ลูกเล็กๆ เปรียบเหมือนแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ยามเมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา
ผู้เป็นพ่อแม่จึงเกิดความวิตกกังวลเป็นธรรมดา แต่คุณทราบหรือไม่ว่า
หากความวิตกกังวลต่ออาการเจ็บป่วยของลูก ทำให้คุณนึกถึงการพาลูกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเสียทุกครั้ง
บางทีนั่นอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีก็ได้
เนื่องจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แม้จะเป็นสถานที่ที่เป็นแหล่งชุมชนของบรรดาเหล่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ในการรักษาอาการเจ็บป่วยรวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกัน
ก็เป็นแหล่งชุมนมของผู้ที่เจ็บป่วยด้วยอาการของโรคต่างๆ ด้วยเช่นกัน
และแม้โรงพยาบาลหลายแห่งจะมีระบบการจัดการที่ดีในด้านความปลอดภัยจากการกำจัดเชื้อ
แต่เชื้อโรคบางอย่างแพร่กระจายทางอากาศ และส่งทอดถึงกันทางระบบการหายใจได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กวัยไม่ถึงขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ระบบภูมิคุ้มกันยังมีไม่มากพอ
จึงเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการติดเชื้อได้ง่าย
ทำไมลูกน้อยจึงติดเชื้อได้ง่าย
นท.รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวว่า จริงๆ แล้วโอกาสในการติดเชื้อเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างคุณพ่อคุณแม่เอง
ก็สามารถติดเชื้อได้เหมือนกัน ถ้าหากในช่วงเวลานั้นเกิดไม่สบาย หรือมีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้น
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภูมิต้านทานในร่างกายอยู่ในระดับที่ต่ำ
แต่ในกรณีของเด็กเล็กๆ อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่า และมีอาการรุนแรงกว่า
เนื่องจากระบบภูมิต้านทานจะต่ำกว่าของผู้ใหญ่ ยิ่งในช่วงภาวะเจ็บป่วยของเด็กเล็ก
จะทำให้ระบบภูมิต้านทานยิ่งลดต่ำลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในช่วงวัย 6 เดือนถึง 2 ขวบ
เนื่องจากในช่วงนี้ระดับภูมิคุ้มกันที่เด็กเคยได้รับจากแม่เมื่อครั้งที่ยังอยู่ในท้องเริ่มมีระดับลดลงเรื่อยๆ
" เด็กจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านทางรกมาตั้งแต่แรกเกิด ส่งผลให้เด็กช่วง 6 เดือนแรก
มีสุขภาพแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อ เมื่อเด็กอายุมากขึ้นปริมาณภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่จะค่อยๆ ลดลง
จนถึงระดับต่ำสุดเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ซึ่งปกติแล้วในช่วงระหว่างนี้เด็กจะได้รับภูมิคุ้มกันจากสารอาหารในน้ำนมแม่
ซึ่งถือเป็นการรับช่วงต่อในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่ก็อาจมีบ้างที่เกิดผิดพลาดขึ้น เช่น แม่เกิดป่วยขึ้นมา
ต้องกินยาหรืออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ ในขณะเดียวกันเมื่อเด็กอายุมากขึ้น
สารอาหารที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ก็เริ่มที่จะไม่เพียงพอสำหรับลูกน้อยแล้วจึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมื้ออาหารเสริมขึ้นมา
จึงทำให้ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย" นท.รศ.นพ.ชิษณุ กล่าว
แต่ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตระหนกกับเรื่องนี้มากเกินไป เนื่องจากการติดเชื้อในโรงพยาบาลไม่ได้พบบ่อยนัก
