ใครก็อยากให้คนที่ลูกติดน่ะเป็นตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าวันดีคืนดีหนูเกิดรักแม่ ติดแม่มาก
ชนิดเป็นคู่แท้ปาท่องโก๋ มีหนูต้องมีแม่ทุกที่ทุกเวลาอย่างนี้ คนเป็นแม่ก็กังวลได้เหมือนกันนะ
ใหม่ๆ ที่ลูกร้องเรียกหาและต้องการแต่แม่เพียงคนเดียว คนอื่นดีแค่ไหนหนูก็ไม่สน
แบบนี้เป็นใครก็ปลื้มอยู่แล้ว แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งที่หนูโตขึ้น ทำอะไรได้เยอะขึ้น
ไม่เหมือนเมื่อขวบปีก่อนแล้ว แม่ก็คิดว่าคงจะวางใจปล่อยหนูไว้กับใครได้บ้างยามเมื่อแม่ต้องไปทำอย่างอื่น
แต่แล้วสิ่งที่พบกลับเป็นเสียงร้องไห้ฟูมฟาย อาการไขว่คว้าหาแม่และอ้อมกอดที่หนักแน่นชนิดติดหนึบอย่างนี้
แม่จะทำยังไงดี แล้วถ้าหนูเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถึงวัยเข้าโรงเรียน แม่มิต้องตามไปเฝ้าหนูถึงที่โรงเรียนหรือ...!
ติดแม่ เพราะ...
ควบคุมความกังวลของคุณไว้ก่อน แล้วมาทำความเข้าใจกับพัฒนาการนี้ของลูกกัน
เพราะเชื่อได้ว่า ถ้าหากคุณเข้าใจที่มาที่ไปของอาการรักติดหนึบของลูกแล้ว
ความกังวลที่มีในใจจะคลี่คลายลงไปได้มากโขเลยค่ะ
- พัฒนาการของวัย อาการติดแม่ ติดใครสักคนหรือแม้แต่การติดสิ่งของ เช่น ตุ๊กตา ผ้า หมอนนั้น
เป็นเพราะลูกรู้สึกไม่มั่นคง ไม่มั่นใจ กลัวการอยู่ห่างจากคนหรือของที่ตนเองรัก
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงขวบปีที่ 2 ลูกเริ่มรู้สึกและรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว
รวมถึงการมีอยู่และการหายไปของผู้คน สิ่งต่างๆ รู้ว่าจะมีบางช่วงเวลาที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ข้างตัว
- ที่มากไปกว่านั้นลูกสามารถผูกโยงการรับรู้นี้กับเวลาและระยะทางได้แล้วด้วย นั่นคือ เมื่อคุณหายไปจากสายตา
หมายความว่าคุณได้ไปอยู่ไกลจากลูกซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าห่างออกไปไกลแค่ไหน และอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับมาอยู่ใกล้ๆ
ซึ่งการรับรู้ในลักษณะนี้แหละที่กระตุ้นความรู้สึกไม่มั่นคง ความกลัวการโดดเดี่ยวให้มีมากยิ่งขึ้นค่ะ
- เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในชีวิต อาการรักติดหนึบนี้จะมีให้เห็นได้ตั้งแต่ช่วงวัยประมาณ 5-6 เดือน
แต่จะปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงประมาณขวบครึ่ง-2 ขวบครึ่ง และจะค่อยๆ ลดอาการเกาะติดลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น
ประมาณสัก 3 ขวบก็จะลดลงไปได้มากแล้วค่ะ เด็กบางคนสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้โดยที่ไม่ฟูมฟาย อาละวาดมากมาย
แต่กับบางคนก็จะมีอาการมากมาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบุคลิกภาพของลูกเป็นเด็กที่อ่อนไหวง่าย
เป็นคนไม่มั่นใจตัวเอง หรือเกิดจากความผูกพันที่ผ่านมากับพ่อแม่ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในชีวิต
เช่น มีน้องใหม่ย้ายบ้าน เปลี่ยนพี่เลี้ยง ผลักลูกเข้าสู่เนิร์สเซอรี่ โรงเรียนเร็วเกินไป ย้ายโรงเรียน
พ่อแม่ทะเลาะหรือแยกทางกัน เหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ความรู้สึกกลัวพลัดพราก กลัวการทอดทิ้ง
จนแสดงอาการติดแม่มากๆ โหมกระพือขึ้นอีก ซึ่งจะมากหรือน้อยลูกจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยดีหรือไม่
ก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ถ้าได้ช่วยสะสมความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้ลูกมาเป็นระยะตั้งแต่ก่อนมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น
ลูกก็จะสามารถก้าวผ่านความรู้สึกนี้ไปได้ด้วยดีค่ะ
- สไตล์การเลี้ยงลูก แบบประคบประหงมมากเกิน หรือสอนให้ระแวดระวังตลอดเวลา ทั้งคนแปลกหน้า
สถานที่แปลกใหม่ด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของลูก โดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกมีอิสระที่จะเรียนรู้
