง เพราะเด็ก 8 ขวบ สนใจเรื่องแบบนี้ได้ยังไง สาเหตุเป็นเพราะรับสื่อด้วยตัวเอง และภาวะแวดล้อมของผู้ใหญ่ที่ไม่ระมัดระวังว่าที่พูดมีเด็กฟังอยู่หรือเปล่า เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ฉะนั้นผู้ใหญ่จะต้องเรียนรู้ถึงความระมัดระวังและรู้จักเก็บงำเรื่องนี้ไว้บ้างเช่นกัน การพูดออกข่าวผ่านสื่อของผู้ใหญ่ก็ต้องระมัดระวังเหมือนกัน อย่าลืมว่าไม่ใช่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่รับสื่อทางทีวี


พ่อแม่รู้หรือไม่ว่าลูกติดเกม

ของเล่นของเด็กวัยนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องเกม ทุกแห่งทุกหนมีร้านเกมให้เห็นอย่างหนาตา บางร้านเปิดตั้งแต่เช้ายันมืด น่าตกใจยิ่งกว่าที่มีเด็กอายุยังไม่ถึง 9 ขวบ อยู่ในร้านเต็มไปหมด เด็กติดเกม ติดยา หรือเด็กติดการ์ตูน สามสิ่งนี้เป็นสัญญาณอันตราย ที่พ่อแม่บางคนแทบไม่รู้เลยว่า ลูกแต่งตัวออกจากบ้านตั้งแต่เช้า กลับมาในตอนค่ำ ลูกไปโรงเรียนหรือแวะเข้าร้านเกม จนวันหนึ่งเมื่อฝ่ายปกครองแจ้งมาว่าลูกคุณไม่มาโรงเรียนเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว แล้วลูกเราไปไหนทุกวันเป็นคำถามที่สร้างความงุนงงให้กับพ่อแม่อย่างที่สุด อนาคตมองเห็น เลยว่าถ้าพ่อแม่ยังไม่มีเวลาอยู่ใกล้ชิด อบรมสั่งสอนหรือทำหน้าที่ของการเป็นพ่อเป็นแม่เท่าที่ควร สุดท้ายเมื่อลูกหันหน้าเข้าไปพึ่งพาใน 3 สิ่งที่บอกคงเป็นเรื่องยากที่จะซ่อมจิตใจเด็กๆ ให้กลับมาดีดังเดิมได้


การยกยอว่าลูกเก่งที่หนึ่ง ที่มาของความแพ้ไม่เป็น

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิต เขต 13 กรุงเทพมหานคร (สธ.) กล่าวว่าในครอบครัวที่พ่อแม่แกล้งทำเป็นแพ้เพื่อให้ลูกชนะ แล้วชมเชยว่าลูกเก่งจังเลย เก่งที่สุดในโลก การปฏิบัติต่อลูกเช่นนี้ซ้ำๆ ทำให้ลูกกลายเป็นเด็กหลงตัวเอง เพราะเขาจะตกอยู่ในภาวะข้าต้องชนะตลอดกาล เมื่อเด็กโตขึ้นต้องไปเจอสังคมนอกบ้าน เด็กต้องเรียนรู้ถึงความเป็นจริงว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นที่หนึ่ง กลายเป็นว่าเด็กคนนี้รับไม่ได้ เคยสอบได้ที่หนึ่งเมื่อมีผู้มาแซงสถิติเกิดความเสียใจฉีกกระดาษวิ่งร้องไห้ออกนอกห้อง เหตุการณ์นี้ถ้าปล่อยไว้อาจจะเป็นผลร้ายที่คอยกัดกินใจดวงน้อยของเด็กให้เปราะบางลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นคนแพ้ไม่เป็น นำมาซึ่งการฆ่าตัวตายเหมือนเช่นข่าวหน้าหนึ่งที่ปรากฏออกมาบ่อยว่า เอ็นทรานซ์ไม่ติดโดดตึกตาย

ภาวะของการไม่ชนะสร้างความเจ็บปวดให้ลูกได้เสมอกว่าที่เขาจะโตเขาต้องเจอกับสถานการณ์เหล่านี้อีกมาก การสอนให้รู้จักยอมรับ และเข้าใจได้คงต้องใช้เวลานาน ดังนั้นการสอนให้ลูกรู้จักคำว่าแพ้และชนะ โดยการพาลูกเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งวิ่ง ลูกอาจจะแพ้คนอื่น เขาจะสังเกตว่าบางครั้งเขาก็ไม่ได้ชนะเสมอไป ให้เขาได้สัมผัสบางเรื่องว่าเขาไม่ได้เก่ง แต่ต้องพัฒนาตัวเอง แต่บางเรื่องอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น สิ่งนี้จะเป็นการช่วยเยียวยาภาวะชนะได้ตลอดกาล (ข้อมูลจาก นสพ.มติชนรายวัน วันที่ 12 ต.ค. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9712)


