ดร.โดโรธี รีช ผู้เขียนหนังสือ Mega Skills ชิ้นนี้ เห็นความสำคัญของการให้การบ้านของครู
และการดูแลเด็กให้ทำการบ้านของพ่อแม่ ว่าเป็นวิธีฝึกเด็กให้มีสมรรถภาพในการทำงาน
เพิ่มพูนประสิทธิภาพในการเรียน (school performance) และเป็นวิธีอบรมบ่มนิสัย
และสร้างทักษะพื้นฐานให้เด็กหลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ วินัย การตรงต่อเวลา สมาธิ ฯลฯ
เธอได้เอ่ยถึงงานวิจัยสำคัญของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยมิชิแกนว่า
เด็กเรียนหนังสือได้ดีต่างกันเพราะความเป็นขยันทำการบ้าน มิได้อยู่ที่ภูมิปัญญามากน้อยที่มีมาแต่กำเนิด
(หรือที่ได้พัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับ) แต่ขึ้นอยู่กับการทำการบ้านอย่างตั้งใจถี่ถ้วนและสม่ำเสมอ
ซึ่งต้องการความบากบั่นเป็นพิเศษ เป็นการเดินทางเพิ่มเป็นพิเศษ (extra-mile)
ซึ่งเราขนานนามคุณลักษณะพิเศษนี้ว่า effort นั่นเอง"
ถามที่ให้มารดา (ทั้งในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา) ตอบจากงานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดมีว่า
ท่านให้เหตุผลได้หรือไม่ว่าทำไมบุตรของท่านจึงเรียนดี ?
ทำไมบุตรของท่านจึงพัฒนาตนเองให้เรียนดีขึ้นไม่ได้ ?
คำตอบมีตัวเลือกดังนี้ :
ความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด (ability)
ความบากบั่นทำให้เต็มสมบูรณ์ (effort)
โชค (luck)
การมาเรียน (schooling)
แม่ชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับภูมิปัญญา (ability intellingence) มาเป็นอันดับหนึ่ง
และการมาเรียนอย่างสม่ำเสมอ (Schooling) ส่วนแม่ชาวญี่ปุ่นกลับให้ความบากบั่นให้ถึงที่สุด (effort)
มีความสำคัญเป็นเอก เมื่อคำถามนี้ให้เด็กตอบ เด็กอเมริกันมีความเห็นอย่างเดียวกับแม่ ส่วนเด็กญี่ปุ่นมีความเห็นว่า
ถ้าทำคณิตศาสตร์ไม่ได้ดีนั้นก็หมายความว่า ตนขาด effort คือมีความพยายามทำให้ดีที่สุดไม่เพียงพอ
ทรหดไม่พอ ทำงานหนักไม่พอนั่นเอง
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกับเด็กระดับมัธยมในเมืองซานฟรานซิสโก
เด็กต่างชาติชาวอเมริกัน (asia american) ได้คะแนนดีไม่ว่าพอแม่มีพื้นเพการศึกษาในระดับใด
แสดงผลอย่างชัดเจนพ่อแม่ชาวเอเชียมีความสามารถที่จะช่วยดูแลควบคุมให้เด็กของตนทำงานหนัก
(ขยันทำการบ้าน) ขยันท่องบท ทบทวนวิชาความรู้ ยังมีการวิจัยที่อาศัยการนับจำนวนชั่วโมงที่เด็กทำการบ้าน
ปรากฏว่าเด็กเอเชียอเมริกัน ผู้ชายให้เวลาทำงานนับได้เกือบ 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
เด็กชาวอเมริกันผิวขาวให้เวลาเพียง 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนเด็กอเมริกันผิวดำ
ให้เวลาเกินกว่า 6 ชั่วโมงเพียงเล็กน้อยต่อสัปดาห์ สำหรับเด็กผู้หญิงชาวอเมริกันให้เวลา 12 ชั่วโมงกว่าๆ ต่อสัปดาห์
หญิงชาวอเมริกันผิวขาวให้เวลา 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเด็กอเมริกันผิวดำให้เวลานานกว่า 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
