ในฐานะของผู้เป็นพ่อแม่ ย่อมปรารถนาให้ลูกได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่จะติดตัวเขาไปเป็นทุสำหรับการดำเนินชีวิตในโลกข้างหน้า
พ่อแม่ในยุคนี้จึงทุ่มเทลงทุนทางด้านเทคโนโลยีให้กับลูกอย่างเต็มที่ คุณเองล่ะค่ะ
เป็นพ่อแม่ที่มีแนวคิดเช่นนี้ด้วยหรือเปล่า ถ้าใช่... เราขอยกนิ้วให้เลยค่ะ
หากแต่อยากสะกิดให้คิดลึกขึ้นอีกสักนิด นอกจากคุณจะสนับสนุนให้ลูกคล่องแคล่ว
ในเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว ต้องอย่าลืมที่จะก้าวไปพร้อมๆ กับลูกของคุณนะคะ
- ก้าวทันลูกในยุคดิจิตอล... จำเป็นด้วยหรือ ?
จำเป็นมากๆ เลยทีเดียวค่ะ สำหรับเด็กเล็กๆ อาจยังเห็นความจำเป็นไม่ชัดเจนเท่าไรนัก
แต่ตราบใดที่ลูกของคุณโตขึ้นจนเริ่มมีสังคมของเขาเอง วัฒนธรรมในสังคมของเขาจะมีบทบาท
ในการดึงเขาออกห่างจากรัศมีความรัก ความห่วงใยของคุณค่ะ ยิ่งถ้าคุณต้องแบกภาระในการหาเงิน
เข้ามาใช้จ่ายในบ้าน จนมีเวลาที่เป็นเงินเป็นทองด้วยแล้วล่ะก้อ บอกได้เลยว่า เมื่อคุณมีเวลาให้กับเขาอีกครั้ง
ถึงมีแนวคิดที่จะทำเวลาอันน้อยนิดให้มีคุณภาพอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถดึงเขากลับมาได้หรอกค่ะ
นั้นเพราะถึงเวลานั้น วัฒนธรรมของคุณกับเขาก็แปลกแยกจนไกลจากกันเกินกว่าจะกวักมือให้เขาเห็นแล้วล่ะค่ะ
ถึงเวลานั้น สิ่งเดียวที่คุณทำได้ก็คือ การพลิกตัวตนของคุณครั้งใหญ่ เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นคุณแม่หรือคุณพ่อ
มาเป็นเพื่อนซี้ของเขาแทน และทุนที่คุณจะต้องนำมาใช้สำหรับเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือ เวลา
ที่จะต้องทุ่มเทมากเสียยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่เขาเป็นเด็กเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ ลองเปรียบเทียบดูนะคะว่า
คุณจะยอมหยอดเวลาให้กับลูกของคุณวันละนิดเพื่อให้เขามีรากฐานที่มั่นคง มีอนาคตที่สดใส
หรือมาโปะเวลาทั้งหมดให้กับเขาโครมใหญ่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว และมานั่งกุมขมับกับปัญหาเรื่องงาน
ที่เรียงแถวเข้ามาถามหาความรับผิดชอบจากคุณเช่นกัน
- ปัญหาอะไรรออยู่ในโลกยุคดิจิตอล
เพราะโลกยุคดิจิตอลไม่ได้มีแต่ข้อดีให้ได้ชื่นชมแต่เพียงด้านเดียว ความรวดเร็ว
ล้ำยุคและกว้างขวางของเทคโนโลยี ได้เปิดโล่งให้ภัยมืดคืบคลานเข้ามาแฝงกาย
คอยจังหวะครอบงำผู้ที่ใช้ประโยชน์จากมันอยู่ ซึ่งคุณเองอาจจะเคยได้ยินอยู่บ้าง เช่น
การล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต การที่เด็กติดเกมจนไม่ยอมทำอะไรเลย ตัวอย่างที่กล่าวถึงนี้
เป็นเพียงภัยที่คุณสัมผัสได้อย่างชัดเจนค่ะ แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังมีภัยจากสื่อในยุคดิจิตอลอีกมากที่คุณนึกไม่ถึง
ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 2 ส่วน ค่ะ
ภัยแอบแฝง : ภัยลักษณะนี้จะไม่แสดงผลออกมาอย่างชัดเจน หากไม่สังเกตก็จะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร
