สมัยนี้ใครๆ ก็พูดกันถึงเด็กอัจฉริยะกันมาก คุณเป็นอีกคนที่มีความต้องการให้ลูกน้อยเป็นอัจฉริยะหรือเปล่าคะ
เด็กโดยทั่วไปจะฉายแววอัจฉริยะให้เราเห็น เมื่อโตพอที่จะเรียนรู้และเข้าใจความหมายของคำพูดที่ผู้ใหญ่สื่อสาร
และมองเห็นภาพของสิ่งเหล่านั้นชัดเจน แต่เจ้าตัวน้อยวัยแบะเบาะของเราล่ะ เขาสามารถเรียนรู้ความเป็นอัจฉริยะได้หรือไม่
เราจะส่งเสริมลูกอย่างไรให้มีพัฒนาการที่ดีมีความพร้อมต่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ง่ายเมื่อโตขึ้น
ก่อนที่จะนำพาลูกไปสู่การเรียนรู้ความเป็นอัจฉริยะ เรามาเรียนรู้พัฒนาการ การมองเห็นและการได้ยินของลูกน้อยกันก่อนนะคะ
ซึ่ง 2 พัฒนาการนี้สำคัญต่อการเรียนรู้ของลูกน้อยมากๆ ค่ะ
- ตาดวงน้อย...ประตูเปิดโลกกว้าง
ดวงตาของเด็กมีการเจริญเติบโตตามอายุและจะเจริญเต็มที่ขนาดเท่าผู้ใหญ่
การมองเห็นจะมีพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิดไปพร้อมๆ กับการพัฒนาของสมอง
มีการเชื่อมโยงกันโดยตารับภาพที่มองเห็นหรือมากระตุ้นแล้วส่งสัญญาณภาพไปกระตุ้นสมอง
การมองเห็นระยะแรกเด็กจะมองเห็นในระยะไม่เกิน 2 ฟุต และจะพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ
จนสาสามารถมองเห็นเป็นภาพและระยะเดียวกับผู้ใหญ่เมื่ออายุได้ 6-12 เดือน
แม้ในระยะแรกภาพที่ลูกมองเห็นจะเลือนรางไม่ชัด แต่ลูกก็สามารถจดจำหน้าพ่อแม่ได้
พ่อแม่สามารถส่งเสริมการมองเห็นของลูกโดยใช้ของเล่นสีสันต่างๆ ในการกระตุ้น เช่น รูปภาพขนาดใหญ่
การชี้ให้ลูกมองสิ่งต่างๆ รอบตัว พร้อมบอกให้ลูกรับรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร หรืออาจแขวนโมบายตัวอักษรตัวโตๆ
รูปวงกลม สี่เหลี่ยม รูปสัตว์ต่างๆ หรืออาจใช้รูปขยายของทุกคนในครอบครัว โดยเลือกมาทีละชิ้นให้ลูกมองตาม
เพื่อไม่ให้ลูกเกิดความสับสนหรือเหนื่อยล้ากับการมองตามสิ่งนั้นๆ มากไป
เลือกฝึกการมองและสังเกตให้ลูกน้อยช่วงหลังตื่นนอนจะดีค่ะ
เพราะลูกจะมีความพร้อมและไม่โยเย มีสมาธิในการเล่นมากขึ้น
การใช้สายตาก็เหมือนการใช้อวัยวะส่วนอื่นๆ ที่ต้องการพักผ่อนบ้าง
การเฝ้าระวังโรคและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของลูกน้อย พ่อแม่ควรเตรียมการป้องกันเหตุต่างๆ
ที่อาจส่งผลให้การมองเห็นของลูกลดลง ด้วยการให้ลูกพักผ่อนสายตาเป็นระยะๆ ไม่พยายามให้ลูกจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากไป
หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของลูก หากลูกขมวดคิ้วนิ่วหน้าอยู่บ่อยๆ เหมือนหน้าบึ้งหน้างอ อาจเป็นเพราะการมองเห็นไม่ชัด