และเมื่อวัดความมานะบากบั่น (effort) สมาธิในการฟังครูอธิบายและการเข้าเรียน การมาโรงเรียน (Schooling) ปรากฏว่า
เด็กเอเชียอเมริกันมีคะแนนนับที่สูงกว่าเด็กอเมริกันทั้งสองพวก (คือทั้งผิวขาวผิวดำ)
การวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกนก็แสดงผลทำนองนี้ได้ชัดเจนยิ่ง เด็กที่ได้รับการวิจัยเป็นเด็กประถมในสหรัฐอเมริกา
ไต้หวันและญี่ปุ่น ปรากฏว่าเด็กอเมริกันได้คะแนนคณิตศาสตร์ต่ำสุด เด็กอเมริกันชั้นประถมปีที่ 1
ใช้เวลาทำการบ้านคืนละ 14 นาที และด้วยความเบื่อหน่ายเกลียดชังเป็นที่ยิ่ง เด็กญี่ปุ่นใช้เวลาทำการบ้านคืนละ 37 นาที
เด็กไต้หวันใช้เวลาคืนละ 77 นาที ทั้งเด็กไต้หวัน เด็กญี่ปุ่นบอกด้วยว่า ชอบทำการบ้าน
และเมื่อนับวันที่ไปโรงเรียนผลก็แตกต่างกัน เด็กเอเชียไปโรงเรียน 240 วันต่อปี
ส่วนเด็กอเมริกันไปโรงเรียนเพียง 180 วันต่อปีเท่านั้น
นี่ก็แสดงให้เห็นเด่นชัดพอสมควรว่า ชาวเอเชียเชื่อว่าการเรียนดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการทำงานหนัก
มีความมานะพยายาม ความขยันหมั่นเพียร ความเต็มใจที่จะทำงานคือ มี effort นั่นเอง
การวิจัยแสดงให้เห็นว่า effort เป็นสิ่งที่วัดได้ ยิ่งลงทุนบากบั่นมากเท่าไหร่ ก็เรียนดีได้มากเท่านั้น
สื่อที่เรียนที่โรงเรียนก็ต้องหมั่นฝึกฝน ต้องหมั่นท่องหมั่นจำจึงจะเกิดผล
เราต้องยอมรับไม่มาก็น้อยว่าการทำการบ้านอย่างเต็มความสามารถ ด้วย effort มีผลกระทบต่อการเรียน
และมีส่วนเสริมสร้างให้มีในตัวเด็กได้โดยไม่ยากนัก โดยเฉพาะถ้าเริ่มปูพื้นฐานแต่เยาว์วัย
ถ้าครูรู้จักให้การบ้านทั้งชนิดกระตุ้นเร้าให้หาข้อมูล ให้คิดสนุกที่จะทำและทั้งชนิดที่น่าเบื่อหน่าย
แต่ต้องทำซ้ำซาก (drill) จึงจะเข้าใจ จึงชำนิชำนาญ ทั้งสองอย่างต้องให้อย่างควบคู่กันไป ให้สมดุลกัน
ถ้าเราอยากให้เด็กเคยชินกับงานหนัก มีนิสัยสู้งาน ต้องให้งานทั้งสองประเภท มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนเลือกงาน
คือ เลือกทำแต่งานที่รักและสนใจเท่านั้น เพราะการทำการบ้านต้องทำที่บ้าน ถ้าหากไม่มีพ่อแม่ (โดยเฉพาะแม่) คอยเตือน
คอยช่วยเหลือ ดุบ้าง ว่ากล่าวบ้าง น้อยคนนักที่จะทำได้ตามลำพัง
ดังเช่นการฝึกฝนอบรมบ่มนิสัยที่พึงประสงค์ทุกประเภท ต้องเริ่มปูพื้นฐาน เริ่มฝึกแต่เยาว์วัย
ยิ่งเริ่มเร็วเท่าใด เป็นต้นว่า เราจะเริ่มอย่างไรกับเด็กพึ่งรู้ความ วัย 2 ขวบ?
เด็กวัยนี้เป็นวัยเนอสเซอรี่ และเด็กวัยอนุบาล (5 ขวบ) เราจะไม่พูดอภิปรายกันล่ะว่า
ควรให้การบ้านหรือไม่ แต่เราจะพุ่งไปที่ประเด็นว่า ถ้าเห็นว่าจำเป็น
เฉพาะเห็นว่าการบ้านมีส่วนช่วยให้เรียนดี และเป็นเครื่องมืออบรมบ่มนิสัย
อะไรที่เป็นนิสัย ทักษะเพื่อชีวิต คุณธรรม ค่านิยม ล้วนต้องเริ่มแต่เยาว์วัยทั้งสิ้น
(update 15 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 สิงหาคม 2547 ]
|