บ่อยครั้งที่ได้ยินคนนั้นคนนี้บอกว่าเด็กคือผ้าขาว เปรียบเด็กเป็นสีขาวบริสุทธิ์
พ่อแม่บางคนพยายามเขียนคำว่า อัจฉริยะ ลงไปบนผืนผ้าเพราะคิดว่าผ้าขาวผืนนี้ไม่เคยเปรอะเปื้อนอะไร
ง่ายต่อการที่จะขีดเขียนให้เป็นไปตามที่พ่อแม่ต้องการ แต่ในความจริงพ่อแม่เป็นฝ่ายแต่งเติมสีสันลงบนผ้าขาว
เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นหรือ... บันทึกคุณแม่กำลังจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปรู้จักกับพื้นอารมณ์ของลูกที่พ่อแม่ไม่ได้แต่งเติม
แต่เป็นสิ่งที่ติดตัวลูกมาตั้งแต่เกิด เพื่อให้พ่อแม่เข้าใจตัวลูกมากขึ้น ก่อนจะส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ
ของลูกไปสู่ความถนัดในเรื่องต่างๆ ที่ลูกให้ความสนใจเป็นพิเศษ หรือที่เรามักเรียกกันว่า อัจฉริยะ
ผ้าขาวตัวน้อยๆ วัยเตาะแตะ วัยแห่งการเรียนรู้ บางคนมีความสามารถมากมาย มีพรสวรรค์หลายด้าน
แต่เด็กวัยเตาะแตะยังไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์หรือจัดการกับความยุ่งยากที่เกิดขึ้นได้
จนกลายเป็นตัวขัดขวางพัฒนาการที่ดีเหล่านั้น พ่อแม่จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรม
และอารมณ์เหล่านั้นให้เป็นไปในทางที่ดี เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ของลูกให้มากขึ้น
และนำไปสู่การสร้างเสริมความเป็นอัจฉริยะให้ลูก
เรียนรู้และเข้าใจพื้นอารมณ์
เคยสังเกตไหมคะว่า เด็กตัวเล็กๆ มีอารมณ์ที่แสดงออกหลากหลายมากมายตั้งแต่แรเกิด
บางครั้งอารมณ์ดีทั้งวัน บางครั้งร้องโยเยทั้งวันหาสาเหตุไม่เจอ สิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิดนั่นแหละค่ะคือพื้นอารมณ์ของลูก
แม้ว่าพ่อแม่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด แต่พ่อแม่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น
ให้กลายเป็นลักษณะเฉพาะตัวหรือบุคลิกประจำตัวของลูกในอนาคตได้ด้วยการเลี้ยงดูที่ดี
และมีความเข้าใจต่อพฤติกรรมที่ลูกแสดงออก หากพ่อแม่รู้จักรู้ใจลูก
เข้าใจว่าลูกจัดอยู่ในเด็กกลุ่มที่มีพื้นอารมณ์แบบไหนก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ไม่ยาก
แต่ต้องอาศัยเวลาในการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป พื้นอารมณ์ของลูกนั้นนักจิตวิทยา
เขาจัดกลุ่มอารมณ์ที่หลากหลายในเด็กไว้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ค่ะ
- กลุ่มแรกคือเด็กเลี้ยงง่าย
มักมีอารมณ์ที่มั่นคง
มีลักษณะการทำงานของร่างกายสม่ำเสมอ ปรับตัวได้รวดเร็ว กินง่าย นอนตรงเวลา ไม่โยเยบ่อยๆ
เนื่องจากได้รับการเลี้ยงดูที่ดีจากพ่อแม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่ออารมณ์ลูกเพราะการเลี้ยงลูกที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้ลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย
เด็กกลุ่มนี้พ่อแม่ไม่ค่อยกังวล เพราะสามารถเดาอารมณ์และการกระทำของลูกได้
เพียงแค่พยายามรักษาความสม่ำเสมอในการเลี้ยงลูกไปจนเขาโตพอจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้แล้ว