แม้ว่าดวงตาน้อยๆ ของลูกจะมีน้ำตา หนังตา เป็นสิ่งป้องกันที่ดี แต่ก็ไม่สามารถจะป้องกันอันตรายต่างๆ ได้ทั้งหมด
การที่ตาได้รับฝุ่นละออง ตลอดจนแสงสว่างจ้าหรือความร้อนเป็นระยะเวลานาน เช่น แสงแดดช่วงเที่ยง
แสงสะท้อนจากกระจกรถยนต์ กระจกตาที่ถูกแสงแดดนานๆ ส่งผลให้เกิดอาการตาบวมและขุ่น
แรงลมทำให้ผิวเยื่อตาแห้งเร็ว และหากมีฝุ่นละอองและเชื้อโรคก็จะทำให้เกิดอาการตาอักเสบได้
การป้องกันที่ดี คือ หลีกเลี่ยงจากสิ่งเหล่านี้ หากไม่สามารถเลี่ยงได้ควรหาอุปกรณ์ช่วยปกป้องดวงตาของลูก
เช่น หมวก ร่มหรือผ้าคลุม ไม่ควรพาลูกไปในที่มีแสงจ้า ควรให้ลูกได้มองสีธรรมชาติ สีต้นไม้ใบหญ้าเขียวๆ
เพื่อเป็นการพักสายตาและผ่อนคลายอารมณ์ด้วย อีกทั้งต้องคอยระวังไม่ให้ลูกเล่นวัตถุปลายแหลมหรือของมีคมต่างๆ เช่น
ไม้เสียบลูกชิ้น มีดหรือส้อมพลาสติก นอกจากนั้นต้องให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ จะช่วยบำรุงสายตา เช่น แครอท มะละกอสุก ฟักทอง
ผักบุ้งหรือปลาทะเล ซึ่งการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ เกลือแร่
และวิตามินนานาชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบีรวม และวิตามินซี จะช่วยให้ดวงตาแข็งแรง
และหากมีแผลหรือการอักเสบเกิดขึ้นจะช่วยให้หายเร็วขึ้น การนอนพักผ่อน การออกกำลังกาย
การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ควรทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพของตาดีขึ้นได้เช่นกันค่ะ
หูน้อยๆ ของลูกมีความสำคัญมากต่อการควบคุมการทรงตัว ควบคุมกล้ามเนื้อในการฟัง
และ กล้ามเนื้อในการมองของดวงตา เพราะหูจะส่งข้อมูลเข้าสู่สมองของลูก
อีกทั้งยังวิเคราะห์แยกแยะเสียงที่แตกต่างเชื่อมต่อกับการทำงานสมอง ส่งผ่านข้อมูลการมองเห็น
และเสียงที่ได้ยินทำให้ร่างกายตอบสนองด้วยการเคลื่อนไหว ให้ความสนใจ จัดการความคิดและการเรียนรู้
คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่า การฟังแตกต่างจากการได้ยิน การได้ยินนั้นเป็นวิธีการที่ไม่มีการโต้ตอบ
แต่การฟังจะมีการโต้ตอบ มีเด็กหลายคนที่มีการได้ยินที่ดี แต่ไม่สามารถสื่อสารหรือโต้ตอบได้ดี
ไม่สามารถรับเอาข้อมูลและกลั่นกรองเอาข้อมูลที่ไม่สำคัญได้ เด็กบางคนมีความถนัดของหูไม่เหมือนกัน
บางคนถนัดหูซ้าย บางคนอาจถนัดหูขวา พ่อแม่จำเป็นต้องสังเกตพฤติกรรมของลูกว่ามักหันตามเสียงไปข้างใดบ่อยๆ
และสร้างความสม่ำเสมอในการได้ยินเสียงของหูทั้งสองข้างให้ลูก สอนให้ลูกเรียนรู้การใช้หูทั้งสองข้าง
เพื่อไม่ให้ลูกได้ยินเสียงพูดเพี้ยนไปด้วย และจดจำไปสู่การพูดเพี้ยนตามในอนาคต