แต่จะมีผลต่อพฤติกรรมของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผลกระทบในระยะยาว เช่น ขาดทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
เกิดภาวะความเครียดเรื้อรังจนส่งผลต่อสุขภาพทางกายและใจ กระบวนความคิดซับซ้อน
และไม่สามารถถ่ายทอดให้บุคคลอื่นเข้าใจในความคิดของตนได้ บุคลิกภาพไม่สมบูรณ์
เนื่องจากกล้ามเนื้อขาดการใช้งานอย่างเต็มที่
ภัยที่สามารถสัมผัสได้โดยตรง : ส่วนใหญ่จะเป็นภัยที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ใช้เอง เช่น
การที่เด็กติดเกมจนไม่ยอมทำอะไร การเรียนตกลงอย่างชัดเจน ค่าชั่วโมงเน็ตเพิ่มสัดส่วน
มาอยู่ในระดับเดียวกับค่าใช้จ่ายหลักในบ้าน เด็กซึมซับเอาพฤติกรรมแปลกๆ หรือคำพูดแปลกๆ
จากเพื่อนในเน็ต หรือแม้กระทั่งการถูกล่อลวงทั้งในเรื่องเงินทอง หรือเพศสัมพันธ์
จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น คุณอาจคิดว่า ปัญหาต่างๆ นั้นน่าจะเกิดกับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย
คือตั้งแต่วัย 11 ขวบขึ้นไป ...ส่วนใหญ่ใช่ค่ะ ! แต่ความจริงแล้วกับเด็กเล็กก็ใช่ย่อยซะที่ไหน
ไม่เชื่อไว้เวลาที่คุณเดินผ่านร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ใกล้บ้านลองมองเข้าไปดูซิ
จะเห็นเด็กตัวเล็กตัวน้อยนั่งหน้าคิ้วขมวด มือกุมเมาส์ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในนั้นมีลูกของคุณอยู่ด้วยหรือเปล่าล่ะ
- จะทำอย่างไร ถึงจะก้าวทันลูกในยุคดิจิตอล
ยิ่งคุณดึงลูกของคุณเข้าสู่โลกเทคโนโลยีได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งสร้างคุณค่าในการพัฒนาศักยภาพให้กับเขามากนั้น
และถ้าคุณปลูกฝังวัฒนธรรมที่ดีในการใช้เทคโนโลยีให้กับเขาได้เร็วเท่าไร เขาก็จะฉลาดใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์
และไม่ถูกมอมเมาได้โดยง่าย เรามีข้อแนะนำค่ะ
1. ตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในจุดที่ทุกคนในบ้านเห็นได้ง่าย การห้ามปรามด้วยวาจา
แม้จะเสริมด้วยเหตุผลอย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กวัยนี้แล้ว เป็นเหมือนการยั่วยุให้ยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น
ครั้นคุณจะเข้าไปนั่งเล่นกับเขาด้วยตลอดเวลาก็คงเป็นไปไม่ได้ การตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ตรงจุดที่เป็นศูนย์รวม
ของสมาชิกทุกคนในบ้าน จะทำให้ปริมาณการใช้และลักษณะการใช้คอมฯ ของเด็กอยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลา
และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นคุณจะสามารถเข้าไปแทรกแซงได้ทันการณ์ค่ะ
2. ติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันเว็บไม่พึงประสงค์ทันทีที่คุณซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่เข้าบ้าน
คุณควรจะหาซื้อซอฟแวร์ป้องกันเว็บไม่พึงประสงค์มาติดตั้งเอาไว้ เพื่อเป็นการป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ
อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณสบายใจได้ในระดับหนึ่ง
3. ศึกษาการใช้ประโยชน์ล่วงหน้า คุณอาจถามเอาจากเพื่อนๆ หรือน้องๆ หลานๆ
ที่โตขึ้นมาหน่อยและพอมีความรู้เกี่ยวกับวิธีใช้เครื่องบ้าง ให้เขาช่วยสอน หรือแนะนำวิธีใช้อย่างง่ายๆ
รวมถึงเว็บไซต์ที่น่าสนใจสำหรับเด็กเล็ก เพราะหากคุณมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องบ้าง
คุณจะสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่เขาได้ค่ะ อย่าลืมว่าเด็กเล็กๆ มักเห็นพ่อแม่ของเขาเป็นฮีโร่เสมอ
เขาย่อมคาดหวังความช่วยเหลือจากคุณส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ต้องไปกังวลมากนะคะหากเรื่องไหน
ที่เวลาเขาถามแล้วคุณไม่รู้จริงๆ ให้บอกเขาไปตามตรงและชวนเขาศึกษาไปพร้อมๆ กับคุณก็ได้ค่ะ
4. เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีไปพร้อมๆ กับลูกของคุณ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกัน
เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมครอบครัวที่น่าสนใจนะคะ ไม่ต้องกังวลว่า คุณจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเทคโนโลยี
เพราะทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้นเสมอ โดยปกติเด็กๆ จะรู้สึกตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ที่เข้ามาในชีวิตของเขาเสมอ
ดังนั้น การฉวยโอกาสนี้เริ่มต้นเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ไปพร้อมๆ กับเขา จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกใหม่กับคุณ
นั่นคือ ความเป็นเพื่อน และเมื่อมิตรภาพฉันเพื่อนเกิดขึ้นเขาจะบอกเล่าในทุกเรื่องให้คุณฟังค่ะ
5. แนะนำเว็บที่เหมาะสมกับเขา พ่อแม่ส่วนใหญ่มักเกิดปัญหาลูกติดเกมในอินเตอร์เน็ต
ความจริงแล้วหากคุณแนะนำให้เขาได้รู้จักเว็บที่ทำให้เขาได้ท่องไปในโลกกว้าง
ได้รู้จักข้อมูลแปลกใหม่ที่เขายังไม่เคยรู้ก็สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้เช่นกัน
ส่วนในเรื่องของเกม หากคุณแนะนำให้เขาได้เล่นเกมเพื่อการศึกษา อย่างเช่น สนุกกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
หรือ คณิตคิดไว เขาก็จะรู้สึกสนุกกับเกมลักษณะนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญคือ คุณต้องสอนให้เขารู้จักควบคุมตัวเอง
เล่นโดยใช้ทักษะในการคิดไตร่ตรองไม่ใช่ต้องการเอาชนะแต่เพียงอย่างเดียว
เพียงเท่านี้เขาก็จะได้ประโยชน์จากเกมที่เล่นอย่างเต็มที่แล้วล่ะค่ะ
6. กำหนดเวลาการใช้ คุณอาจต้องกำหนดเวลาการใช้ที่แน่นอน เช่น 6 โมงเย็น
ถึง 1 ทุ่มตรง ในวันจันทร์-ศุกร์ และไม่เกิน 3 ชม.ต่อวัน ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
แต่อาจจะยืดหยุ่นให้กับเขาบ้างตามบางวาระ การกำหนดเวลา และชั่วโมงการเล่นจะทำให้เขาเกิดสำนึกที่จะต้องทำการบ้าน
