สิทธิเด็ก เรื่องของผู้ใหญ่โดยตรง


ข่าว...เด็กถูกละเมิดสิทธิ์โดยผู้ใหญ่ ทั้งการทำร้ายร่างกายอย่างทารุณรวมถึงการละเมิดทางเพศ มีให้ได้ยินได้ฟังและได้เห็นบ่อยครั้ง ซึ่งการถูกละเมิดเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ และผลต่อเนื่องไปถึงการเติบโตขึ้นอย่างมีปัญหาของเด็ก

สาเหตุสำคัญของปัญหาดังกล่าวมาจากพ่อแม่ผู้ปกครองจริงหรือ ?
แล้วจริงหรือที่สัมพันธภาพที่เหินห่างของลูกวัยรุ่นมาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก ?

คุณสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มีคำตอบค่ะ พร้อมเรื่องราวแห่งสิทธิที่เด็กพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย และอีกหลายมุมมองของสิทธิเด็กที่ผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้าม


DJ : เวลาที่เราพูดถึงสิทธิที่เด็กพึงมีพึงได้ตามกฎหมายนั้นมีอะไรคะ
”จริงๆ แล้วสิทธิที่เด็กพึงมีพึงได้ตามกฎหมายนั้นมีเยอะครับ แต่จะพูดถึงสิทธิหลักๆ 3 เรื่องด้วยกัน คือ

1. ความปลอดภัย จะเห็นว่าเด็กแรกเกิด – 6 ปี มักมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยในอาคารสถานที่ ความปลอดภัยในการดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองที่บางครั้งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นสาเหตุให้เด็กได้รับอันตราย เช่น เรื่องของการปล่อยให้เด็กเล่นในถังน้ำที่มีน้ำขังอยู่ เด็กวัยตั้งแต่ 8 เดือน ถึง 2 ปี ความสามารถในการยกตัวเองขึ้นมาน้อย เพราะร่างกายท่อนบนหนักกว่าร่างกายท่อนล่างเยอะ หรือการปล่อยให้เด็กวัย 7-8 เดือน นอนอยู่ในบ้านแล้วผู้ใหญ่ออกไปข้างนอก โดยที่เปิดประตูทิ้งไว้อาจเป็นสาเหตุให้เด็กตกลงมาจากบ้านเสียชีวิตได้ เป็นต้น

2. การดูแลพัฒนา เด็กจะต้องได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะช่วงวัยแรกเกิด 6 ปี นี้สำคัญที่สุด เพราะเป็นพื้นฐานของชีวิต สมองเติบโตได้ถึง 80% มีการศึกษาวิจัยว่าถ้าเด็กในวัยนี้ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ อารมณ์ ซึ่งจะมีผลไปถึงสมอง จะมีความเสียหายยิ่งกว่าเด็กวัยอื่น ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการทำงานของประสาทเท่านั้น แต่ยังทำลายการงอก และการเจริญเติบโตของเซลล์สมอง

3. การบำบัดฟื้นฟูเยียวยาแก้ไข เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ตรงนี้คนมักจะมองในเรื่องของสุขภาพกายจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งไม่เพียงพอ จะต้องมีการตรวจสอบพัฒนาการทุกด้านว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ดูการใช้อวัยวะต่างๆ ว่าสามารถใช้อย่างมีประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบไหม เช่น สายตาการมองเห็น การได้ยิน การพูด การออกเสียง สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการตรวจสอบ หากพบว่ามีความผิดปกติก็ต้องแก้ไขกันตั้งแต่เนิ่นๆ หากรอจนเกิน 6 ปี ไปแล้วการแก้ไขจะยิ่งยากขึ้นครับ”

DJ : กรณีที่ผู้ใหญ่ได้ละเมิดสิทธิของเด็ก โดยที่ไม่รู้ไม่ได้ตั้งใจล่ะค่ะ
” กรณีของการละเมิดสิทธิเด็กมี 2 ประเภท คือ การกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประมาท แต่พวกหนึ่งคือจงใจ ซึ่งก็แบ่งได้หลายแบบ เช่น ทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจ หรือล่วงเกินทางเพศ หรืออาจจะปล่อยปละละเลย

อย่างกรณีล่วงเกินทางเพศ บางครั้งการที่พ่อแม่ผู้ปกครองหวังดีกับลูก ผลอาจทำให้เกิดจุดอ่อนที่จะทำให้ลูกถูกล่วงเกินทางเพศได้ง่าย เช่น การแก้ผ้าอาบน้ำกับลูก การที่ไม่ได้สอนให้ลูกรู้สึกว่าร่างกายของคนเรามีขอบเขต ร่างกายของเขามีบริเวณที่เป็นของส่วนตัวที่คนอื่น จะไปเกี่ยวข้องไม่ได้ หากไม่มีปัญหาหรือหน้าที่ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เด็กควรได้รับการเรียนรู้ ไม่เช่นนั้น เด็กจะไม่มีเส้นแบ่งแยก ในเรื่องของขอบเขตของการสัมผัสทางด้านร่างกาย ซึ่งทำให้ง่ายที่จะตกเป็นเหยื่อทางเพศ รวมไปถึงการแสดงความรักระหว่างพ่อแม่ลูก ควรจะต้องมีความสอดคล้องกับวัย เช่น การกอดจูบเด็กเล็กๆ สามารถทำได้ แต่ไม่ควรจุ๊บปากเด็กนะครับ แม้ว่าจะดูว่าน่าเอ็นดู แต่อาจเป็นสาเหตุของปัญหา 2 ประการคือ

ปัญหาประการที่ 1 การติดเชื้อ การถ่ายเชื้อโรคทางปากมันง่าย สมมุติว่า ถ้าผู้ใหญ่เป็นเริม หรือมีเชื้อโรคอื่นๆ เช่น เชื้อหวัดก็จะสัมผัสเข้าปากได้เลย

