อยู่ๆ ลูกน่ารักแสนดีว่าง่ายของคุณก็กลายร่างเป็นนายกฯ เอ้ย...ฮ่องเต้ตัวน้อยคอยบัญชาการพ่อแม่และใครๆ
ในบ้านให้ทำตามอย่างที่ใจหนูต้องการทุกอย่าง ไม่ว่าหนูจะอยากได้หรืออยากทำอะไร
แถมบางคราวยังออกอาการดื้อจนน่าซัดมากกว่าน่ารัก ใครว่าหรือขัดใจเป็นได้ออกฤทธิ์ออกเดชอาละวาดทุกทีไป
อย่างนี้มันมากไปหรือเปล่าลูก
ถ้าบ้านไหนที่มีลูกอยู่ในช่วงวัย 2-3 ปี และเจอกับเรื่องลักษณะนี้อยู่บ่อยๆ แล้วเคยคิดตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมาบ้าง
ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีค่ะ เพราะคุณกำลังเริ่มคิดถึงขอบเขตของการตามใจ หรือปล่อยให้ลูกเอาแต่ใจแล้วล่ะ
แต่ถ้าใครยังปล่อยให้เป็นไปอย่างที่ใจลูกต้องการทุกอย่าง เพราะความรักลูกที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ
ก็อยากให้ทบทวนและเชิญชวนให้เริ่มวางแนวทางสร้างขอบเขตให้กับการกระทำของลูกกันค่ะ
เพราะที่ถูกแล้วลูกควรได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับ ความรัก ที่จะทำให้เขาเป็นคนอารมณ์ดี มีความสุข
มั่นใจในคุณค่าของตัวเองและรู้จักรัก เมตตา ผู้อื่น และมีวินัย ที่จะให้เขาได้รู้จักควบคุมตัวเอง
มีหลักในการดำเนินชีวิต มากกว่าที่จะมีเพียงรักอย่างเดียว
รักนี้...ไม่ใช่การตามใจ
แน่นอนค่ะ ความรักลูกในหัวใจของคุณไม่ควรถูกแปรค่าออกมาด้วยการประคบประหงมตามใจลูก
อย่างที่เรียกว่าตะพืดตะพือตามใจ แม้ว่าการแสดงออกลักษณะนี้ของลูกจะเป็นพัฒนาการตามวัยที่จะช่วยลูกเรียนรู้
และส่งลูกก้าวผ่านไปสู่ความเป็นตัวของตัวเองก็ตาม แต่การที่คุณพ่อคุณแม่ปล่อยลูกให้ทำตามอำเภอใจ
โดยไม่ดึงไม่รั้งไว้บ้างก็อาจสร้างปัญหากับลูกในอนาคตได้ เช่น เติบโตขึ้นกลายเป็นคนไม่สนใจกับคำบอกกล่าว
ตักเตือน ข้อแนะนำจนถึงขั้นไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่รู้จักรอคอย ควบคุมตัวเองไม่เป็น
ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ยาก เป็นต้น
อาการเอาแต่ใจนี้เป็นพัฒนาการปกติของวัยนี้ ซึ่งจะมากน้อยและจะค่อยๆ หายไปตามวัยที่เติบโตขึ้น
หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู ถ้าพ่อแม่หรือใครในบ้านคอยตามใจลูกตลอดเวลา
โอกาสที่พัฒนาการนี้จะกลายเป็นนิสัยติดตัวลูกก็มีสูง ซึ่งการตามใจลูกเกิดได้จากหลายลักษณะด้วยกัน ตัวอย่างเช่น
- สภาพครอบครัวเอื้อให้เกิด เช่น เป็นลูกคนแรก หลานคนแรก ลูกคนสุดท้อง ลูกคนเดียว หรือเป็นครอบครัวมีลูกยาก
เด็กที่อยู่ในสถานะเหล่านี้ในบ้านมีโอกาสที่จะถูกตามใจได้มาก ไม่ว่าจะจากตัวพ่อแม่เอง หรือญาติมิตร
