การผละจากลูกน้อยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อลูกอายุครบ 3 เดือน
เพราะเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ครบกำหนดลาคลอดแล้ว ทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจ
คือการมี "พี่เลี้ยง" มาดูแลลูกรักแทนในช่วงที่ตัวเองต้องไปทำงาน
ถึงแม้จะไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกใจ แต่เมื่อจำเป็นก็ต้องยอมรับทางเลือดนี้
ดังนั้นการคัดสรรพี่เลี้ยงคุณภาพให้ได้ดั่งใจจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำได้
แล้วพี่เลี้ยงดีๆ อยู่ที่ไหน ดวงใจ Special ฉบับนี้มีคำตอบให้ค่ะ
How to find
จากผลสำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่จะเห็นว่าบุคคลที่เลือกมาเป็นพี่เลี้ยงมากที่สุดคือญาติพี่น้อง
ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายน้าอา ซึ่งก็คือบุคคลที่ไว้วางใจได้มากที่สุด แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถมีคนที่ไว้วางใจ
อย่างญาติพี่น้องมาดูแลคนที่จะเป็นผู้รับหน้าที่ดูแลลูกน้อยของคุณคงไม่พ้น "พี่เลี้ยง" อย่างแน่นอน
ฉะนั้นก่อนที่จะเริ่มตามหา เรามาดูคุณสมบัติกันดีกว่าค่ะว่าควรจะมีอะไรบ้าง...
Nanny Qualifications
1. รักเด็ก : แววตาและกิริยาท่าทางจะออกมาจากการเล่นและคำพูดที่ใช้กับเด็ก
2. ใจเย็น : ใจเย็น อารมณ์ดี ช่างพูด และคุยภาษาเด็กได้ มีความอดทน
ไม่โมโหหรือหงุดหงิดง่าย มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ดี อาจจะสังเกตจากการที่เด็กร้องไห้
หรืองอแงว่าพี่เลี้ยงตอบสนองกับเด็กอย่างไร
3. สะอาด : สังเกตจากเสื้อผ้า ผิวพรรณ เล็บมือ เล็บเท้า และทรงผม
4. ประวัติดี : ไม่มีประวัติอาชญากรรม หรือประวัติลักเล็กขโมยน้อย
หากมีลูกหรือสามีก็ควรจะต้องทำงานที่สุจริตด้วย
5. ช่างสังเกต : เป็นคนละเอียด ไวกับปฏิกิริยาของเด็กและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
3 Choice of Nanny
เมื่อได้คุณสมบัติสำคัญประจำตัวพี่เลี้ยงไว้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจแล้ว
ทีนี้คุณพ่อคุณแม่ลองมาดู 3 ตัวเลือกของพี่เลี้ยงที่มาดูแลลูกรักของคุณดู
จุดเด่น : พี่เลี้ยงจากศูนย์บริการจะผ่านการอบรมการเลี้ยงดูเด็กเบื้องต้นมาแล้ว
รวมถึงอาจจะมีประสบการณ์การเลี้ยงเด็กมาก่อน มีให้เลือกทั้งแบบไปกลับหรืออยู่ที่บ้าน
ค่าใช้จ่าย : 7,500-10,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของพี่เลี้ยงที่ทางศูนย์ฯ บอก โดยศูนย์ฯ จะหัก 10% จากเงินเดือนพี่เลี้ยง
โดยต้องจ่ายเงินเดือนผ่านศูนย์ฯ และพี่เลี้ยงจะต้องเข้าศูนย์ฯ เดือนละหนึ่งครั้ง
คุณสมบัติของศูนย์ฯ
- ศูนย์ต้องมีสถานที่ติดต่อชัดเจน มีใบรับรองการอบรมหรือประกาศนียบัตรจากหน่วยงาน
