อยากจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้สักหน่อย เป็นเรื่องที่น่าจะเอามาประยุกต์ใช้ในบ้านเราบ้าง
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในอังกฤษวันนี้ มันไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในเมืองไทยสักเท่าไหร่หรอก
ปัญหาที่ว่านี้ก็คือ เด็กนักเรียนที่ไม่ได้กินอาหารเช้า นับวันก็จะยิ่งมีมากขึ้น
ทางกลุ่มผู้บริโภคของอังกฤษ ทำรายงานออกมาว่า เด็กนักเรียนอังกฤษที่ไม่ได้กินอาหารเช้า
ในปีที่ผ่านมามีอยู่ประมาณ 17% ซึ่งตัวเลขจริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้ เพียงแต่เขายังหาตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้เท่านั้น
เด็ก 17% ที่ว่านี้เป็นปัญหาหรือไม่ ในรายงานบอกว่า เป็นปัญหาอย่างแน่นอน และน่าจะเป็นปัญหาใหญ่เสียด้วยซ้ำ
มีรายงานทางการแพทย์ออกมาว่า เด็กที่ขาดอาหารเช้าเป็นประจำ จะมีสติปัญญาต่ำกว่าเด็กที่ได้รับอาหารเช้าครบถ้วน
ที่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เพราะว่าเด็กที่กินอาหารเช้าจะมีสมองโตกว่าก็เปล่า แต่เป็นเพราะเด็กที่ขาดอาหารเช้า
จะใส่ใจในการเรียนน้อยกว่าเด็กที่ได้รับอาหารเช้า
ในเมื่อใส่ใจในการเรียนน้อยกว่า กระฉับกระเฉงน้อยกว่า สนใจสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า
สุดท้ายก็นำไปสู่การพัฒนาด้านสติปัญญา ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่าวันเวลาผ่านไปสักปีสองปี
เด็กกลุ่มที่ขาดอาหารเช้าจะกลายเป็นเด็กที่มีสติปัญญาด้อยกว่าเด็กที่ได้รับประทานอาหารเช้าเป็นปกติ
เรื่องนี้มันก็คล้ายๆ กับผลงานวิจัยเมื่อหลายปีมาแล้วที่บอกว่าเด็กเล็กๆ ที่ชอบกินขนมขบเคี้ยวประเภทแป้งในตอนเย็น
จะมีสติปัญญาต่ำกว่าเด็กที่กินขนมขบเคี้ยวหนักไปทางโปรตีนนั่นแหละ เด็กที่ชอบกินแป้งตอนเลิกเรียน
มักจะง่วงและอ่อนเพลีย อยากจะพักมากกว่าเด็กที่กินโปรตีน เป็นเพราะแป้งจะส่งผลทำให้สมดุลของฮอร์โมนสองตัวในสมองคือ
เซโรโทนินและโดปามีน อยู่ในระดับที่จะทำให้เด็กสงบมากกว่าที่จะกระฉับกระเฉง
กินแป้งมาก อยากจะพักมากกว่า ไม่อยากจะทำการบ้านนัก สุดท้ายจึงทำให้เด็กที่ชอบกินแป้งตอนเย็นเมื่อเลิกเรียนแล้ว
มีสติปัญญาด้อยกว่าเด็กที่ดื่มนมหรือกินโปรตีนในตอนเย็น เป็นเพราะเด็กไม่ได้พัฒนาสมองจากการทำการบ้านนี่แหละ
จะเห็นว่าเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขาแท้ๆ วิธีแก้ก็คือ ส่งเสริมให้เด็กเสริมโปรตีนมากขึ้นในตอนเย็น
และให้เลี่ยงที่จะกินขนมขบเคี้ยวประเภทแป้งให้ได้
รายงานเรื่องเด็กไม่กินอาหารเช้า กระฉับกระเฉงต่ำกว่า ใส่ใจกับการเรียนน้อยกว่า
ในที่สุดก็ส่งผลให้เด็กที่ขาดอาหารเช้ามีสติปัญญาด้อยกว่าเด็กที่กินอาหารเช้า ผู้ปกครองเมื่อได้เห็นข้อมูลแล้ว
คงต้องหันกลับไปดูแล้วว่าลูกหลานของตนตอนเช้าได้กินอาหารเช้ากับเขาหรือเปล่า
ในอังกฤษพักหลังๆ มีปัญหาการจราจรมากขึ้น พ่อแม่ต้องรีบตื่นไปทำงานกันแต่เช้า
จึงมักจะนำลูกมาส่งที่โรงเรียนกันตั้งแต่เช้าตรู่ ปล่อยให้เด็กดูแลตัวเองโดยหวังว่าลูกจะมากินอาหารเช้ากันที่โรงเรียน