โดยเฉพาะปู่ย่าตายายที่มักเป็นประเด็นขัดแย้งในเรื่องแนวทางการเลี้ยงดูในหลายๆ ครอบครัว
- แพ้ใจตัวเองเป็นเหตุ จะเกิดกับพ่อแม่ที่ใจอ่อนค่ะ คือที่ยอมทำตามลูกก็เพราะทนเห็นภาพลูกร้องไห้เศร้าโศกไม่ได้
แม้บางครั้งตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะ ไม่ ก็ตาม
- เป็นพ่อแม่สไตล์ Perfectionist คือทุกอย่างต้องดูดี เนี้ยบ เจ๋ง สมบูรณ์แบบ รวมทั้งลูกด้วย เลยจัดแจงทำให้ลูกทุกเรื่อง
ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ หรือทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะกลัวจะออกมาไม่เนี้ยบอย่างที่ตัวเองต้องการ
- ใช้การตามใจเป็นเครื่องมือชดเชยเวลา พ่อแม่สมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่ดูแลลูกอย่างเต็มที่นัก
ถ้าไม่ฝากย่ายายเลี้ยง ก็ต้องพึ่งพี่เลี้ยงเด็ก กว่าจะได้อยู่ดูแลใกล้ชิดกันก็เย็นย่ำหรือไม่ก็วันหยุดสุดสัปดาห์
บางบ้านร้ายกว่านั้น เป็นเดือนเป็นปีถึงจะได้เจอลูก พอเจอกันทีก็อยากชดเชยเวลา
ชดเชยความรักที่ไม่ได้ดูแลลูกเต็มที่ด้วยวิธีตามใจทุกอย่างตามแต่ลูกจะต้องการ
ซึ่งถ้านานๆ ครั้งก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำก็เท่ากับเรากำลังบ่มเพาะพฤติกรรมไม่เหมาะสม
ให้กับลูกไปโดยไม่รู้ตัว
เหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณและครอบครัวควรจะต้องหันหน้าเข้าหากัน ทำความเข้าใจ
และปรับเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงดูลูกร่วมกัน เพื่อไม่ให้ปัจจัยเหล่านี้มาเป็นแรงเสริมให้พัฒนาการนี้ของลูก
สร้างสิ่งไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นกับชีวิตลูกค่ะ
รับมือเรื่องเอาแต่ใจของลูก
- ไม่ใช้อารมณ์ตอบโต้ สงบอารมณ์ตัวเองแล้วค่อยๆ หาวิธีจัดการกับลูก การใช้อารมณ์โต้ตอบเอาชนะลูก
ในสถานการณ์ที่ลูกมีอารมณ์เกรี้ยวกราด อาละวาด ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย
แต่กลับกลายว่าคุณกำลังเป็นตัวอย่างของการแสดงออกเมื่อไม่ได้อะไรอย่างใจ
(ลูกไม่หยุดหรือไม่ทำอย่างที่คุณต้องการ) ให้กับลูก
- จำกัดขอบเขต ถ้าพฤติกรรมที่ลูกทำชักจะเกินเลย ไม่น่ารัก ก็ต้องเตือนและปรามไม่ให้ลูกทำจนเคยตัว
หรือถ้าสิ่งที่ลูกต้องการหรืออยากทำเป็นเรื่องอันตราย หรือเป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนกติกาก็ไม่ควรโอนอ่อนยอมตามลูกจนได้ใจ
แต่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจและใช้มาตรการเด็ดขาดปฏิเสธกับลูกค่ะ ไม่เช่นนั้นอีกหน่อยกฎกติกาที่ตั้งกันไว้
