ขี้กลากเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อราชนิดเดียวกับที่เป็นสาเหตุของโรคน้ำกัดเท้า และโรคเชื้อราในเล็บผู้ใหญ่
สำหรับในเด็กมักจะพบเชื้อชนิดนี้ตามลำตัวและหนังศีรษะ เด็กๆ ที่ติดเชื้อและเป็นขี้กลากบริเวณหนังศีรษะจะมีสะเก็ดเล็กๆ
คล้ายรังแคและอาจมีอาการผมร่วงศีรษะล้านเป็นหย่อมๆ ได้
สาเหตุที่ลูกน้อยของคุณเป็นขี้กลากนั้นอาจจะติดเชื้อจากคนในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยงในบ้าน
เพราะเชื้อเหล่านี้มักจะแพร่กระจายจากคนไปสู่คน หรือจากสุนัขและแมวไปสู่คน
นอกจากนี้ลูกน้อยของคุณอาจได้รับเชื้อมาจากเครื่องใช้ต่างๆ เช่น หวี หมวกหรือผ้าเช็ดตัว เป็นต้น
การดูแลเบื้องต้น
หากลูกน้อยของคุณมีผื่นตามลำตัวหรือหนังศีรษะ ที่สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นขี้กลากให้ปรึกษาแพทย์
ที่ดูแลลูกน้อยของคุณก่อน เพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย
ซึ่งวิธีดูแลลูกน้อยที่ติดเชื้อในเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้ ก็คือ
- รักษาด้วยครีมต่อต้านเชื้อราที่หาซื้อได้ตามร้านขายยายทั่วไป ในครีมดังกล่าวจะมีส่วนผสมของ clotrimezol อยู่ 2%
เด็กๆ บางคนอาจจะมีอาการแพ้ตัวยาชนิดนี้ คุณจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง โดยเริ่มทาทีละน้อยก่อนในตอนแรก
แล้วดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับผิวหนังของลูก
- หลังใช้ครีมทารักษาอาการไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ หากอาการไม่ดีขึ้นควรพาลูกไปพบแพทย์อีกครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการติดเชื้อที่หนังศีรษะนั้นจะรักษายากกว่าผิวหนังบริเวณอื่น
และต้องใช้เวลานานกว่าจะรักษาให้หาย
- ถ้าใช้ยาทาไม่ได้ผลแพทย์จะแนะนำยากินและแชมพูยาให้ใช้ร่วมด้วย
วิธีป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ขยายออกไปในวงกว้างสามารถทำได้โดย
- หากลูกน้อยของคุณติดเชื้อ ให้ลองตรวจสอบคนในครอบครัวและเพื่อนๆ
ดูว่ามีใครเป็นสาเหตุหรือได้รับเชื้อต่อจากลูกน้อยของคุณบ้างและให้รีบทำการรักษา
- ตรวจดูว่าสัตว์เลี้ยงในบ้านมีอาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคหรือไม่ อย่างเช่น
ผิวหนังเป็นสะเก็ดและขนร่วงเป็นหย่อมๆ ถ้าพบอาการดังกล่าวให้รีบพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ทันที
- หากลูกน้อยของคุณกลับมาเป็นขี้กลากอีก ถึงแม้ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ
ก็ให้พาสัตวืเลี้ยงไปตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งเพราะสัตว์เหล่านั้นอาจจะเป็นพาหะนำเชื้อ
โดยที่ไม่แสดงอาการใดๆ ก็ได้
- นอกจากป้องกันสิ่งแวดล้อมแล้ว ตัวของลูกเองก็ต้องได้รับการป้องกันด้วย เด็กที่ติดเชื้อไม่ควรใช้หวี
หมอน หมวก และผ้าเช็ดตัวร่วมกับคนอื่น และคุณต้องหมั่นทำความสะอาดเครื่องใช้เหล่านั้น
ให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
(update 17 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 สิงหาคม 2547 ]
|