หรือโรงพยาบาลและต้องมีการฝึกอบรมให้พี่เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง
- ศูนย์มีเวลาในพี่เลี้ยงทดลองงานและให้สัมภาษณ์ก่อนรับทำงานจริง
ซึ่งการให้ทดลองงานนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละศูนย์ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ให้ทดลอง
แต่ยินดีจะเปลี่ยนพี่เลี้ยงให้หากคุณพ่อคุณแม่ไม่พอใจ
- มีสัญญาการจ้างงาน ค่ามัดจำ เงินเดือน ให้กับพี่เลี้ยงอย่างชัดเจน
เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่เลี้ยงที่ไม่ซื่อสัตย์
- สังเกตการณ์หักเปอร์เซ็นต์และสวัสดิการที่พี่เลี้ยงจะได้รับด้วยว่าเป็นอย่างไร
ซึ่งข้อตกลงเล็กๆ น้อยเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดของเจ้าของว่ามีนโยบายอย่างไรด้วย
- ประวัติศูนย์ดี อาจจะมาจากคำแนะนำคำบอกเล่าจากเพื่อนแม่ด้วยกัน
สัมภาษณ์ก่อนตัดสินใจ
- ศูนย์ที่ดีควรเปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงทดลองงานและปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่สัมภาษณ์พี่เลี้ยงเองได้
ถือเป็นโอกาสดีที่คุณพ่อคุณแม่จะได้ทำความรู้จักก่อนตัดสินใจรับ
- ถามประวัติครอบครัว มีสามี มีลูกหรือยัง ทำงานอะไร
- ถ้าเคยทำงานเป็นพี่เลี้ยงมาก่อน ให้ถามด้วยว่าเลี้ยงเด็กอายุเท่าไร
ขอเบอร์โทรศัพท์บ้านที่เคยไปเลี้ยงด้วย หากบริสุทธิ์ใจก็ต้องให้แบบไม่อึดอัด
และควรโทรเช็กบ้านที่เขาเคยเลี้ยงมาด้วยว่าประวัติการทำงานเป็นอย่างไร
- พูดคุยข้อตกลงหากจะต้องอยู่บ้านร่วมกันอย่างชัดเจน
และคอยสังเกตท่าทีของเขาว่ามีอาการกับเงื่อนไขที่เราตั้งไว้อย่างไร เช่น จำกัดเวลาออกไปนอกบ้าน
จำกัดเวลาดูทีวี และโทรศัพท์ ซึ่งท่าทีที่ออกมาแสดงถึงลักษณะนิสัยส่วนตัวด้วย
จุดเด่น : จะมีพี่เลี้ยงซึ่งผ่านการฝึกอบรมมาดูแลลูก
ในช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ไปฝากลูกไว้ระหว่างทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือก Daycare (หรือบ้านเราเรียก Nursery)
ที่อยู่ใกล้ที่ทำงานทำให้สะดวกที่มาหาเพื่อดูแลลูกในช่วงพักกลางวันได้
ค่าใช้จ่าย : 3,000-4,000 บาทต่อเดือน
เทคนิคเลือก Daycare
การเลือก Daycare ควรเลือกที่ไว้วางใจได้โดยให้สังเกตสิ่งต่อไปนี้ค่ะ
1. สัดส่วนของพี่เลี้ยง
วัย 0-1 ขวบ พี่เลี้ยง 1 คน : เด็ก 3 คน, วัย 2-3 ขวบ พี่เลี้ยง 1 คน : เด็ก 5 คน,
วัยมากกว่า 3 ขวบ พี่เลี้ยง 1 คน : เด็ก 7 คน
2. เจ้าหน้าที่/พี่เลี้ยงเด็ก
ต้องมีคุณสมบัติสำหรับเป็นพี่เลี้ยงเด็ก เช่น ไม่ก้าวร้าว ยิ้มแย้มแจ่มใส ใจเย็น
ไม่แอบหยิกหรือดุด่าว่าเด็ก ควรดูด้วยว่าเจ้าหน้าที่มีวิธีการกระตุ้นพัฒนาการหรือลงโทษเด็กอย่างไร
รวมไปถึงวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับเด็กว่าเป็นอย่างไร
3. อาคารสถานที่