ก็จะเป็นแค่คำพูดลอยๆ ที่ไม่มีความหมายอะไรสำหรับลูก
- แต่ถ้าดูแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องอันตรายอะไร การยืดหยุ่นยอมตามลูกบ้างในบางเรื่อง หรือถ้าลูกไม่ได้อาละวาดมากมาย
แทนที่จะใช้คำสั่งก็ใช้วิธีให้ทางเลือกแทน เช่น ถ้าถึงเวลาต้องเลิกเล่นแล้วแทนที่จะสั่งให้ลูกหยุดเล่น
ก็ใช้ เราจะอาบน้ำกันก่อนหรือหม่ำข้าวกันก่อนดีจ๊ะ ก็พอจะแก้ปัญหาลูกต่อต้านสิ่งที่เราเลือกให้ได้
ได้ฝึกให้ลูกรู้จักตัดสินใจทางอ้อมและยังเป็นการบอกให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ก็ยอมรับฟังความคิด
ความต้องการของลูกเหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกต้องการมากค่ะ
- ไม่ คือ ไม่ เรื่องนี้สำคัญค่ะ ลองว่าคุณได้ส่ายหน้าปฏิเสธหรือเอ่ยปาก ไม่ กับลูกไปแล้วก็ต้องมั่นคงกับการตัดสินใจนั้น
ไม่ว่าเจ้าตัวน้อยจะงัดกลเม็ดเพิ่มดีกรีอาละวาด หรือแม้จะส่งสายตาออดอ้อนปนหยาดน้ำตามาก็ไม่ควรใจอ่อนค่ะ
เพราะถ้าเผลอใจอ่อนไป ไม่ ของคุณสำหรับลูกก็จะเป็นการยืดเวลาการต่อรองอีกนิดแล้วก็ได้ดังใจที่ต้องการ
ทีนี้ล่ะ การดูแลลูกเรื่องนี้ก็จะยิ่งยากขึ้น
- ชมเชยให้กำลังใจ เรื่องหน้าบูดหน้าบึ้งก็ต้องมีกันบ้าง ก็คนโดนขัดใจนี่คะ แต่ถึงอย่างนั้นถ้าลูกยอมทำตามคำบอกของคุณ
ไม่ดื้อรั้นดึงดัน ก็ขอให้คุณโอบกอดชมเชยเจ้าตัวเล็กสักหน่อยว่า คุณดีใจแค่ไหนที่ลูกเชื่อฟังและให้ความร่วมมือ
- ทำความเข้าใจกับพัฒนาการลูก ธรรมชาติของเด็กวัยนี้ก็คือ ยึดความต้องการของตัวเองเป็นหลัก
เมื่อถูกปฏิเสธก็ออกอาการวีนได้ง่ายๆ นอกจากนี้ยังมีความต้องการเป็นของตัวเอง
อยากแสดงให้ทุกคนรับรู้ความต้องการและความเป็นตัวตนของเขา รวมทั้งสนุกกับการแสดงความเป็นตัวของตัวเองด้วยการต่อต้าน
ต่อรองและทำอะไรตามใจตัวเอง แทนการทำตามคนอื่นอย่างที่ผ่านมา ถ้าคุณเข้าใจในจุดนี้ของลูกได้
ก็จะช่วยให้คุณควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้นยามเมื่อลูกเกิดงอแง อาละวาด
- กิจวัตรประจำวันที่เป็นเวลา เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีควบคู่ไปกับความรักที่คุณมีให้ลูกค่ะ
เด็กเล็กๆ อย่างนี้ต้องการระเบียบแบบแผนในชีวิตประจำวันที่ชัดเจน เป็นเวลา
เพราะแบบแผนในชีวิตจะบอกให้แกรู้ว่าต้องทำอะไร ช่วงไหน ที่สำคัญทุกๆ คนในบ้านต้องยึดถือปฏิบัติร่วมกัน
เช่น ถึงเวลากินข้าว เข้านอน ทุกคนก็ปฏิบัติเหมือนกัน การที่ทุกคนในบ้านเคารพกฎกติกา
เป็นสิ่งเชิญชวนอย่างดีให้เด็กๆ ยอมรับกฎกติกาในบ้านได้ง่ายขึ้นค่ะ
- สอนให้รอคอยบ้าง ไม่ใช่พอลูกร้องไห้โวยวาย โอดครวญจะเอาอะไร หรืออยากให้คุณทำอะไรให้