และอาการมักไม่รุนแรง ซึ่งถ้าเทียบการที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปแหล่งชุมชนแออัดอื่น เช่น ห้างสรรพสินค้า
ตลาดสด ร้านอาหาร ฯลฯ ในสถานที่เหล่านี้ก็มีอัตราการแพร่กระจายของเชื้อโรคอยู่มากเช่นกัน
แถมยังไม่มีระบบการจัดการในการป้องกันอีกด้วย
สำหรับการติดเชื้อในลูกน้อย ที่พบได้โดยทั่ว ได้แก่ ไข้หวัด ไข้ออกผื่นและโรคท้องเสีย อย่างไรก็ตาม
กรณีเด็กมีโรคประจำตัว มีภาวะแทรกซ้อน พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานานหรือได้รับเชื้อบางชนิด
เช่น เชื้อฮิบ เชื้อวัณโรค เชื้อไข้กาฬหลังแอ่น ก็อาจเกิดโรคติดเชื้อที่รุนแรงและถึงขั้นเสียชีวิตได้เหมือนกัน
เตรียมพร้อมก่อนพาลูกไปโรงพยาบาล
เมื่อถึงเวลาที่ต้องพาเจ้าตัวน้อยไปโรงพยาบาล นอกจากการเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นสำหรับลูกแล้ว
นท.รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ แนะนำว่า กรณีที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองจำเป็นต้องพาเด็กไปโรงพยาบาล
ควรวางแผนในการใช้เวลาในโรงพยาบาลให้สั้นที่สุด เช่น การนัดแพทย์ล่วงหน้า เตรียมเอกสารที่สำคัญ
และนำไปโรงพยาบาลด้วย คือ บัตรประจำตัวผู้ป่วย ใบนัด และสมุดสุขภาพ (สมุดรับวัคซีน)
เนื่องจากโรคติดเชื้อจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่ติดต่อทางการหายใจรดกันและการสัมผัส
การสวมหน้ากากผ้าให้ลูกน้อยเพื่อปิดบริเวณจมูกและปากจะช่วยลดการแพร่เชื้อโรคไปสู่คนอื่น
และยังเป็นการป้องกันการรับเชื้อจากผู้ป่วยอื่นด้วย การล้างมือเมื่อถึงโรงพยาบาล
และเมื่อกลับถึงบ้านอาจช่วยลดการติดเชื้อจากโรงพยาบาลได้บ้าง กรณีที่แพทย์จำเป็นต้องรับลูกของคุณไว้รักษาในโรงพยาบาล
ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่อยู่ในห้องหรือหอผู้ป่วยเดียวกัน การสวมหน้ากากผ้าและการล้างมือบ่อยๆ
อาจมีประโยชน์ในการป้องกันเชื้อโรคเช่นกัน
นอกจากนั้นแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรวางแผนเรื่องของการเลือกโรงพยาบาล ควรเลือกโรงพยาบาลใกล้บ้าน
และใช้เวลาบนท้องถนนให้น้อยที่สุด โดยสำรวจเส้นทางที่ใกล้ที่สุดหรือไปได้สะดวกที่สุด
เพื่อไม่ให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากไปก่อนถึงโรงพยาบาลหรือกลับถึงบ้าน
และลดปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคจากมลภาวะต่างๆ บนท้องถนนได้ด้วย และหากลูกน้อยจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจจิตใจลูกเป็นพิเศษ เนื่องจากลูกน้อยอาจมีความเครียดจากสภาพแวดล้อม
และผู้คนที่ไม่คุ้นเคยเกิดความกลัวและวิตกกังวลต่อการอยู่ห่างพ่อแม่ ความเจ็บปวดจากการฉีดยา
แทงสายน้ำเกลือ รวมถึงการตรวจในลักษณะพิเศษต่างๆ ด้วย
ป้องกันอย่างมั่นใจลูกปลอดภัยแน่นอน
นท.รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ แนะนำว่า การป้องกันเชื้อโรคจากโรงพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญ
คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการพาลูกน้อยไปโรงพยาบาล ไม่ควรพาลูกไปเยี่ยมผู้ป่วย
และไม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ หากมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย และแพทย์เองไม่ควรนัดเด็กเพื่อตรวจซ้ำบ่อยๆ
และไม่ควรรับเด็กไว้ในโรงพยาบาล ยกเว้นกรณีจำเป็น
แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถเลี้ยงได้และมีความจำเป็นต้องพาลูกไปโรงพยาบาลด้วย