ไม่ว่าจะเป็นขอบโต๊ะ มุมเก้าอี้ หรือส่วนที่แหลมคมควรครอบเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
สัดส่วนของห้องน้ำ ห้องกินข้าว ห้องนอน ต้องกว้างขวางพอเหมาะกับจำนวนเด็ก พื้นแต่ละห้องต้องสะอาดไม่ลื่น
มีการป้องกันพื้นที่เสี่ยงเพื่อไม่ให้เด็กเข้าใกล้ และมีอุปกรณ์ดับเพลิงจำนวนเหมาะสมกับขนาดของอาคาร
สนามเด็กเล่นควรปูด้วยยางสังเคราะห์หรือเป็นพื้นทราย ส่วนเครื่องเล่นควรอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
ปลอดภัยและตั้งวางมั่นคง ต้องมีการเช็กอุปกรณ์สม่ำเสมอ ขณะเล่นควรมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ด้วย
4. อุปกรณ์ของใช้
ควรเป็นสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เช่น ของเล่นควรได้มาตรฐาน ผ้าอ้อม ผ้าห่ม
เบาะรองนอนต้องสะอาดไม่อับชื้น
5. อาหาร
อาหารหรือนมที่ให้เด็กกินต้องสะอาด ถูกหลักโภชนาการ ภาชนะที่ใส่ต้องสะอาด
คุณพ่อคุรแม่อาจจะเดินไปดูห้องครัวขณะที่แม่ครับประกอบอาหารก็ได้ค่ะ
- Countryside nanny or Import nanny
จุดเด่น : พี่เลี้ยงที่มาจากต่างจังหวัดหรือพี่เลี้ยงต่างชาติ
ส่วนใหญ่จะมาช่วยดูแลลูกและช่วยเหลือทำงานบ้านต่างๆ ด้วย ไม่ค่อยมีความรู้มากแต่จะมีข้อดีตรงที่เชื่อฟังคำสั่ง
และทำเฉพาะงานที่เขารู้เท่านั้น
ค่าใช่จ่าย : 3,000-5,000 บาท รวมถึงค่าอาหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
(พี่เลี้ยงต่างด้าวต้องมีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและตรวจร่างกายอีกปีละประมาณ 4,000 บาท)
อบรมเรื่องสำคัญ
พี่เลี้ยงกลุ่มนี้คุณพ่อคุณแม่จะคาดหวังในความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กได้น้อยค่ะ
เพราะนั้นคุณพ่อคุณแม่คงต้องอบรมและแนะนำกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วงเวลาที่ยังอบรมไม่เรียบร้อย
คุณแม่ก็อย่าเพิ่งปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพัง ระหว่างนี้นอกจากคอร์สเลี้ยงเด็กที่แนะนำกันแบบใกล้ชิดแล้ว
อาจชวนคุยซักถามถึงเรื่องส่วนตัวเรื่องครอบครัวบ้างเพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไปของพี่เลี้ยง
1. สอนการเลี้ยงเด็กเบื้องต้น เช่น การอุ้ม ป้อนนม ป้อนน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำ เช็ดตัว
ถ้าเป็นเด็กที่พอมีพื้นฐานหัดง่ายค่ะ ถ้าให้มาฝึกตั้งแต่ตอนคุณแม่ตั้งครรภ์จะดีมาก
2. บอกให้พี่เลี้ยงพูดคุย หยอกล้อ และเล่นด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และอย่าให้พี่เลี้ยงเปิดทีวีให้เด็กดู
3. กำชับพี่เลี้ยงให้เด็กอยู่ในสายตาตลอดเวลาและระวังเรื่องความปลอดภัย
จดเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่ติดไว้ในที่เห็นชัดเจน อย่าลืมระวังเรื่องไฟฟ้าช็อต น้ำร้อนลวก
และอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่น มุมโต๊ะ ขอบเตียง
