ทำอย่างไร ให้ลูกอยากเรียนรู้


การสอนให้เด็กเรียนรู้ที่ดี ควรให้คำตอบที่เป็นจริงชัดเจน เรียงลำดับข้อมูลที่ไม่ยอกย้อน ซับซ้อน เพื่อให้เด็กเรียนรู้อย่างถูกต้อง ดังอธิบายความสำคัญและวิธีการไปในฉบับที่แล้ว ฉบับนี้มีคำตอบอธิบายถึงวิธีจูงใจเด็กให้ทำตามในสิ่งที่คุณอยากให้เขาฉลาดได้ไม่ยากค่ะ

เด็กอายุ 2 ขวบ จะเริ่มต้นอยากเรียนไวโอลินไม่ได้ ถ้าไม่มีใจอยากเรียนเสียก่อน และเด็กที่ถูกส่งมาเรียนไวโอลิน ส่วนใหญ่เป็นความปรารถนาของพ่อแม่ ไม่ใช่เพราะตัวเด็กเอง ดังนั้นนอกจาก ศ.Suzuki จะใช้วิธีสอนเด็กให้เล่นไวโอลิน ด้วยวิธีสอนอย่างตรงไปตรงมา ตามที่ได้อธิบายในฉบับก่อนแล้ว เขายังมีวิธีทำให้เด็กอายุ 2 ขวบ อยากเรียนไวโอลินได้อย่างไร ? ผู้ใหญ่ที่รักเด็กอย่างจริงใจ จะไม่มีวันบังคับให้เด็กทำในสิ่งที่เขาไม่รู้สึกสนุก หรือไม่อยากทำ แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นการเล่นเท่านั้น ถึงเด็กจะอยากทำ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เด็กชอบ หรือปรารถนาอยากเรียนรู้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสอนให้เขาเป็นอัจฉริยะในเรื่องนั้นได้

เมื่อเด็กใหม่มาเรียนไวโอลิน เขาจะได้รับการผูกมิตรจากเด็กและแม่ของเด็กเก่า เพื่อให้เกิดความสนิทสนมกัน และเมื่อเด็กเก่าเอาไวโอลินของตัวเองออกมาเล่นตามปกติ คุณจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กใหม่ได้ทันทีว่า เขาแทบจะอดใจไม่อยู่ เมื่อเห็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเล่นอะไรบางอย่างเป็นเพลง การมาร่วมคลุกคลีกับเพื่อนๆ ในวันที่ 2 ตอกย้ำความรู้สึกอยากได้ไวโอลินซักเครื่อง และพร้อมสำหรับการเรียนบทเรียนแรก

วันต่อมาเด็กแต่ละคนจะขึ้นเวที เพื่อเล่นไวโอลินในบทที่ตนเองกำลังเรียนอยู่ในหอประชุมตามลำดับ จนถึงลำดับของเด็กใหม่ มีไวโอลินและคันชักรอเขาไปเป็นเจ้าของอยู่บนแท่นกลางเวที เพียงเขาหยิบไวโอลินและคันชักนมาถือ แล้วโค้งคำนับ สิ้นเสียงปรบมือจากแม่และเด็กเก่าในที่ประชุม ครูก็มานำเขาลงจากเวที ซึ่งแทบจะได้ยินเสียงกระซิบในใจของเขาเองว่า นี่คือบทเรียนแรกหรือ ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็อยากเรียนบทต่อไปให้เร็วที่สุด

ศ.Suzuki ทำให้เด็กลิ้มรสการเป็นผู้ชนะ เพราะเชื่อว่าความสำเร็จที่เด็กรู้สึกในบทเรียนแรก จะผลักดันให้เขาเกิดความกระตือรือร้น ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่โรงเรียนชอบเตรียมไว้ให้เด็กในวันแรก คือการสอบวัดแววความรู้ เพื่อให้เด็กได้ลิ้มรสของการเป็นผู้แพ้ นั่นคือ ความสลดหดหู่ของผลสอบ