หรืองานที่อยู่ในความรับผิดชอบให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อนที่จะมานั่งเล่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญก็คือ
การนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลาติดต่อกันภายในชั่วโมงที่จำกัด นอกจากจะป้องกันไม่ให้เด็กรู้สึกเครียดแล้ว
ยังช่วยในเรื่องของสมาธิอีกด้วยค่ะ
- คุณจะป้องกันลูกของคุณไม่ให้ถูกล่อลวงได้อย่างไร
ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีสิทธิถูกล่อลวงได้เหมือนกันทั้งนั้น
หากแต่ว่าเด็กจะมีแนวโน้มถูกชักจูงได้ง่ายกว่า เนื่องจากวุฒิภาวะที่ยังขาดความรู้
และประสบการณ์ที่มากพอ โดยเฉพาะเด็กในวัย 9-20 ปี จะได้รับอิทธิพลจากเพื่อนมากที่สุด
ยิ่งถ้าหากคุณเลี้ยงดูเขาให้ขาดความมั่นคงทางจิตใจ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง
โอกาสที่เขาจะหลงเชื่อคนอื่นก็มีสูงค่ะ การป้องกันแก้ไขไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง
หรือชักนำไปในทางที่ผิด ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การเลี้ยงดูเด็กให้มีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ถูกต้องเหมาะสม
เด็กควรได้รับการส่งเสริมให้มีพัฒนาการทางความคิดที่เป็นอิสระ มีการใช้เหตุผล รู้จักไตร่ตรอง
มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ไม่พึ่งพาผู้อื่นมากเกินไป มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีจุดยืนที่มั่นคง
และมีเป้าหมายในชีวิตที่สมเหตุสมผล ซึ่งคุณสามารถทำได้ดังนี้ค่ะ
1. สร้างให้เขามีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ยากเลยเพียงคุณคอยสนับสนุนเขาให้กล้าแสดงออก
กล้าคิด และกล้าทำในสิ่งที่เขามีความถนัด คอยให้กำลังใจเมื่อเขาพ่ายแพ้ และชื่นชมเมื่อเขาประสบความสำเร็จ
ที่สำคัญคือ ให้เขารู้จักยินดีในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เคารพ และภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น
เท่านี้เขาก็จะเติบโตขึ้นมาอย่างมีความเป็นตัวของตัวเองแล้วล่ะค่ะ
2. สอนให้เขามีเป้าหมายในชีวิต คุณอาจเริ่มด้วยการกำหนดเป้าหมายง่ายๆ เช่น ถ้าเขาสอบไล่ได้ที่ 1
จะซื้อคอมพิวเตอร์ให้กับเขา ความต้องการในสิ่งที่เขาอยากได้ จะทำให้เขามุ่งมั่นที่จะสอบไล่ให้ได้ที่ 1
โดยไม่วอกแวกกับสิ่งยั่วยุรอบข้าง สิ่งที่เป็นผลพลอยได้จากบทเรียนนี้ก็คือ เขาจะได้รู้ว่าไม่มีอะไรได้มากง่ายๆ
แล้วเขาจะรู้จักดูแลรักษาของ
3. ให้เขาได้สัมผัสกับประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง เนื่องจากความด้อยประสบการณ์
จะทำให้เขาไม่ทันเล่ห์กลของผู้ที่ประสงค์ร้าย และหลงผิดไปตามคำชักชวนได้โดยง่าย
การที่คุณให้เขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เขาเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง
จะทำให้เขาจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาอย่างฝังใจ และเรียนรู้ที่จะพิจารณาอย่างละเอียด