พ่อแม่ก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระทำสิ่งต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ลูกเลี้ยงง่ายมากยิ่งขึ้น
- กลุ่มต่อมาคือเด็กเลี้ยงยาก
เด็กกลุ่มนี้จะมีอารมณ์ไม่มั่นคง
ระบบการทำงานของร่างกายไม่สม่ำเสมอ กิน นอน ขับถ่ายไม่เป็นเวลา เจ้าอารมณ์ ขี้โวยวาย ตอบสนองสิ่งต่างๆ
ที่มากระตุ้นด้วยการถอยหนี ปรับตัวยาก ถ้าครอบครัวไหนมีลูกหงุดหงิดง่าย โวยวายเก่งหรือมีการแสดงออกไม่คงที่
ในการทำกิจวัตรประจำวัน จะส่งผลให้พ่อแม่เกิดความกังวลกับการที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูก
คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ ซึ่งในเรื่องนี้พ่อแม่ต้องใจเย็นๆ พยายามอย่าสนองอารมณ์ของลูกในทันที
พยายามควบคุมตัวเองให้อดทนอดกลั้น พยายามยอมรับลักษณะพื้นฐานของลูกและหาคนช่วยดูแล
ช่วยเลี้ยงในบางเวลาเพื่อเป็นการผ่อนคลายภาวะตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นกับตัวแม่และลูก
หากทำได้จะช่วยให้ลูกลดพฤติกรรมเจ้าอารมณ์ลงได้บ้างค่ะ หลังจากนั้นหมั่นคอยสังเกตว่า
สาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นเด็กอย่างนั้นเพราะอะไร การเลี้ยงดูของพ่อแม่ สภาพแวดล้อมหรือปัจจัยอื่นๆ
ก่อนหาทางแก้ไขพฤติกรรมเหล่านั้นของลูก รวมถึงการฝึกลูกให้ทำอะไรเป็นเวลาเพื่อให้เกิดความมีระเบียบวินัย
- กลุ่มสุดท้ายคือเด็กเอาใจยาก
เด็กกลุ่มนี้จะปรับตัวได้ช้า
และค่อนข้างอ่อนไหว ขี้อาย เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย มีความระมัดระวังในเรื่องต่างๆ มาก เช่น เจอเพื่อนใหม่
หรืออะไรใหม่ๆ จะสังเกตว่าดีหรือไม่ก่อนจะยอมเข้าหา แต่เรื่องอื่นๆ สามารถทำได้ตามปกติ กิน นอน ขับถ่ายเป็นเวลา
หากพ่อแม่รู้จักและเข้าใจอารมณ์ลูก รู้จักปรับตัวให้เข้ากับลูก ให้โอกาสลูกปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
พร้อมกับพยายามฝึกและพัฒนาทักษะของตัวเองจะช่วยให้จิตใจลูกมั่นคง ปลอดภัย และเข้มแข็งขึ้น
พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพ่อแม่มากขึ้น ลดความเอาใจยากน้อยลง จากลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมด
หากได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้าใจ พ่อแม่สามารถตอบสนองต่อลูกได้ตรงตามความต้องการพื้นฐานมากที่สุด
ใจเย็น ค่อยๆ ฝึกฝน ไม่พยายามตอบสนองความต้องการของลูกเร็วเกินไปเพราะจะเป็นสาเหตุแห่งการเพิ่มความใจร้อนของลูก
และไม่ตอบสนองความต้องการของลูกช้าเกินไปจนทำให้ลูกรู้สึกขาดต่อสิ่งนั้น หรือไม่ได้รับความรัก
ความสนใจจากพ่อแม่ การสร้างความเข้าใจในตัวลูกจะสามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ทั้ง 3 ลักษณะ
ให้กลายมาเป็นเด็กร่าเริง แจ่มใส มีอารมณ์มั่นคง และมั่นใจในตัวเอง พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้
พื้นฐานอารมณ์กับความเป็นอัจฉริยะ