ทุกคนปรารถนาจะเรียนรู้ แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กต่างก็ไม่ชอบการสอบ ถ้าคุณเป็นผู้ตั้งข้อสอบ โดยหนึ่งในนั้นมีข้อง่ายพิเศษซ่อนอยู่ ถ้าเด็กตอบข้อนี้ผิด คงมองว่าเขาโง่อย่างมหันต์ใช่ไหม ? ถ้าคุณคิดเช่นนั้น คุณคงลืมไปแล้วว่าจุดมุ่งหมายของการสอบที่แท้จริง มีเพื่อค้นหาว่าเด็กไม่รู้ ทั้งที่ครูแน่ใจว่าสอนเรื่องนี้แก่เขาแล้ว การสอบจึงเป็นการค้นหาความผิดพลาดในการสอนของครูด้วย แต่เมื่อผลการสอบออกมาว่า เด็กมีความรู้อ่อนมาก ความจริงทุกครั้งที่เกิดขึ้นคือ ครูผู้สอนไม่ได้ถูกตำหนิดังจุดประสงค์ของการสอบ แต่ตัวของเด็กถูกตำหนิโดยตรง ทั้งที่ควรพิจารณาความผิดทั้งเด็กและครูร่วมกันทั้งคู่

หน้าที่ของครูที่แท้จริงไม่ใช่การสอนด้วยความรักเด็กอย่างจริงใจ พร้อมที่จะมอบความรู้ที่เด็กจะนำไปใช้ตลอดชีวิตหรอกหรือ ? อย่างน้อยที่สุด ครูต้องไม่ปิดกั้นความปรารถนาอยากเรียนรู้ของเด็กด้วยการสอบ เพราะมันจะค่อยๆ กลืนกินธรรมชาติที่กระตุ้นความอยากเรียนรู้ให้หยุดลง จนเด็กกลายเป็นคนไม่กล้าคิดกล้าแสดงออก มีสิ่งใดที่เปิดโอกาสให้เด็กบอกสิ่งที่เขาอยากรู้ แต่ยังไม่มีใครบอกให้รู้ ไม่มีเลย แถมผู้ใหญ่ยังกลับใช้การสอบที่เป็นผู้ตั้งคำถามขึ้นเอง เพื่อหาว่าเด็กไม่รู้อะไร แล้วจดคะแนน ซึ่งถือกันว่า เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือ มากกว่าหาวิธีที่จะให้เด็กได้รับโอกาสแสดงออกในสิ่งที่เด็กมีความรู้ให้ทุกคนเห็น

ดังนั้นถ้าคุณปรารถนาอยากหยุดความกระตือรือร้นของเขา ในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย หรือยากให้ลูกรู้สึกไม่ชอบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็จงทำการสอนเขา แล้วบอกผลว่า มันผิดพลาดจากความจริงมาก เร่งชี้ให้เขารู้ว่า เขาน่าจะสิ่งนั้นได้ไม่ดี แต่ถ้าคุณปรารถนาจะกระตุ้นให้เขากระตือรือร้น ชอบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ให้เขาก้มหน้าก้มตาขะมักเขม้นทำมันซ้ำแล้วซ้ำอีก เปิดโอกาสให้เขาแสดงออกด้วยการแสดงผลงานของเขา โดยมีคุณคอยค้นหาส่วนดีของผลงานเสมอ ว่าเขาทำสิ่งนั้นได้ดีแค่ไหน ถ้าไม่ดีก็ช่วยเขาแก้ไข แล้วบอกให้เขากลับมาแสดงอีก เด็กที่ได้รับคำชมบ่อยๆ จะเติบโตอย่างเฉลียวฉลาดกว่าเด็กที่ได้รับคำติเตียนด่าว่าตลอดเวลา เพราะคำชมเป็นเสมือนสารกระตุ้นให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ ที่นำไปสู่ความเป็นอัจฉริยะ