ก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป ในครั้งหน้าที่เขามีโอกาสได้ประสบกับเหตุการณ์ทำนองนี้อีก
4. สอนให้เขารู้จักพอ เพราะความโลภเป็นตัวการณ์สำคัญที่ทำให้ลูกของคุณถูกล่อลวงได้โดยง่าย
คุณจึงต้องพยายามสอนให้เขารู้จักพอ เมื่อเขาได้ในสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของตัวเองเพียงพอแล้ว
5. ทุ่มเทให้กับความศรัทธาไม่ใช่ตัวบุคคล ลูกของคุณอาจรู้สึกหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยอาจจะมีจุดเริ่มมาจากความศรัทธาในความเก่ง หรือความดีของบุคคลนั้นหรือสิ่งนั้น
ความปลื้มนี่เองที่จะนำเขาไปสู่ความเอนเอียงที่จะเชื้อในสิ่งนั้น และพร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสิ่งนั้น
จนบางครั้งลืมคิดถึงความเป็นไปได้ และความเป็นจริง ยกตัวอย่างง่ายๆ สามารถชักนำเขาไปในทางที่ถูกได้ด้วยเช่นกัน
6.เข้าใจในพฤติกรรมของเขา วัยวุฒิเป็นปัจจัยที่ทำให้พฤติกรรมการแสดงออกของคนแต่ละวัย
มีลักษณะที่แตกต่างกัน เด็กเล็กๆ มักถูกชักจูงโน้มน้าวให้เชื่อ และทำตามบุคคลที่ใกล้ชิด
หรือบุคคลที่มีความสำคัญในชีวิตได้ง่าย ส่วนเด็กโตขึ้นมาหน่อย (9 ขวบขึ้น) มักได้รับอิทธิพลจากเพื่อนมากที่สุด
เพราะมีความต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน ความไม่เข้าใจในพฤติกรรมเหล่านี้
และไปพยายามเรียกร้องให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะกลายเป็นการสร้างสถานการณ์แวดล้อม
ที่ทำให้เขารู้สึกอยากหลีกหนี และไขว้คว้าหาบรรยากาศที่เขารู้สึกผ่อนคลายมากกว่า
อารมณ์นี้ของเด็กจะทำให้เขาถูกชักจูงล่อลวงได้ง่าย ในทางตรงกันข้ามหากคุณมีความเข้าใจในพฤติกรรมแต่ละช่วงวัย
และพยายามทำตัวให้เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขา คุณจะควบคุมสถานการณ์แวดล้อมของเขาได้ค่ะ
- เล่นอะไรในเน็ตกับลูกของคุณ
1. ค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเริ่มจากเรื่องราวที่ลูกของคุณสนใจ
และค่อยๆ แนะนำไปยังเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลอื่นที่น่าสนใจ และเหมาะสมกับวัยของเขา
เช่นแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กเล็ก อาทิ เขาดิน พิพิธภัณฑ์โลกใต้น้ำ
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จากนั้นก็ค่อยเปลี่ยนไปเป็นสารคดีสัตว์ ฯลฯ การค้นหาข้อมูลลักษณะนี้
ถ้าคุณได้เปิดดูและศึกษาก่อนลำดับหนึ่ง คุณจะสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับเขาได้
ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ นอกจากนี้การเลือกเว็บไซต์ที่มีรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ
ก็จะทำให้เขาชอบที่จะใช้ประโยชน์จากเน็ตในการค้นหาข้อมูลที่เขาสนใจค่ะ
ซึ่งยังจะทำให้เขาพัฒนาทักษะนี้ต่อไปในการใช้หาข้อมูลเพื่อการศึกษาอีกด้วย
2. สมัครอีเมล์ฟรี เริ่มต้นจากการที่คุณสมัครใช้บริการอีเมล์ให้กับเขาและตัวคุณ
แล้วผลัดกันรับส่งอีเมล์ บอกเล่าเรื่องราวที่คุณอยากจะบอกกับเขา เช่น วันนี้คุณทำอะไรมาบ้าง
