มีคำกล่าวกันว่า เมื่อความจนเข้าทางประตู ความรักจะโบยบินออกทางหน้าต่าง
แต่อีกความคิดหนึ่งก็แย้งว่ายากดีมีจนไม่สำคัญ ความรักเป็นใหญ่ เพราะความรักคือแรงจรรโลงใจ
ในชีวิตคนเราคงไม่ถึงกับเลือกระหว่างความจนกับความรักอย่างเด็ดขาดเช่นนั้น
แต่เป็นเรื่องของการหาทางอยู่กันด้วยความรักทั้งในเวลาที่มีและจน
ไม่ให้เงินมาเป็นอุปสรรคต่อความสุขในชีวิตครอบครัว ไม่เอนไปทางสุดโต่ง ข้างหนึ่งข้างใด
พ่อแม่ที่รักลูกจำนวนไม่น้อย เลี้ยงลูกผิดวิธี คือเลี้ยงลูกด้วยเงิน พ่อแม่ต้องการสร้างฐานะให้มั่นคง
เพื่อให้ลูกได้มีหน้ามีตา แล้วก็ลงเอยด้วยเวลาที่หมดไปกับการทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินมา
แล้วใช้เงินที่หาได้จากการทำงานมาเลี้ยงลูก โดยให้เงินเป็นสื่อสัญลักษณ์ที่บอกว่ารักลูก
ลูกต้องการอะไรก็หาเงินมาซื้อให้ทุกอย่าง ลูกขอเงินเมื่อใดก็ให้เมื่อนั้น
การรักลูกแบบนี้เป็นการรักแบบทุ่มเงินเอาใจจนสุดโต่งเป็นการรักที่ผิดแบบแผนแห่งความรักอย่างมีปัญญา
เป็นความรักที่อาจย้อนกลับมาทำลายอนาคตของลูก เพราะลูกอาจจะโตขึ้นเป็นคนที่ขาดความรัก
และหาทางแสวงหาวัตถุสิ่งของมาทดแทนความรักที่ขาดหายไป ซึ่งจะไม่มีวันเติมเต็มได้
เพราะวัตถุกับใจเป็นสิ่งที่อยู่คนละระนาบกัน หรืออาจจะกลายเป็นคนที่ใช้เงินเป็นเบี้ย
และขาดความรับผิดชอบทางการเงิน พ่อกับแม่นั่นเองที่หัดนิสัยนั้นให้ลูกมาตั้งแต่เล็ก
อักด้านหนึ่งคือ พ่อแม่ที่อยากจะสอนให้ลูกรู้ว่าต้องพยายามจึงจะได้เงิน
ก็อาจจะมีวิธีการสอนเรื่องการเงินในทางที่ผิดเหมือนกัน โดยใช้เงินเป็นเครื่องล่อใจในทุกๆ
เรื่องที่ต้องการให้ลูกทำ ลูกจะถูก 'ว่าจ้าง' ให้ทำแม้ในสิ่งที่เป็นความดีงามของตัวของเขา
เช่น ถ้าทำการบ้านเสร็จจะให้ของเล่น ถ้ายอมไปเรียนพิเศษจะซื้อเกมคอมพิวเตอร์ให้
หรือถ้าสอบได้คะแนนถึง 3 จะให้เงินเท่านั้นเท่านี้บาท การว่าจ้างทำนองนี้สร้างนิสัยการต่อรองให้ลูกมาตั้งแต่เล็ก
เด็กขาดแรงจูงใจที่ดี เพราะไม่มีอะไรที่เด็กได้ลงมือทำด้วย แรงจูงใจในความสนใจในงานนั้นๆ เอง
พ่อแม่อาจสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องการเงินได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการให้ความรับผิดชอบตัวเองในด้านการเงิน
ถ้าจะทำให้ได้ผลพ่อแม่ต้องรู้จักวางเฉยเมื่อลูกใช้เงินผิดพลาดไปบ้าง พ่อแม่ต้องคอยเตือนตนเองว่าอย่าเพิ่งเข้าไปแทรกแซง
ให้ถือว่าความผิดพลาดเป็นบทเรียนที่ลูกต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างให้เขามีวินัยทางการเงินตั้งแต่เป็นเด็กที่หาเงินใช้เองไม่ได้
และในที่สุดเมื่อเขาโตแล้ว พร้อมจะรับผิดชอบตนเอง แล้วก็ต้องปล่อยให้เขารับผิดชอบกับตนเอง
โดยพ่อแม่อาจจะช่วยเหลือบ้างตามโอกาสแต่ไม่ใช่ช่วยอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งจะทำให้ลูกเป็นคนที่ไม่รู้จักโต
และไม่มีความรับผิดชอบทางการเงิน
การเริ่มต้นสอนเรื่องเงินเริ่มได้ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ถ้าเป็นเด็กเล็กที่โรงเรียนยินยอมให้นำเงิน