คุณอาจบอกว่า ลูกของคุณคงไม่มี IQ สูงพอที่จะเป็นอัจฉริยะได้ด้วยวิธีนี้ แต่ความจริงคนที่มี IQ สูงจะไม่มีค่าเลย ถ้าไม่มีผลงานประจักษ์กับผู้อื่น โทมัสเอดิสัน อัจฉริยะนักประดิษฐ์ และอัลเบิรต์ ไอน์สไตน์ อัจฉริยะทางฟิสิกส์ ไม่เคยได้รับการทดสอบทาง IQ แต่ถ้าเขาสอบ พวกเขาอาจได้คะแนนต่ำ เราจะริบรางวัลต่างๆ คืนมา หรือแก้ตัวแทนพวกเขาว่า คะแนนทดสอบนั้นผิดพลาดไหม ? อย่าลืมว่าในวัยเด็กท่านทั้ง 2 ถูกหาว่าโง่เง่า และถูกให้ออกจากโรงเรียน แต่แม่ของพวกเขาไม่เชื่อและลงมือสอนพวกเขาด้วยตัวเอง นี่เป็นการชี้ให้เห็นว่า IQ ไม่ได้พิสูจน์ว่าพวกเขาสติปัญญาต่ำจริง เพราะผลงานของเขาพิสูจน์ความเป็นอัจฉริยะได้อย่างที่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน

การทดสอบ IQ จึงน่าจะหมายถึงการทดสอบผลงานทุกสิ่งที่ทำออกมา มากกว่าการทำข้อสอบวัด IQ เพียงครั้งเดียว เพราะความฉลาดไม่ใช่ทดสอบโดยใช้วิธีทางทฤษฎีเท่านั้น แต่อัจฉริยะที่แท้จริง ต้องดูที่ผลงานของเขาด้วย เช่น การทดสอบว่าคุณว่ายน้ำได้เร็วแค่ไหน ต้องดูจากผลงานว่า คุณว่ายน้ำได้ไกลแค่ไหน การทดสอบว่าคุณเล่นไวโอลินได้ดีไหม ก็ดูจากเสียงดนตรีอัจฉริยะที่คุณเล่นออกมา ฯลฯ ทั้งหมดไม่สามารถวัดเป็นคะแนน IQ ว่าได้เท่าไร นอกจากการกระทำของคุณ ที่จะแสดงว่าคุณมีความเป็นอัจฉริยะด้านนั้นไหม ?

สมมติว่าลูกของคุณอายุ 4 ขวบ มีคะแนนสอบ IQ 150 ทำทุกอย่างที่เด็กอายุเฉลี่ย 8 ขวบทำได้ แต่ไม่มีผลงานอะไรชัดเจน ต่างกับเด็กอีกคนที่มีอายุและคะแนนสอบเท่ากัน แต่เขามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จึงเป็นไปได้ที่ใครๆ ก็ย่อมชื่นชมเด็กคนนี้มากกว่า การกระทำของเด็กจึงเป็นเครื่องทดสอบ IQ ที่แท้จริงของเด็ก และการสอบ IQ ได้คะแนนสูง จึงไม่ได้หมายความว่า เขาจะมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด ในทางกลับกัน ผู้ที่สอบ IQ ได้คะแนนไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะมีสติปัญญาต่ำด้วย

หัวใจสำคัญของการเพิ่มพูนความฉลาดให้กับเด็ก ที่ผู้ปกครองต้องจำให้ขึ้นใจไปตลอดคือ ต้องไม่สอบเด็ก แต่จะใช้วิธีให้เด็กแสดงผลงานที่ตัวเองได้เรียนรู้มา ซึ่งจะค่อยๆ อธิบายถึงวิธีการในครั้งต่อๆ ไป ส่วนจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เด็กเล็กฉลาดได้เร็วกว่าเด็กโต ก็ด้วยการสอนของผู้ปกครองตั้งแต่พวกเขายังไม่เข้าโรงเรียน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ฉบับหน้าจะอธิบายถึงเหตุผล ที่คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ดีกว่ารอให้เด็กโตแล้วค่อยไปเรียนรู้จากโรงเรียนค่ะ


(update 16 กันยายน 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มีนาคม 2547]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600