หรือคุณรู้สึกอย่างไรกับเขาในเหตุการณ์ของวันที่ผ่านมา หรือแม้แต่ส่งฟอร์เวิร์ดเมล์น่ารักๆ
ให้กับเขาและให้เขาส่งให้คุณด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคุณควรแลกเปลี่ยนพาสเวิร์ดกัน
เพื่อที่คุณและเขาสามารถเช็กเมล์แทนกันได้ด้วย แต่มีข้อแม้ว่า
เมล์ที่คุณจะนำมาใช้แลกเปลี่ยนกับเขาควรเป็นเมล์ส่วนตัวเฉพาะนะคะ
3. เข้าแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด เลือกเว็บบอร์ดที่เปิดให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวในสังคม
โดยข้อความที่ถูกส่งเข้ามามีความเหมาะสมกับวัยของเขา แล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นในกระทู้ที่น่าสนใจในเว็บบอร์ดนั้น
รวมถึงร่วมกันติดตามความคิดเห็นที่ตอบกลับมาด้วย กิจกรรมนี้ นอกจากจะทำให้เขารู้จักติดตามข่าวสารบ้านเมืองแล้ว
คุณยังจะได้สอนเขาให้กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยด้วยค่ะ
4. เล่นแช็ตร่วมกัน โดยคุณจะต้องเป็นผู้เริ่มด้วยการเลือกห้องแช็ตที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก
ซึ่งคุณอาจจะต้องเข้าไปคุยดูก่อน สังเกตทักษะที่สมาชิกในห้องแช็ตนั้นๆ พูดคุยกัน แล้วประเมินคร่าวๆ
ว่าน่าจะอยู่ในวัยระดับไหน เหมาะสมกับลูกของคุณหรือไม่ เรื่องราวที่พูดคุยน่าสนใจหรือไม่
จากนั้นค่อยแนะนำให้เขาคุยพร้อมกับคุณ สิ่งสำคัญก็คือ เพื่อนแช็ตของเขา
จะต้องเป็นเพื่อนแช็ตของคุณด้วยในการรับส่งอีเมล์จะต้องฟอร์เวิร์ด ให้กับคุณและลูกของคุณพร้อมๆ กัน
และถ้าหากมีการนัดพบ คุณควรให้คำแนะนำในระดับหนึ่ง แล้วสนับสนุนในสิ่งที่เขาตัดสินใจ
หากเขาต้องการไปพบกับเพื่อนแช็ต ทั้งที่คุณไม่เห็นด้วย อย่าไปห้ามเขาเชียวนะคะ !
ควรจะติดตามเขาไปคอยสังเกตการณ์ห่างๆ หลังการพบปะกับเพื่อนแช็ตทุกครั้ง
ให้คุณลองหยั่งถามความรู้สึกของเขาแล้วประเมินดูความเหมาะสมอีกครั้ง
ถ้าเห็นไม่น่าไว้ใจให้ค่อยๆ ดึงความสนใจเขาด้วยความแปลกใหม่ทางด้านอื่นของเทคโนโลยีนี้จะดีกว่า
5. เล่นเกมด้วยกัน เกมไม่ได้มีแต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียว
ข้อดีของเกมก็คือ มีรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ เป็นสื่อที่ดีที่จะทำให้เด็กเข้าใจในเนื้อหาที่คุณต้องการนำเสนอ
แม้กระทั่งเกมแรกน่าร็อคที่ผู้ใหญ่ทั้งประเทศกำลังกุมขมับกันอยู่ขณะนี้ ก็สร้างทักษะที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้เล่น
อยู่ที่ว่าผู้เล่นจะเลือกรับเอาประโยชน์นั้นหรือไม่ สำหรับเด็กเล็กคุณอาจเริ่มด้วยการเลือกเกมการศึกษาอย่างง่าย
แล้วค่อยเพิ่มระดับความยากตามวัยของเขา ขณะเล่นต้องคอยสอดแทรกจริยธรรมต่างๆ เข้าไปด้วย
ที่สำคัญก็คือ กำหนดเวลาเล่นที่แน่นอน และเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะเป็นผู้เลือกเกมที่จะเล่น
และประโยชน์ที่เขาต้องการจากเกมนั้นๆ เองค่ะ
(update 16 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ]
|