ควรใช้เวลาที่โรงพยาบาลให้สั้นที่สุดและไม่ควรเข้าใกล้ตัวผู้ป่วยอื่น และการนำลูกน้อยมารับวัคซีนตามกำหนด
อาจช่วยลดการติดเชื้อโรคจากโรงพยาบาลบางโรคได้
อาการบางอย่าง...อาจไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล
คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักกังวลเกี่ยวกับอาการไม่สบายของลูกน้อยที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่
ที่ไม่ว่าจะอาการไหนขอให้ถึงมือหมอไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยด้านการเจ็บป่วย (แต่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่ม)
ซึ่ง นท.รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ ได้แนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองไม่มีความจำเป็น
ต้องพาลูกน้อยไปพบแพทย์เสมอ เมื่อลูกเจ็บป่วย เนื่องจากบางครั้ง อาการบางอย่างคุณแม่สามารถให้การดูแลลูกน้อยเองได้ที่บ้าน
ลักษณะอาการ : มีอาการคัดจมูก น้ำมูกใสๆ หายใจครืดคราด ไอบ้างเล็กน้อย มีไข้ ปวดหัว ตัวร้อน
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น : เด็กที่มีอาการคัดจมูกมีน้ำมูกเพียงเล็กน้อย อาการไอไม่รุนแรง
หรือมีไข้ต่ำๆ คุณพ่อคุณแม่อาจดูแลลูกเองที่บ้านได้ โดยในช่วง 2-3 วันแรก ควรให้ลูกพักผ่อนมากๆ และทานยาลดไข้
และดื่มน้ำมากๆ ดูดน้ำมูกให้ลูก วัดไข้ ถ้าอุณหภูมิเกิน 37.8 แสดงว่าเริ่มมีไข้ ควรระวังในเรื่องอาการชัก
เพราะเด็กวัยนี้ถ้ามีอาการตัวร้อนจัดอาจจะชักได้ ถ้าลูกมีไข้ตัวร้อนให้ลดอาการโดยเช็ดตัวให้ลูก
ให้ยาลดไข้ทุก 4-6 ชั่วโมง และให้ลูกดื่มน้ำให้เพียงพอ
อาการที่ควรพาไปพบแพทย์ : ถ้าลูกมีอาการไข้ติดต่อกันมากกว่า 3 วัน เป็นหวัดนาน 1 สัปดาห์
แล้วยังไม่หาย น้ำมูกใสๆ เปลี่ยนสี ไอมากขึ้นและหายใจลำบาก ร้องไห้และกวนมาก เบื่ออาหาร
ควรพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน
ลักษณะอาการ : ถ่ายอุจจาระเหลวผิดปกติแตกต่างจากที่เคยเป็น ถ่ายเป็นน้ำไม่น้อยกว่า 3 ครั้งใน 24 ชั่วโมง
หรือถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียวก็ถือว่าเป็นโรคอุจจาระร่วงแล้ว มักจะไม่ค่อยมีอาการรุนแรง
ที่มีอาการรุนแรงมักจะเกิดจากการติดเชื้อ มีไข้ต่ำๆ และเป็นหวัด ตามด้วยอาการอาเจียนหลายครั้ง
และถ่ายเป็นน้ำบางครั้งมีฟอง
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น : ควรผสมน้ำเกลือแร่ให้ดื่ม เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดน้ำและเกลือแร่
หลังจากการถ่าย ซึ่งลูกจะอ่อนเพลียเพราะเสียน้ำและเกลือแร่ไปมาก ในเด็กเล็กควรใช้ช้อนป้อนติดต่อกันนาทีละช้อน
หรือให้ดูดจากขวดนม กรณีเด็กโตควรให้ดื่มจากแก้ว วิธีนี้จะช่วยทดแทนน้ำ และเกลือแร่
ที่เสียไปเนื่องจากการขับถ่าย ประมาณ 10 ซีซี ต่อน้ำหนักเด็ก 1 กิโลกรัม เช่น เด็กหนัก 10 กิโลกรัม
ก็จะให้ดื่ม 100 ซีซี ต่อครั้ง หรือจนกว่าเด็กจะสดชื่น มีปัสสาวะออกปกติ การให้น้ำข้าวใส่เกลือนิดหน่อย
ก็ถือว่าเป็นน้ำเกลือที่ดีที่สามารถเตรียมได้เองที่บ้าน ตามปกติโรคอุจจาระร่วง มักมีอาการประมาณ 2-3 วัน
แต่อาจจะนานเป็นอาทิตย์และแพร่กระจายไปสู่คน ควรล้างมือลูกและแม่ให้สะอาด ดื่มน้ำต้มสุก
เตรียมอาหารและนมปราศจากเชื้อ และการกำจัดอุจจาระ จะเป็นการป้องกันโรค และการแพร่กระจายของโรคด้วย
กรณีลูกท้องเสียแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนๆ งดอาหารที่มีเส้นใย เช่น ผัก ผลไม้ กรณีถ่ายเป็นน้ำ
ให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ อาการเด็กมักดีขึ้นเองภายใน 2-3 วัน