คำเตือนที่ฝากถึงพ่อแม่เป็นพิษ

การเริ่มทดลองใช้ยาเสพติด เป็นเรื่องที่เด็กและเยาวชนมักจะอยากลอง อยากรู้ เมื่อได้ลองแล้วหลายคนตกเป็นเหยื่อ จนถอนตัวไม่ขึ้น ฉะนั้นเด็กติดสิ่งเสพติดจึงเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กและเยาวชนไทย ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ข้อแนะนำในการป้องกันและรักษายาเสพติด สรุปได้ว่าการป้องกันควรเริ่มต้นในเด็กก่อนวัยรุ่น โดยเฉพาะในเด็กประถม ช่วงอายุ 9-10 ปีดีที่สุด เพราะเป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหาอย่างได้ผล ถ้าสามารถผ่านวัยนี้ไปได้ เด็กจะมีความเสี่ยงน้อยมากที่จะไปริเริ่มลองยาเสพติด

สิ่งที่อยากจะเตือนพ่อแม่ที่คิดว่าหรือรู้สึกว่ายังดีที่ลูกเราแค่ติดบุหรี่เท่านั้น ไม่ได้ติดสิ่งเสพติดอื่นๆ ที่ผิดกฎหมาย นับเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เพราะบุหรี่นอกจากจะมีผลในการทำลายสุขภาพแล้วยังเป็นบันไดขั้นแรก ที่จะนำไปสู่การลิ้มลองสิ่งเสพติดประเภทอื่นได้ง่าย


การป้องกันและปราบปราม ทำได้จริงหรือ ?

ปัจจุบันถึงแม้ว่ากฎหมายได้มีระเยียบลงโทษผู้เสพและผู้ค้าสิ่งเสพติดรุนแรงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ค้าสิ่งเสพติดเกรงกลัว แต่กลับเป็นการพยายามหาลู่ทางในการขายมากขึ้น โดยมีกลุ่มเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นเป็นเป้าหมาย วิธีการค้ามาในรูปแบบของบุหรี่ยัดไส้ หรือให้กินยาคลายเครียด เมื่อเด็กกินแล้วติดก็จะบอกว่าไม่มีแจกแล้ว ถ้าอยากได้ต้องซื้อหรือให้เอาไปขายให้เพื่อแลกกับการที่จะได้ซองมาเสพ นี่คือวงจรของการล่อลวงให้ติดและเป็นคนขาย ส่วนหนึ่งที่เด็กหลงเข้าไปติดวงจรเหล่านี้มาจากพ่อแม่ที่เคร่งครัดกับการเรียนของลูกจนเกิดอาการเครียด เพราะต้องเรียนหนังสืออย่างเดียว ถึงบ้านก็ต้องอ่านหนังสือจนดึก เสาร์อาทิตย์ก็ต้องเรียนพิเศษ ถามว่าเมื่อเด็กเหล่านี้เครียด การได้รับยาคลายเครียด ทำให้ลืมความเครียดชั่วคราว ทำให้เด็กติดใจจนต้องเสพเข้าไปอยู่เสมอ สุดท้ายเพื่อเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ก็มีผลทำลายระบบสมอง และประสาทจนถึงขั้นสมองเสื่อมได้ การแก้ไขเมื่อติดสิ่งเสพติดเหล่านี้แล้ว เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ การรักษาบางครั้งเมื่อหายแล้ว เด็กเหล่านี้อาจจะกลับไปเสพอีกเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเข้ามา ทางที่ดีพ่อแม่ควรป้องกันตั้งแต่เด็กอยู่ในวัยประถมเป็นดีที่สุด

วันนี้หากพ่อแม่จะมอบความรักให้กับลูกๆ คงจะหยุดคิดได้ว่าที่ตัวเองกำลังทำอยู่เป็นการให้รักหรือให้ร้าย เพราะการที่ลูกเติบโตมากับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่เป็นพิษ จะมีจิตใจที่สับสนเรื่องความรักบ้างแต่วันหนึ่งเมื่อโตขึ้น และเข้าใจความหมายของคำว่ารักแล้ว เด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าคงจะเข้าใจว่าพ่อแม่ของคุณไม่รู้จริงๆ ว่าความหมายของคำว่ารักนั้นแท้ที่จริงเป็นเช่นไร

นี่แหละ ! คือความจริงที่เด็กเช่นคุณต้องรับรู้ไว้ เพราะเมื่อคุณทราบถึงขีดจำกัดของพ่อแม่ และความทรมานจากการสูญเสียที่พ่อแม่ได้ก่อขึ้นแล้วในอนาคตขอให้เด็กเช่นคุณโตขึ้นไปพร้อมๆ กับมีภาพของความรักที่ไม่เป็นพิษเหมือนที่พ่อและแม่เคยทำไว้กับคุณ


(update 24 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ กุมภาพันธ์ 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600