4. แนะนำส่วนต่างๆ ของบ้าน เช่น ของใช้เด็กเก็บไว้ตรงไหน ตู้เก็บยาสามัญประจำบ้าน
สวิตซ์ไฟ ปลั๊กไฟ การล็อกประตู การเปิดปิดเหล็กดัด และบอกจุดอันตรายของบ้าน เช่น แท็งก์น้ำ
บันได เตาแก๊สในห้องครัว
5. ย้ำถึงกฎต่างๆ ของบ้าน เช่น ห้ามพาเด็กออกไปนอกบ้านหากไม่ได้รับอนุญาตจากพ่อแม่
6. พาพี่เลี้ยงไปอบรมคอร์สต่างๆ ที่หน่วยงานหรือสถาบันจัดขึ้น
เพื่อเรียนรู้ทักษะการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กนอกเหนือจากการเลี้ยงดูประจำวันรวมถึงต้องอธิบาย
เพื่อให้พี่เลี้ยงเข้าใจว่าการส่งเสริมพัฒนาการเหล่านี้จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างไร
แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้พี่เลี้ยงไปกับเด็กตามลำพัง
ข้อพึงระวังพี่เลี้ยงต่างชาติ
ยังเป็นที่นิยมกันอยู่ค่ะ สำหรับพี่เลี้ยงต่างชาติที่ไม่ใช่แบบอินเตอร์ฝั่งยุโรปหรอกค่ะ
แต่เป็นเพื่อนบ้านติดชายแดนที่นำเข้ามาเรียกว่า ถ้ารู้แหล่งก็หาง่าย ใช้คล่อง
แถมประหยัดค่าแรงในกระเป๋าอีกด้วย คุณสมบัติเหล่านี้ยังไม่พอที่จะพามาเลี้ยงเด็กได้ค่ะ
ทางที่ดีอย่าปล่อยให้เด็กอยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพังควรมีญาติสนิทไว้ใจได้อยู่ด้วย
แล้วถ้าไม่นับเรื่องความปลอดภัยก็มีสิ่งที่ต้องระวังอีกคือ
1. พัฒนาการเรื่องภาษาเพราะเด็กจะเรียนรู้ภาษาจากคนที่อยู่ใกล้ชิดก่อน
เด็กอาจติดสำเนียงหรือบางคนอาจจะพูดช้าเพราะพี่เลี้ยงไม่พูดเนื่องจากอายภาษาที่ไม่ชัดของตัวเอง
2. โรคแถบชายแดน เช่น ไข้มาลาเรีย วัณโรค เท้าช้าง เอดส์ ตับอักเสบ ไทฟอยด์
3. ประวัติการลักเล็กขโมยน้อยหรือเป็นพวกชนกลุ่มน้อยปกป้องดินแดน
แบบนี้ยิ่งไม่น่าไว้ใจเลยค่ะ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคนอยู่ที่บ้านด้วย
4. ความสะอาด อุปนิสัยส่วนตัว และวุฒิภาวะหากพี่เลี้ยงมีอายุน้อย
กฎเหล็ก...พี่เลี้ยงต่างชาติ
ก่อนเข้ารับมาอยู่ที่บ้าน ควรพาไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียดก่อนและหมั่นพาไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ
ชาวต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ควรไปจดทะเบียนที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1-10
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Hotline 1694 หรือ โทร. 0 2354 1762/www.doe.go.th/workpoint
หากอยากหาเด็กเพื่อมาเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสามารถส่งมาอบรมได้ที่ : โครงการหลักสูตรฝึกอบรมพี่เลี้ยงเด็ก
ศูนย์รับเลี้ยงเด็กและพัฒนาเด็กศิริราช โทร. 0 2419 7000 โทรสาร 0 2419 9453
Parent Guide
สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่เพิ่มความไว้วางใจว่าลูกจะได้รับการเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมถูกต้องก็คือ
