เอาล่ะสิ... ดูไปดูมาเจ้าตัวเล็กของเราชักจะ big size ล้ำหน้าลูกบ้านอื่นไปหน่อยแล้ว
ยิ่งมาเปิดดูกราฟการเจริญเติบโตของหนูยิ่งหวั่นใจว่า
ลูกเราจะอ้วนเกินพอดีไปหรือเปล่า ก็เดี๋ยวนี้ใครก็รู้ว่าอ้วนไปไม่ดี เห็นทีต้องงดอาหารกันแล้วล่ะมั้งลูก
โถ โถ โถ... อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจไปอย่างนั้นเลยค่ะ เพราะนั่นเท่ากับคุณกำลังพาลูกไปเสี่ยงกับปัญหา
การเจริญเติบโตถ้าทำไม่ถูกวิธี เรื่องลด เรื่องเพิ่มน้ำหนักควรเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
ขืนทำให้มันขึ้นพรวดพราดหรือลงฮวบฮาบ ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพแน่ๆ ค่ะ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
แน่ใจ ? ใช่อ้วน
จะประเมินกันด้วยสายตา เปรียบเทียบกับลูกชาวบ้านเขาหรือชั่งน้ำหนักอย่างเดียวเพียวๆ
แล้วตัดสินว่าลูกอ้วนอย่างนั้นก็ง่ายเกินไปค่ะ การดูว่าลูกของคุณแม่กำลังจะกลายเป็นลูกหมูหรือยังนั้น
ต้องดูน้ำหนักและส่วนสูงของลูกปัจจุบันเทียบกับตารางการเจริญเติบโตมาตรฐาน
ดูว่าที่วัยนี้ของลูกสูงเท่านี้น้ำหนักควรอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วนำมาคิดตามสูตรนี้ค่ะ
อ้วนหรือไม่ = น้ำหนักจริง x 100 / น้ำหนักที่ควรจะเป็น
ถ้าผลที่ได้มากกว่า 110% ถือว่าลูกเข้าข่ายน้ำหนักเกิน แต่ถ้ามากกว่า 120% ล่ะก็
เจ้าตัวเล็กของคุณอยู่ในเกณฑ์อ้วนค่ะ ซึ่งควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์
เพื่อรับคำแนะนำวิธีการดูแล
ถ้าจะให้ดีต่อสุภาพเจ้าตัวเล็ก คุณแม่ควรติดตามการเจริญเติบโตของลูกเป็นระยะๆ ค่ะ
เพราะถ้ารู้ตัวและเริ่มต้นดูแลตั้งแต่ลูกเพิ่งเริ่มเข้าข่ายน้ำหนักเกิน
เพื่อสกัดน้ำหนักไม่ให้พุ่งสูงเกินไปมากจนยากแก่การควบคุมค่ะ
ยุทธการลด SIZE
1. หลักสำคัญของการลด SIZE เด็ก ไม่ใช่การดึงน้ำหนักให้ลดต่ำลง
แต่จะเป็นการรักษาระดับน้ำหนักให้คงที่ไม่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ โตและสูงขึ้น ก็จะกลายเป็นลดความอ้วนไปเอง
2. อย่าใช้วิธีให้ลูกอดอาหารเป็นมื้อๆ หรือลดปริมาณอาหาร
เพราะโรคกระเพาะอาจถามหาได้ ที่สำคัญลูกยังต้องการพลังงานและสารอาหารไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตอยู่
การลดอาหารประเภทไขมันสูง เช่น มันหมู หนังไก่ เนย ชีส เบคอน กะทิ เป็นต้น น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะกว่า
3. ปรับกรรมวิธีการปรุงอาหารจากที่เคย
เน้นอาหารประเภทผัดทอดที่ต้องใช้น้ำมัน ลองเปลี่ยนมาเป็นอบ นึ่ง ต้ม ตุ๋น แทนเพื่อลดปริมาณไขมัน
4. เลิกไปเลยนิสัยกักตุนอาหารที่ไม่มีประโยชน์
ขนมที่ทำให้ลูกอ้วนได้ง่ายๆ หรือล่อใจให้ลูกกินจุ๊บจิ๊บ เช่น ขนมถุงกรุบกรอบ น้ำหวาน น้ำอัดลม
เยลลี่ ช็อคโกแลต ลูกอม พิซซ่า เป็นต้น
5. เน้นผัก ผลไม้ ให้เป็นมิตรใหม่ที่เหนียวแน่นของตู้เย็นบ้านเรา
6. ถ้าเห็นท่าว่าลูกกำลังหงุดหงิด งุ่นง่านอยากกิน หรือหิว
หรือกำลังหาขนมกิน เพราะไม่มีอะไรทำ ต้องรีบชวนไปทำกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจ เพื่อดึงความสนใจ
แต่ถ้าช่วงเวลานั้นใกล้เวลาอาหารก็ขยับมื้ออาหารเข้ามาเร็วหน่อย เพื่อให้ลูกกินอาหาร