คุณก็รีบวางมือจากงานไปจัดแจงให้ทันที อย่างนี้ไม่ดีเท่าไหร่ ควรจะทิ้งเวลาบอกลูกให้รอสักหน่อย
พร้อมเหตุผลว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ เพื่อให้โอกาสลูกได้สัมผัสกับการรอคอย
และให้ลูกเรียนรู้ที่จะควบคุมความต้องการของตัวเองบ้าง
รอคอยเป็น สำคัญแค่ไหน
วิถีชีวิตในยุค Instant ยุคที่ทุกอย่างในชีวิตดูจะรวดเร็ว รีบเร่ง เร่งด่วน และสำเร็จรูปไปซะหมด
ตั้งแต่ของใกล้ตัวในชีวิตประจำวันอย่างอาหารการกิน โทรศัพท์มือถือ ตู้เอทีเอ็ม เรื่อยไปถึงของชิ้นใหญ่อย่างบ้าน
ความรวดเร็วและเบ็ดเสร็จเหล่านี้กำลังค่อยๆ ลดทอนคุณลักษณะบางอย่างของคนยุคนี้ไป
นั่นก็คือความอดทน มุ่งมั่น มานะพยายาม
การได้เริ่มต้นแบบฝึกหัดเล็กๆ จากการรอคอยในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ไม่ตอบสนองทันที
จึงเป็นสิ่งที่ควรเริ่มกับลูก วิธีนี้อาจไม่สามารถทานกระแสสังคมได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเมื่อเราได้เริ่มและทำอย่างต่อเนื่อง
ก็น่าจะช่วยสร้างและรักษาคุณลักษณะดีๆ เหล่านี้ไว้กับตัวลูกได้ค่ะ
อย่าลืมว่าลูกวัยนี้ยังเล็กมาก คุณพ่อคุณแม่คงต้องอดทน ใจเย็น รับฟังและเข้าใจความคิด
ความต้องการของลูกด้วยความรักและความอ่อนโยนสักหน่อย พร้อมๆ กับค่อยๆ
ให้ขอบเขตกติกาให้ลูกได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ช้าไม่นานอาการดื้อเอาแต่ใจของลูกก็จะค่อยๆ หายไป
ไม่เกิน 3 ขวบหรอกค่ะ อดทนหน่อยนะคะ
คาถาปราบ "อาละวาดนอกบ้าน"
ไม้เด็ดของเด็กทุกบ้านเวลาที่อยากได้อะไรก็คือ ร้องไห้เอะอะให้เสียงดังๆ เข้าไว้
พร้อมกับทิ้งตัวลงไปดิ้นเร่าๆ กับพื้น กระทืบเท้า หรือซอยเท้าถี่ๆ ถ้ายังไม่ได้ผลก็อาจกลิ้งไปกลิ้งมากับพื้น
ถ้าคุณไม่หน้าบางเกินไปรับรองค่ะว่าเรื่องนี้จัดการไม่ยาก
- สะกดอารมณ์ อย่าแสดงอารมณ์โกรธและอย่าอาย คิดเสียว่าเรื่องปกติของเด็ก
แล้วห้ามปรามบอกเหตุผลกับลูกว่าทำไมจึงไม่ยอมตามใจ
- ไม่ต้องให้ความสนใจ ถ้าลูกอยู่ในจุดที่ไม่เกะกะหรือจะทำให้ข้าวของเสียหายก็ปล่อยลูกไว้
ไม่ต้องให้ความสนใจ แต่คุณต้องอยู่ในจุดที่คุณและลูกมองเห็นกันได้
เมื่อลูกสงบลงหน่อยค่อยพูดคุยบอกเหตุผล
- อุ้มลูกออกจากบริเวณนั้น ถ้าลูกอยู่ในจุดที่ไม่เหมาะจะปล่อยเขาไว้
ให้อุ้มลูกออกจากบริเวณนั้นแล้วกอดลูกไว้ เมื่อเริ่มสงบค่อยบอกเหตุผล
- คำพูดที่ใช้ได้ผลต้องสั้น กระชับ น้ำเสียงเรียบๆ แต่จริงจังค่ะ
(update 28 มกราคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 256 พฤษภาคม 2547 ]
|