การแนะนำพี่เลี้ยงที่ดูแลลูกให้รู้และเข้าใจถึงพัฒนาการเด็ก เพื่อให้พี่เลี้ยงสามารถส่งเสริม
และกระตุ้นพัฒนาการเด็กอย่างถูกวิธี ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรจะแนะนำเรื่องอย่างใกล้ชิดและจริงจัง
ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาการที่ดีของเจ้าตัวเล็กของคุณนั่นเองค่ะ
นอกจากนั้นแล้วแต่ละวัยก็มีเรื่องหลักๆ ที่ต้องดูแลดังนี้ค่ะ
3-6 เดือน ล้มลุก คลุกคลาน
- เป็นวัยที่เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้แล้ว กล้ามเนื้อมือแขนขา หยิบจับได้อย่างใจมากขึ้น
ฉะนั้นต้องระวังของเล่นชิ้นเล็กๆ ระวังเผลอหยิบเข้าปากไม่รู้ตัว
- ถึงจะมีเสียงอ้อแอ้ แต่พี่เลี้ยงต้องตอบสนองพูดคุยหยอกล้อกัน
เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีของพัฒนาการด้านการพูด
- ถึงจะมีของเล่นมากเพียงใด ยังไงพี่เลี้ยงก็ต้องเล่นกับเด็ก
เพราะการเล่นจะช่วยพัฒนาทักษะด้านต่างๆ
7-9 เดือน ตั้งไข่ เกาะยืน
- ระวังของใช้ใกล้ตัว อย่าวางเกะกะ เพราะช่วงนี้คลานสำรวจไปทั่ว
- พี่เลี้ยงควรเรียนรู้ความต้องการของเด็กจากเสียงที่ขึ้นลง
เพื่อจะได้ตอบสนองความต้องการของเด็กได้
- พูดคำสั้นๆ ง่ายๆ ได้แล้ว ต้องหมั่นพูดคุย หยอกล้อกับเด็กให้มากขึ้นค่ะ
เพื่อกระตุ้นพัฒนาการพูด และไม่ควรตะคอกหรือดุเด็กบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กกลัว
10-12 เดือน ช่างถาม ซุกซน
- เป็นวัยที่เริ่มเข้าใจความหมายของคำและบอกความต้องการของตัวเองได้บ้าง
เช่น กินนม หิวน้ำ ไม่เอาก็ส่ายหัว พี่เลี้ยงควรตอบสนองความต้องการของเด็กได้
- พี่เลี้ยงควรพูดให้เพราะ ถูกต้องชัดเจน
เพราะเป็นวัยที่เริ่มเลียนเสียงคำพูดคนที่อยู่ใกล้และควรเล่นด้วยกัน เพราะเป็นวัยที่จะเล่นกับคนอื่นได้แล้ว
1-3 ปี ช่างคิด นักเลียนแบบ
- พี่เลี้ยงควรเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งความมีมารยาทและระเบียบวินัย เช่น รักษาความสะอาด
เก็บของเล่นให้เข้าที่ เพราะเป็นวัยที่เด็กเลียนแบบพฤติกรรมคนใกล้ตัว
- ให้พี่เลี้ยงชวนเด็กคุยด้วยบ่อยๆ ตั้งคำถามและตอบคำถามที่เด็กสงสัย
หรือจะเล่านิทานให้ฟังก็เปิดโลกจินตนาการได้ดี
- อย่าให้พี่เลี้ยงทำให้เด็กทุกอย่าง ควรจะปล่อยให้เขาทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง
เช่น กินข้าว ดื่มน้ำ ใส่เสื้อผ้า เก็บของเล่นด้วยตัวเอง
อารมณ์หนู...เมื่ออยู่กับพี่เลี้ยง
นอกจากพัฒนาการด้านร่างกายที่สำคัญกับการเจริญเติบโตของเด็กแล้ว
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กๆ วัย 0-3 ปี ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน
เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กกำลังพัฒนาการเรื่องเหล่านี้...