การฝึกให้ลูกฟังเสียงต่างๆ ประจำจนกระทั่งครบขวบปีแรก เป็นการกระตุ้นการได้ยินและการตอบสนองต่อเสียงต่างๆ ได้ดี
อีกทั้งลูกยังสามารถฟังและแยกแยะเสียงต่างๆ ได้เร็ว การได้ยินเสียงของลูกน้อยจะเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญต่อพัฒนาการทางสมอง
รวมถึงพฤติกรรมทุกๆ อย่างที่จะพัฒนาตามมา เช่น การนั่ง การเดิน การกินอาหาร รวมทั้งอารมณ์และความเฉลียวฉลาด
การพูดของเด็กก็จะพัฒนาได้ดีและรวดเร็ว หากลูกได้ยินเสียงพูดเป็นตัวอย่าง สามารถติดต่อสื่อความหมายกับคนอื่นได้อย่างชัดเจน
พ่อแม่ควรให้ความสำคัญเรื่องการตรวจการได้ยินของลูกตั้งแต่แรกเกิด ว่ามีความพิการทางการได้ยินหรือไม่
ถ้ามีจะได้เริ่มให้การช่วยเหลือตามขั้นตอนได้ทันท่วงที หากพบว่าทุกอย่างปกติ พ่อแม่จะได้สบายใจ
และเริ่มการสอนทักษะต่างๆ ให้ลูกน้อยได้ทันที
การส่งเสริมการรับรู้และได้ยินเสียงต่างๆ ให้ลูกในช่วงขวบปีแรก โดยเริ่มจากเสียงดนตรีหรือเสียงเพลง
ต่อจากนั้นเปลี่ยนเป็นเสียงคนรอบข้าง เสียงสัตว์เลี้ยงรอบตัว เสียงของเล่นที่ให้เสียงแตกต่างกัน
เมื่อลูกโตพอจะเลียนเสียงต่างๆ ได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมดูแล และทะนุถนอมใบหูน้อยๆ ของลูกให้ใช้ได้นานๆ ด้วยนะคะ
โดยการทำความสะอาดใบหูลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ นำลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจสภาพหูเป็นประจำทุกปี
การเลี่ยงเสียงดังหรือสิ่งต่างๆ ที่กระทบกระเทือนใบหู ไม่ควรให้ลูกอยู่ใกล้สถานที่ที่มีเสียงดังมากๆ
เช่น ลำโพง ทีวีหรือวิทยุ หากเลี่ยงไม่ได้ควรหาที่ครอบหูนิ่มๆ ครอบให้ลูก เพื่อลดความดังของเสียง
การเล่นเป่าลมหูที่พ่อแม่หลายคนนิยมกันมากก็มีส่วนทำให้หูลูกเกิดความผิดปกติได้
เนื่องจากเยื่อแก้วหูของลูกบางมากง่ายต่อการฉีกขาด พ่อแม่ไม่ควรจัดการอย่างนี้
พัฒนาการที่ดีของลูกน้อยเริ่มจากการรับรู้ รับฟัง และมองเห็น พ่อแม่ควรส่งเสริมสิ่งต่างๆ
ให้ลูกอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย ไม่เร่งเร้าให้ลูกโตเกินวัย เพราะอาจส่งผลให้ลูกเรียนรู้ได้ไม่เต็มที่
จากความพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ การมองเห็นที่ดีและชัดเจน
เห็นในสิ่งที่ถูกต้องช่วยเปิดโลกกว้างให้ลูก ส่วนการรับฟังช่วยให้สมองลูกมีการรับรู้ที่ดี
เสริมสร้างสมาธิจากการฟังอีกทั้งช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้รู้จักคิดวิเคราะห์แบบมีเหตุมีผล
อันเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่ดีขึ้น
(update 7 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ มกราคม 2005]
|