ดีกว่าปล่อยให้กินขนมรองท้องแล้วเลยไม่อยากอาหาร เมื่อถึงเวลาอาหารจริง
7. ค่อยๆ ปรับนมมาเป็นรสจืด แล้วถ้าหนูบ้านไหนอายุเกินขวบแล้ว
ยังกินนมมื้อดึกอยู่ต้องพยายามให้ลดค่ะ ส่วนถ้าอยากจะเปลี่ยนไปใช้นมพร่องมันเนย อันนี้ต้องให้คุณหมอเขาแนะนำมาก่อนค่ะ
ถ้าจะเปลี่ยนเองเลย อาจกระทบไปถึงการเจริญเติบโตของลูกได้ค่ะ
8. พยายามไม่ให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นอยากให้ลูกกิน
เช่น พี่เลี้ยงย่ายายที่ชอบปรนเปรออาหาร ปาร์ตี้ หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ที่ไม่จำเป็น การอยู่หน้าจอทีวี
ขนมของกินเล่นที่อยู่ใกล้ตาใกล้มือ เป็นต้น
9. ท่องไว้เลยว่าต่อแต่นี้ไปทั้งคุณและทุกคนในบ้านต้องร่วมมือกันกิน
อย่างที่เป็นแบบให้ลูกปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกต้อง เช่น กินผัก ผลไม้ งดขนมไม่มีประโยชน์ ไม่กินจุบจิบ กินอาหารเป็นมื้อ เป็นต้น
10. เชียร์ให้ลูกกินผัก ผลไม้ให้มาก กลเม็ดไหนที่ใครว่าดีก็งัดเอาออกมาใช้ให้หมด
เพราะอาหารเส้นใยแบบนี้ร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยค่อนข้างนาน นั่นหมายถึง ลูกอิ่มนาน ไม่หิวง่าย
11. มีเคล็ดลับจากคุณแม่ท่านหนึ่งแนะนำว่า ถ้าลูกชอบกินหมูติดมัน
อาจใช้วิธีสับวุ้นเส้นผสมรวมกับหมูสับทำอาหารให้ลูก ก็พอจะให้ความรู้สึกนิ่มๆ เหมือนกินหมูติดมันได้ค่ะ
12. หากิจกรรมออกกำลังมาเสริมค่ะ กินแล้วก็ต้องเอาพลังงานออกไปใช้บ้าง
ซึ่งควรให้ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องอาหารค่ะ
13. ยุทธการที่ว่ามานี้จะไม่เห็นผลดีอย่างที่ต้องการเลย ถ้าคุณใจร้อน
ใช้วิธีบังคับให้ลูกทำอย่างที่ต้องการ เพราะเป็นกระบวนการปรับนิสัยการกินอยู่ ซึ่งต้องอาศัยเวลาทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
และต้องให้เกิดจากความสมัครใจของเจ้าตัวน้อย จึงจะเห็นผล และช่วงที่ควบคุมอาหารอยู่นี้ ควรปรึกษาคุณหมอเป็นระยะๆ ค่ะ
เพื่อติดตามว่า วิธีการที่ทำอยู่เหมาะสมหรือต้องปรับหรือไม่ อย่างไร
ป้องกันอ้วน ง่ายกว่าลดอ้วน
ภาวะอ้วนที่เดี๋ยวนี้เป็นกันเยอะ ส่วนใหญ่ก็มาจากนิสัยการกินอยู่ที่ไม่ถูกต้อง
การจะแก้ไขเมื่อเกิด อ้วน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ไม่มีเหตุจูงใจ
หรือไม่รู้เหตุผลว่าทำไมต้องปรับต้องงดกินในสิ่งที่เขาต้องการ ฉะนั้นลูกบ้านไหนยังไม่เจอ อ้วน
ก็ควรปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมให้ลูกตั้งแต่เล็กดีกว่า
- ฝึกให้กินอาหารเป็นมื้อๆ ครบ 3 มื้อ ไม่กินจุบจิบ
- ไม่สร้างนิสัยการกินที่ไม่เหมาะสมให้ลูก เช่น เลือกกิน ไม่กินผัก
- หัดให้กินอาหารตามวัย เพื่อฝึกพัฒนาการด้านการเคี้ยวกลืน ไม่ติดกินนมอย่างเดียว
- หัดให้กินอาหารให้หลากหลาย ใน 1 วัน ควรให้อาหารครบ 5 หมู่ ให้รู้จักกินแต่ของที่มีประโยชน์
คุณจะไม่ต้องมานั่งปวดหัว กังวลกับสุขภาพอนามัยของลูกเลย ถ้าคุณเริ่มต้นสร้างนิสัยการกินอยู่
ที่ถูกต้องให้กับลูกมาตั้งแต่เล็กๆ ป้องกันอ้วนง่ายกว่าลดอ้วนให้ลูกเยอะค่ะ
(update 17 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 ธันวาคม 2546 ]
|