หรืออยู่โดยปราศจากคุณบ้าง การเลี้ยงดูวิธีนี้จะทำให้ลูกเคยชินกับการมีคุณพะเน้าพะนออยู่ใกล้ๆ
และเป็นเหมือนการสร้างกรอบให้ลูกยึดติดกับตัวคุณมากขึ้น ทำให้ลูกขาดความมั่นใจปรับตัวกับการที่ต้องอยู่ห่าง
หรืออยู่ด้วยตัวเองตามลำพังได้ยาก แม้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ
ห่างแม่...ไม่ใช่เรื่องยาก
แบบฝึกหัดแยกห่าง
- กิจกรรมฝึกหนูอยู่ลำพัง ให้ลูกได้เล่นกิจกรรมที่ต้องเล่นคนเดียวบ้าง เช่น ระบายสี วาดรูป
ต่อบล็อก ใหม่ๆ ก็นั่งดูห่างๆ แล้วค่อยขยับหายไปสัก 5-10 นาที แล้วกลับมาใหม่
- ลดบทบาทของตัวเอง ให้โอกาสลูกได้อยู่กับคนอื่นบ้าง ให้คุณพ่อ ย่า ยาย หรือคนในบ้านได้ดูแลลูกแทนคุณ
รวมทั้งเริ่มฝึกให้ลูกช่วยเหลือหรือทำอะไรด้วยตัวเองได้บ้างแล้ว
- รู้จักที่ใหม่ คนใหม่ๆ มีโอกาสเมื่อไหร่พาลูกออกเที่ยวบ้างค่ะ จะเป็นบ้านญาติ บ้านเพื่อน สนามเด็กเล่นในหมู่บ้าน
สถานที่ท่องเที่ยวหรือแม้แต่ตลาด ธนาคาร ร้านค้าที่คุณไปทำธุระ โดยเฉพาะที่ที่มีเด็กๆ ให้ลูกได้พบปะผู้คน
ก็จะช่วยลูกเรียนรู้ที่จะปรับตัวกับผู้คนและสถานที่ใหม่ๆ ได้ค่ะ
ครั้งแรกของการจากไกล
ไม่ควรเป็นการจากที่มีระยะเวลานานเกินไป ยังไม่ควรจะมีการค้างคืน
แต่ถ้าจำเป็น วันหรือสองวันก็มากพอสำหรับหนูแล้ว และไม่ควรเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในชีวิตลูก
เช่น มีน้องใหม่ ลูกไม่สบาย เปลี่ยนพี่เลี้ยง ย้ายบ้าน เป็นต้น
- ต้องบอกลูกให้ชัดล่วงหน้า ว่าคุณจะไปไหน ทำอะไร กลับเมื่อไหร่ ระหว่างนี้ใครจะดูแล
- คนที่อยู่ดูแลลูกระหว่างที่คุณไม่อยู่ต้องเป็นคนที่ลูกคุ้นเคย และต้องให้ข้อมูลกิจวัตรของลูก
เช่น เวลากินนอน อาหาร ของเล่น นิทานที่ชอบ เป็นต้น
- แม่ไม่อยู่แต่ขอให้สิ่งแวดล้อมและชีวิตประจำวันเหมือนเดิม ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ช่วงที่คุณไม่อยู่
อย่าเอาลูกไปฝากไว้ที่อื่นหรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมลูก เพราะการปรับตัวหลายๆ ด้านพร้อมๆ
กันเป็นเรื่องยากสำหรับลูกค่ะ
เตรียมความพร้อมก่อน
เมื่อรู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์มากระทบชีวิตประจำวันของลูกเกิดขึ้น
ควรบอกให้ลูกรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ให้เหตุผลเท่าที่ลูกจะรับรู้ได้และถามความรู้สึกกับลูก
ให้ลูกได้เริ่มปรับใจและเริ่มทำความคุ้นเคยไปทีละน้อย กรณีถ้ามีน้องใหม่
อย่าทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปที่คนน้องอย่างเดียว สนใจคนพี่ให้มาก
เมื่อเราห่างกัน...แบบนี้ไม่ทำ
- หนีลูกไปเฉยๆ โดยไม่บอกกล่าว จะทำให้ลูกกลัว และยิ่งติดคุณมากยิ่งขึ้น
- ผลักไส ตำหนิ หรือแสดงอาการหงุดหงิดรำคาญ เมื่อลูกเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาไม่ยอมแยกห่างจากคุณ
- ไม่กลับตามเวลาที่บอกลูกไว้หรือให้คนอื่นไปรับแทน
- ขู่ว่าไม่รักหรือจะทิ้งลูก ถ้าร้องไห้ ไม่เชื่อฟัง
อย่าให้ลูกขาดความไว้วางใจ
จะว่าไปการที่เด็กเลือกติดใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะติดแม่ ติดพ่อ
เป็นเรื่องของความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจที่ลูกมีต่อคนคนนั้น ถ้าลูกติดคุณมากแสดงว่าเขาไว้ใจคุณมากกว่าใคร
ดังนั้นถ้าเพียงแต่เราเพิ่มความมั่นใจในความรักที่เรามีให้กับลูก ด้วยการอยู่ดูแล สัมผัส โอบกอดเขาอยู่เสมอ
เขาก็จะเติบโตขึ้นมาอย่างคนที่ไว้ใจโลก ไว้ใจผู้อื่น ไม่ได้หวาดระแวงไปหมดทุกสิ่ง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเสียแล้ว
การปรับตัวกับโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ คงเป็นเรื่องยากสำหรับลูก แล้วลูกที่เรารักจะมีความสุขได้อย่างไร
วันนี้ลูกติดเรามากขนาดไหน ก็น่าจะดีกว่ามีลูกแล้วลูกไปติดคนอื่น
และถ้าคนคนนั้นเป็นใครที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเรา อย่างนี้น่าช้ำใจกว่ากันเยอะ คุณว่ามั้ย
(update 14 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547 ]
|