ไปซื้อขนมที่โรงเรียนก็อาจจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้เป็นรายวันก่อน แล้วให้เขาจดรายจ่ายเอาไว้
เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ก็เริ่มจ่ายเงินให้กับลูกเป็นรายสัปดาห์ แล้วสอนให้ลูกรู้จักใช้เงินให้อยู่ในงบประมาณ
รู้จักจดบัญชีรายจ่าย และเหลือส่วนหนึ่งสะสมไว้เป็นเงินออมเพื่อซื้อของชิ้นใหญ่ที่เขาต้องการ
ถ้าเขามีความรับผิดชอบด้านการเงินดี ก็ควรจะเพิ่มระยะเวลาการจ่ายเงินให้ห่างขึ้น
เช่น เพิ่มเป็นรายจ่ายเงินรายปักษ์ หรือทุกครึ่งเดือน แล้วยืดออกไปเป็นรายเดือน
เพื่อให้การจัดการเรื่องการเงินของเขายืดหยุ่นขึ้น และเพิ่มความรับผิดชอบให้เขายิ่งขึ้น
เมื่อจะไปซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับครัวเรือน พ่อแม่ควรพาเขาไปด้วย
เพื่อให้เขารู้ราคาของเท่าที่วัยของเขาจะพึงรู้ได้ สอนให้รู้จักเปรียบเทียบราคากับปริมาณ
หรือคุณภาพของสินค้าเป็นการเพิ่มประสบการณ์ทางด้านรายจ่าย และเมื่อจะไปธนาคาร
ก็พาเขาไปด้วย เปิดบัญชีเงินฝากให้เขาด้วยหนึ่งบัญชี เพื่อให้เขาเริ่มคุ้นเคยกับการฝากเงินกับธนาคาร
ในเวลานี้สาขาธนาคารในศูนย์การค้าเปิดให้บริการเกินเวลาทำงานปกติของธนาคาร
และเปิดให้บริการในวันหยุด โอกาสพาลูกไปธนาคารจึงมีมาก
พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้ว่าเงินสำหรับทุกๆ คนมีจำกัด เมื่ออยากได้ของอย่างหนึ่งก็จะไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง
เขาจะต้องรู้วิธีการตัดสินใจ ถ้าลูกใช้เงินเพลินไป เช่น ซื้อของที่อยากได้โดยไม่ทันระมัดระวังงบประมาณที่กำหนดไว้เอง
เขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบด้วยการไม่มีเงินใช้เรื่องอื่นๆ ในสัปดาห์นั้น ถ้าไม่ทำให้เสียหายไปถึงการเรียน
พ่อแม่ต้องรู้จักวางเฉยบ้าง ไม่รีบจ่ายเงินเพิ่มเป็นพิเศษให้ คือแม้พ่อแม่จะอยากให้เงิน
แต่การมีเมตตาและหวังดีต่อลูกในกรณีนี้ ต้องใช้อุเบกขาเป็นธรรมนำหน้า
เพื่อสอนให้ลูกรู้จักมีวินัยทางการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตในอนาคตของเขา
ด้วยวิธีนี้ เด็กที่มีโอกาสหัดจัดงบประมาณและวางแผนการใช้จ่าย รู้จักจับเงินเพื่อใช้จ่ายด้วยตนเอง
ก็จะพัฒนาตนเองขึ้นในด้านการเงิน
นอกจากการวางแผนการใช้เงินเบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของเขาแล้ว
พ่อแม่จะให้ลูกมีส่วนร่วมในการวางแผนการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
หรือช่วงปิดภาคเรียนเมื่อจะเดินทางไปเที่ยวพร้อมกันทั้งครอบครัวด้วย
ทำให้เขาเห็นการวางแผนทางการเงินในภาพที่ใหญ่ขึ้น
และจะเห็นความสำคัญของการใช้เงินให้อยู่ในงบประมาณยิ่งขึ้น
ในการทำแบบฝึกหัดเรื่องการเงินกับลูกๆ ที่กล่าวมานี้ ข้อสำคัญที่ไม่ควรลืม
สิ่งใดๆ ก็ตามที่สอนให้ลูกทำ พ่อแม่ต้องทำด้วย
(update 11 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
kids&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 109 เมษายน 2548 ]
|