1. ความรักความผูกพัน
2. ภาษา
3. สมอง สมองคนเราจะโตในสามปีแรกกว่า 80-90%
ซึ่งนอกจากจะสัมพันธ์กับการสั่งงานกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่แล้ว
ยังสัมพันธ์กับความคิดอีกด้วย
ซึ่งปัจจัยที่สำคัญในการวางรากฐานพัฒนาการทั้งสามด้านนี้คือ "การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม"
สภาพแวดล้อม หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเด็ก เช่น
- ของเล่น คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นคนเลือกของเล่นและของใช้ให้ลูกเองค่ะ
อย่าให้เป็นหน้าที่ของพี่เลี้ยงไปทุกอย่าง และควรเลือกของเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการตามวัยด้วย
- แสง เสียง สถานที่ จัดบ้านให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ
มีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้กระโดดโลดเต้น คนเลี้ยงดูเกี่ยวข้องโดยตรงกับพี่เลี้ยงนางเอกของเรื่องนี้ค่ะ
จะเห็นว่าการดูแลเด็กไม่ใช่แค่การกินอิ่มนอนหลับสบายเท่านั้น เพราะอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึง
คือสภาพจิตใจของเด็กจะทำอย่างไรให้เด็กที่ไม่ได้อยู่กับแม่รู้สึกไม่โดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง
เพราะวัยนี้เป็นวัยแห่งการวางพื้นฐานด้านอารมณ์
1. พี่เลี้ยงควรให้ความสนใจและตอบสนองกิริยา ที่เปลี่ยนแปลงของเด็ก
เพื่อรู้ความเป็นไปของพัฒนาการเด็ก
2. ปลอบโยนและอยู่ด้วยเมื่อเด็กมีอารมณ์หวาดกลัว หวาดระแวง วัย 1-3 ปี
เป็นวัยแห่งการพัฒนาการเรื่องความไว้วางใจ หากได้รับการปลอบโยนเมื่อเสียใจและอยู่ด้วยตลอดเวลา
จะทำให้เด็กมีความรู้สึกที่มั่นคง ปลอดภัยและมีความรู้สึกในแง่บวก ซึ่งจะส่งผลให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง
และมีบุคลิกลักษณะที่เป็นตัวของตัวเองตามมา
3. พูดคุยเล่นด้วย และร่วมทำกิจกรรมกับเด็กเพื่อให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน
จิตใจที่ร่าเริงแจ่มใสจะทำให้เด็กอารมณ์ดีและการพูดคุยหยอกล้อด้วยภาษาที่เด็กเข้าใจได้ง่าย
จะทำให้มีพัฒนาการด้านภาษาที่ดี
สภาพจิตใจที่มั่นคงและร่าเริงแจ่มใสจะส่งผลดีกับเด็กและเป็นพื้นฐานทางอารมณ์ที่ดีกับเด็กเมื่อโตขึ้น
ช่วยให้เขาเป็นเด็กที่มีความอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงมองโลกในแง่บวก มีความหวังในชีวิต
ไม่ย่อท้อ และมีความไว้วางใจกับบุคคลอื่น ไม่มีความหวาดระแวงต่อสิ่งใดๆ เกินเหตุ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญกับการปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
และถึงแม้จะมีพี่เลี้ยงดีเพียงใดก็ตาม แต่สำหรับลูกแล้วใครก็คงไม่สามารถทดแทนความรัก
และความอบอุ่นจากพ่อแม่ได้แน่นอน หากอยากบ่มเพาะสติปัญญา บุคลิกลักษณะนิสัย
และความเป็นตัวตนของลูกในแนวทางที่วาดหวัง พ่อแม่ก็ยังคงต้องจัดสรรเวลา
เพื่อดูแลลูกอย่างใกล้ชิดเช่นกันค่ะ
5 Bad Sign to concern
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กซึ่งเด็กยังบอกพฤติกรรมพี่เลี้ยงไม่ได้
ขอให้คอยสังเกตพฤติกรรมของลูกว่ามีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างไร
1. ลูกโผหาแม่ทันทีหลังจากกลับบ้าน หรือตอนเช้าจะไปทำงานลูกงอแงไม่อยากให้แม่ไป
แต่ต้องไม่ใช่ช่วงแรกของการมีพี่เลี้ยงเพราะเด็กบางคนติดแม่มาก
2. เด็กอยู่กับพี่เลี้ยงแล้วมีอาการหวาดกลัว ไม่พูดคุย ไม่ร่าเริงเหมือนอยู่กับแม่สองต่อสอง
3. พัฒนาการถดถอย งอแงง่าย ช่วยเหลือตัวเองน้อยลง ทำอะไรได้ช้ากว่าวัยที่ควรจะเป็น
แต่กรณีนี้ต้องคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กบางคนอาจจะติดแม่มากต้องดูที่ตัวเด็กด้วย
4. เด็กติดทีวีหรือวิดีโอการ์ตูน เพราะพี่เลี้ยงเปิดให้ดูทั้งวัน
5. มีแผลตามตัวหรือรอยช้ำจ้ำเขียวเป็นประจำ แล้วอย่าลืมเช็กบริเวณในร่มผ้าด้วย
เพราะพี่เลี้ยงอาจจะทำร้ายส่วนที่แม่มองไม่เห็น
(update 27 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 119 กันยายน 2548]
|