ส่วนปัญหาประการที่ 2 การล่วงเกินทางเพศ ถึงวัยหนึ่งริมฝีปากจะถูกกระตุ้นทางเพศได้ แต่เด็กจะยังไม่รู้ ถ้าเด็กถูกจูบปากอยู่เรื่อยๆ เขาจะคิดว่ามันเป็นสิ่งปกติ ซึ่งเดี๋ยวนี้แม้แต่ในยุโรปเอง เมื่อก่อนเขาเคยทักทายกันแบบจุ๊บปากเล็กๆ แต่เดี๋ยวนี้เขาหันไปจุ๊บทางแก้มแล้ว แค่แก้มสัมผัสกันแล้วออกเสียงเท่านั้นเอง

คือมีความรู้ตรงนี้มากขึ้นว่าริมฝีปาก ผิวหนังบางส่วนมันถูกกระตุ้นทางเพศได้ง่าย ถ้าเด็กไม่ได้ถูกสอนเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นเขาจะมีปัญหาได้ อย่างพ่อกับลูกสาวที่อายุเกิน 12 ปี อาจจะโอบไหล่ได้บ้างแต่ไม่ควรหันหน้าเข้าหากัน จูบปากจูบแก้มนี่ไม่ควรเด็ดขาด เพราะว่าเด็กเริ่มมีฮอร์โมนเพศ ฉะนั้น การเลี้ยงดูต้องมีรายละเอียดสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย”

DJ : แล้วสิทธิเด็กในบ้านเรากับต่างประเทศ มีความต่างกันไหมคะ
” ต่างกันอยู่แล้วครับ ในที่นี้ผมหมายถึงพ่อแม่ที่ดีๆ ที่รักลูกมากๆ นะ ต่างประเทศอาจจะมองเด็กในลักษณะของปัจเจก เพราะฉะนั้น เขาจะพยายามให้เด็กช่วยตัวเอง ซึ่งบางครั้งให้เด็กช่วยเหลือตัวเองมากเกินไปในบางช่วง ทำให้เด็กเกิดความเหินห่างกับพ่อแม่ผู้ปกครอง สัมพันธภาพ ตรงนี้จึงแย่ ตรงกันข้ามกับของไทยที่เข้าไปช่วยเหลือเด็ก ช่วยทำนั่นทำนี่เกินพอดี ไม่ปล่อยให้เด็กฝ่าฟันอุปสรรค แก้ปัญหา เผชิญปัญหา เผชิญความยากลำบาก เพราะฉะนั้น เด็กไทยอาจจะมีสัมพันธภาพสนิทสนมกับพ่อแม่ระดับหนึ่ง แต่เมื่อโตขึ้นกลับจะมีความขัดแย้ง เพราะการดูแลในลักษณะนี้คือการดูแลเด็กทารก โดยไม่เสริมให้เขามีพัฒนาการตามวัย

คนไทยจะดูแลเด็กเหมือนเด็กทารกตลอดทุกวัน พอเด็กเติบโตอยู่ในช่วงวัยรุ่น เขาจะต้องการการเป็นตัวของตัวเอง จะไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายกับชีวิตของเขาแล้ว ต้องการคำแนะนำ แนวทางชีวิต ให้คำปรึกษา แต่ไม่ต้องการคำสั่ง หรือคำชี้แนะว่าต้องการอย่างนี้ๆๆๆ ซึ่งพ่อแม่คนไทยส่วนมากจะไม่เป็นไร เมื่อไม่เป็นเด็กก็จะตีตัวออกห่าง จะเห็นว่าในสังคมไทยเด็กวัยรุ่นจะห่างพ่อแม่ แม้ว่าพ่อแม่จะรักใคร่สนิทสนมอย่างไรก็ตาม จะหาทางไปเรียนมหาวิทยาลัยจังหวัดอื่น เพื่อจะได้ไปอยู่หอพักเพื่อให้หลุดออกมา นี่เป็นความคิดที่แตกต่าง

ทีนี้ฝรั่งเองในช่วงแรกแม้จะสนิทใกล้ชิดหน่อย ก็ใกล้เคียงกันคือ พอโตปั๊บเด็กก็จะแยกตัวออกมา เพราะเด็กถูกฝึกให้แยกตัวตั้งแต่แบเบาะเลย ความรู้สึกจะต้องใกล้ชิดกับพ่อแม่จึงมีน้อย เพราะการเลี้ยงดูที่ตรงกันข้าม คือ มันสุดโต่งทั้ง 2 ฝ่าย ผลคือเกิดความผิดปกติทางสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ก็ต้องให้พอดี คือทางสายกลางนะครับ”

คุณสรรพสิทธิ์ ยังทิ้งท้ายไว้ว่า “ สิทธิเด็กเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับบุคคลที่แวดล้อม ไม่สามารถแยกเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนสิทธิผู้ใหญ่ได้ ซึ่งคนส่วนมากจะมองว่าสิทธิเด็กก็เป็นเรื่องของเด็ก จริงๆ แล้วไม่ใช่ สิทธิเด็กเป็นเรื่องของทั้งเด็ก พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ต้องคู่กันไปแยกไม่ได้เลย เพราะเด็กต้องมีผู้ใหญ่คอยปกป้องดูแล แต่ระดับการดูแลหรือปกครองต้องลดลงไปตามศักยภาพของเด็กที่เพิ่มขึ้น และศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของเด็กต้องไม่ใช่เพิ่มเอง เราต้องเป็นคนสร้าง แล้วเราก็ต้องค่อยๆ ลดบทบาทลงไป”


(update 24 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 97 พฤศจิกายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600