แม้การเลี้ยงลูกวัยนี้จะเหน็ดเหนื่อยมากกว่าช่วงที่ยังเดินไม่ได้ เพราะต้องใช้การสอนทั้งน้ำเสียง
และการแสดงออกควบคู่กันไปทุกครั้ง เพื่อช่วยให้ลูกเกิดความเข้าใจได้ง่าย สามารถเรียนรู้
และเข้าใจคำสั่งพร้อมกระทำตามใจทิศทางที่เหมาะสม เพราะการอธิบายมากๆ ลูกก็ไม่รู้เรื่อง
พูดหรือห้ามอย่างเดียวไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมของลูกได้ เด็กไม่ใช่ผ้าขาวที่รอการแต่งเติมเพียงอย่างเดียว
แต่เด็กมีอารมณ์พื้นฐานติดตัวมาแล้วตั้งแต่เกิด และพื้นอารมณ์ของเด็กเองก็มีผลต่อการเลี้ยงดู
พ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงเด็กทุกคนโดยวิธีการที่เหมือนกัน จึงจำเป็นต้องปรับการเลี้ยงดูให้เหมาะสมต่อลูกแต่ละคน
เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่สมบูรณ์ สิ่งที่พ่อแม่ควรส่งเสริมลูกเพื่อเป็นพื้นฐานในการค้นหาตัวเองว่าถนัดด้านใดนั้น
พ่อแม่ควรเริ่มจากการให้ลูกได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น การเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อนทั้งรุ่นเดียวกันและต่างรุ่นกัน
การให้ลูกได้ลองเรียนรู้กิจกรรมที่หลากหลาย เช่น เล่นดนตรี เล่นกีฬา ร้องเพลง วาดรูป โดยพ่อแม่ช่วยหาอุปกรณ์ต่างๆ
มาให้แล้วปล่อยให้ลูกใช้ความพยายามตามวัย ปรับตัวตามสภาพแวดล้อม ลูกจะเกิดแนวทางที่ชัดเจนในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
จะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
เมื่อรู้แล้วว่าลูกมีความต้องการ ความสนใจหรือความถนัดด้านไหนเป็นพิเศษ พ่อแม่ก็พยายามส่งเสริม
และสนับสนุนให้ลูกเรียนรู้และคอยให้กำลังใจลูกในการทำสิ่งนั้นๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป
หากลูกไม่เข้าใจหรือเห็นว่าลูกเริ่มสับสน ทำผิดแผกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น พ่อแม่จะต้องแสดงนำลูก
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และพยายามอย่าฝืนลูกในช่วงที่ยังไม่พร้อม คือมีอารมณ์ง่วงไม่สบาย
หรือช่วงที่อารมณ์ไม่ดี เพราะจะทำให้ลูกไม่ชอบในสิ่งที่ทำ แม้จะมีความถนัดหรือความสามารถในสิ่งนั้นก็ตาม
ปกติแล้วเด็กมีแนวโน้มที่จะมีลักษณะอารมณ์ การรับรู้ และการตอบสนองทางอารมณ์เฉพาะตนมาแล้วตั้งแต่เล็ก
ซึ่งการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมมีส่วนให้ลักษณะอารมณ์ของเด็กมีรูปแบบชัดเจนเมื่อโตขึ้น
การส่งเสริมพัฒนาการตามวัยและลักษณะเฉพาะของเด็กถือเป็นสิ่งสำคัญ
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสอนให้ลูกมีสติในการรู้จักตนเอง เพื่อมิให้เด็กเกิดปัญหาเลียนแบบและไม่เป็นตัวของตัวเอง
เป็นการนำเด็กไปสู่การค้นหาตัวเอง เพื่อความเป็นอัจฉริยะในด้านนั้นๆ ต่อไป
นอกจากจะช่วยให้ลูกมีความเป็นอัจฉริยะแล้วยังช่วยให้ลูกมีความสมบูรณ์ในชีวิต
สามารถจัดการอารมณ์และรู้จักวางตัวในสังคมได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย
(update 5 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ มกราคม 2005 ]
|