อาการที่ควรพาไปพบแพทย์ : มีอาการขาดน้ำมาก ได้แก่ ซึม ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ตาลึก กระสับกระส่าย
มีไข้สูงพร้อมกับอุจจาระร่วง ไม่มีปัสสาวะเลยใน 6 ชั่วโมง ปวดท้องอย่างรุนแรง ถ่ายอุจจาระเหลว
หรือเป็นน้ำติดต่อกันตลอดเวลาหลายชั่วโมงติดกันและมีอาการน้อยแต่ไม่ดีขึ้นใน 1 อาทิตย์
เมื่อขับถ่ายมากลูกจะอ่อนเพลียกระหายน้ำ ปากแห้ง ตาลึก ผิวแห้ง เด็กเล็กจะเห็นกระหม่อมบุ๋ม
ปัสสาวะสีเข้ม และออกน้อย ซึ่งเป็นอาการของการขาดน้ำ และต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน
เนื่องจากลูกอาจจะติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคบิด สังเกตจากลูกจะถ่ายครั้งละไม่มาก มีมูกปน
บางครั้งมีเลือด เวลาถ่ายจะปวดท้องแบบบิดๆ และมักมีไข้สูง ในวันแรก
ลักษณะอาการ : การอาเจียนของลูกต่างกับการแหวะ อาการอาเจียนเป็นอาการที่อาหาร
หรือน้ำจากกระเพาะอาหารพุ่งออกทางปากอย่างแรง มักเกิดจากการแพ้อาหาร อาหารเป็นพิษ
หรือเป็นอาการเริ่มต้นของโรคอุจจาระร่วง โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น : คุณแม่ควรงดให้อาหารแข็ง และไม่ควรให้ยาแก้อาเจียนแก่ลูกในช่วง
8 ชั่วโมงแรกของการสังเกตอาการ เนื่องจากไม่มีการดูดซึมยาของร่างกายและยังอาจจะระคายเคืองต่อกระเพาะ
ทำให้ลูกอาเจียนมากขึ้นระหว่างนี้ควรให้น้ำทางปาก โดยเริ่มให้ทีละน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น น้ำที่ดีคือน้ำเปล่า
แต่อาจจะให้น้ำเกลือแร่ หรือน้ำผลไม้ใส่เกลือได้ และควรระมัดระวังอย่าให้น้ำเร็วเกินไป หรือมากเกินไป
หลังจากสังเกตอาการลูกครบ 8 ชั่วโมงแล้ว คุณแม่ก็เริ่มให้ทานอาหารแข็งและนมแก่ลูกน้อยได้
ในกรณีกินนมแม่ต้องลดปริมาณลง และให้ครั้งละน้อยๆ เมื่ออาเจียนลดลงหลังจากงดอาหารแข็ง 8 ชั่วโมงแล้ว
เมื่อเริ่มให้อาหารแข็ง อาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือข้าวต้ม
อาการที่ควรพาไปพบแพทย์ : ลูกน้อยอาเจียน และท้องเสียร่วมด้วยมากกว่า 3 ครั้ง มีอาการของการขาดน้ำ
เช่น อ่อนเพลีย ปากแห้ง ตาลึก กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อย อาเจียนมีเลือดปน โดยไม่มีเลือดกำเดาไหล
อาเจียนมีน้ำดีปน อาจเกิดจากลำไส้อุดตัน อาเจียนและกระสับกระส่าย หรือไม่ค่อยรู้สึกตัว
ซึ่งอาจเกิดเนื่องจากได้รับสารพิษต่างๆ อาเจียน และปวดท้องนานกว่า 4 ชั่วโมง
การป้องกันลูกน้อยจากเชื้อโรคต่างๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อย อย่าได้เคร่งเครียดหรือวิตกมากเกินไป
เพราะการติดเชื้อโรคจากโรงพยาบาลไม่ได้พบบ่อยในเด็กทั่วไปที่คุณแม่อุ้มพาไปรับวัคซีนตามที่คุณหมอนัด
ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งได้จัดพื้นที่แยกเด็กป่วยออกจากแผนกฉีดวัคซีนให้กับเด็กปกติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ที่สำคัญการติดเชื้อโรคต่างๆ ของลูกน้อยไม่จำกัดว่าจะมีอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลอย่างเดียว
สถานที่ชุมชนอื่นทั่วไปก็มีด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อความสบายใจของคุณแม่เวลาพาลูกไปรับวัคซีน
หรือเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องพาลูกน้อยไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาลก็ลองปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นดูนะคะ
(update 14 มกราคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 กันยายน 2547 ]
|