ปรากฏว่าตามประสาเด็กเมื่อได้เจอเพื่อน ก็ไม่ค่อยจะสนใจกับอาหารเช้าสักเท่าไหร่
เด็กจำนวนไม่น้อยจึงขาดอาหารเช้าไปโดยปริยาย
นอกจากนี้ยังมีเด็กอีกส่วนหนึ่งไม่ได้กินอาหารเช้า ก็เพราะอาหารที่โรงเรียนแต่ละมื้อล้วนแต่แพงๆ ทั้งนั้น
เด็กที่มีฐานะไม่ดีนักบางส่วนจึงอดค่าอาหารเช้าเพราะต้องประหยัดเอาไปไว้ใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน
ที่อังกฤษเขาเริ่มแนะนำให้ทางโรงเรียนแต่ละแห่ง จัดทำชมรมอาหารเช้าในโรงเรียนขึ้น
โดยมีอาสาสมัครหรืออาจจะเป็นผู้ปกครองของเด็กที่ไม่ต้องไปทำงานเข้ามาดูแลในเรื่องการบริหารจัดการชมรมที่ว่านี้
เริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปกครองที่จำเป็นต้องนำเด็กนักเรียนมาทิ้งไว้ที่โรงเรียนตั้งแต่เช้า
เข้ามากรอกใบสมัครว่าต้องการที่จะให้ทางชมรมฯ จัดหาอาหารเช้าให้แก่เด็กทุกวันหรือไม่
ทำเอกสารบรรยายความสำคัญของอาหารเช้าเข้าไป บอกถึงการพัฒนาของสมองเด็ก
กล่าวถึงปัญหาของการขาดอาหารเช้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลที่มีต่อสติปัญญา
หรือปัญหาต่อการพัฒนาของโรคหัวใจและหลอดเลือด
หากเพิ่มเรื่องความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ในวัยชราด้วย ก็น่าจะดี
เมื่อผู้ปกครองลงชื่อเป็นสมาชิกชมรมอาหารเช้าแล้ว ก็หาทางจัดอาหารเช้าในโรงเรียนขึ้น
ให้ได้หนึ่งอิ่มต่อเด็กหนึ่งคน การที่ต้องทำอาหารเช้าในปริมาณมาก จะทำให้ราคาอาหารเช้าที่จัดทำขึ้น
โดยชมรมมีราคาถูกลงอย่างไม่น่าเชื่อ แทนที่จะต้องจ่าย 50 เพนนี ก็เหลือแค่ 35 เพนนีเท่านั้น
แถมยังได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนอีกต่างหาก
ยิ่งถ้าได้ชมรมอาหารเช้าที่มีประสิทธิภาพ สามารถรวบรวมสมาชิกได้หลายโรงเรียนในละแวกเดียวกัน
ราคาอาหารเช้าก็จะยิ่งถูกลงหรือให้คุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น การจัดอาหารเช้าของชมรมจะเป็นไปในลักษณะอาหารกล่อง
อาจจะมีนมสักกล่อง มีอาหารเช้าประเภทธัญพืชสักถ้วย มีผักและผลไม้ที่เด็กชอบกิน เสริมเข้าไปด้วย
การบริการอาหารเช้าของทางชมรมในแทบทุกโรงเรียน เริ่มกันตั้งแต่เช้าตรู่เมื่อเด็กกลุ่มแรกๆ
ต้องเข้ามาถึงโรงเรียน เด็กบางส่วนที่กินอาหารเช้ามาจากที่บ้าน เมื่อได้เห็นกิจกรรมของเพื่อนๆ
ที่ได้กินอาหารเช้าร่วมกัน เด็กกลุ่มหลังก็อยากจะเข้าร่วมด้วย ท้ายที่สุดชมรมอาหารเช้าในโรงเรียนจะโตขึ้น
กลายเป็นกลุ่มกิจกรรมที่น่าสนุก มีผู้ปกครองเข้ามาเป็นอาสาสมัครมากขึ้น ความผูกพันระหว่างโรงเรียนกับชุมชนก็ยิ่งดีขึ้น
ดูเหมือนทุกอย่างจะพัฒนาไปในทางบวกทั้งนั้น
เรื่องแนวคิดเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ คงต้องขอชื่นชมฝรั่งและญี่ปุ่นสักหน่อยว่าเขาทำได้ดี
ส่วนเมืองไทยหากจะเริ่มกิจกรรมอย่างนี้บ้าง ก็เชื่อว่าเราจะทำได้ดีไม่น้อยหน้าฝรั่งและญี่ปุ่นหรอก
ทั้งนี้ เป็นเพราะพ่อแม่ไทยรักลูกไม่ได้น้อยไปกว่าพ่อแม่ต่างชาติเลย
(update 6 เมษายน 2005)
[ ที่มา...
เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 666วันที่ 7 - 13 มี.ค. 2548 ]
|