รู้หรือเปล่าว่า ลูกป่วย


ไม่ได้จะมาประเมินถึงความเป็นคุณแม่มือโปรของคุณๆ หรอกนะคะ เพราะเชื่อมั่นค่ะว่า เจ้าตัวน้อยของคุณน่ะมีคุณเป็นแม่ผู้สามารถอยู่แล้ว แต่...การเลี้ยงลูกดูแลลูก ก็ทำเอาแรงของแม่ๆ หายไปไม่น้อยในแต่ละวันนะคะ แถมหลายครั้งก็พาเอาความใส่ใจลดน้อยถอยลงไปด้วย

วันแม่ครั้งนี้ จึงอยากเพิ่มพลังความเป็นแม่ให้ทวีขึ้นอีกค่ะ ด้วยแบบทดสอบต่อไปนี้ ที่จะช่วยให้พลังแรงของแม่ในการเลี้ยงลูกน้อย โดยเฉพาะหากเมื่อลูกน้อยเกิดไม่สบายขึ้น แม่จะได้ป้องกันดูแลและแก้ไขได้ทันไงคะ
1. อาการแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังไม่สบายอยู่
    ก. มีฝ้าขาวขึ้นบนลิ้น
    ข. อุณหภูมิทั่วทั้งตัวไม่เท่ากัน เช่น หัวร้อน มือเท้าเย็น
    ค. หายใจเร็วประมาณ 30-40 ครั้งต่อนาที
    ง. ถูกทุกข้อ

2. อาการแบบไหนที่บอกว่าลูกป่วยเป็นไข้แล้ว
    ก. ใช้ปรอทวัดไข้ที่รักแร้ และทวารหนักได้ที่อุณหภูมิ 37.7 องศาเซลเซียส
    ข. เช็ดตัวไปได้สักพัก พอผ่านไปได้ 1-2 ชั่วโมง ลูกก็กลับตัวร้อนสูงขึ้นอีก
    ค. ลูกมีอาการหนาวสั่น
    ง. ถูกทุกข้อ

3. ถ้าลูกหายใจไม่ออกเพราะมีน้ำมูก เราสามารถ...
    ก. ใช้น้ำเกลือ 0.9% จำนวน 1-2 หยด หยอดลงไปในรูจมูกทุกๆ 4-6 ชั่วโมง
    ข. ใช้น้ำมันหอมระเหยหยดลงไปในเสื้อผ้าของลูก
    ค. ดูดน้ำมูกได้บ่อยๆ ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง ถ้าลูกคัดจมูก
    ง. ถูกทุกข้อ

4. ข้อใดต่อไปนี้ ผิด
    ก. ลูกไอมีเสมหะแต่ยังดื่มนมได้ดี ยังนอนหลับเต็มอิ่ม ไม่เหนื่อยหอบ เราเพียงให้ลูกดื่มน้ำเยอะๆ หมั่นเช็ดตัวให้เขาแค่นี้ก็ช่วยให้หายป่วยได้เร็วขึ้นแล้ว
    ข. อาการไอในเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ต้องหาหมอโดยทันที
    ค. ถ้าลูกหอบเร็วและถี่ควรรอสัก 1 วันก่อน แล้วค่อยพาไปหาหมอ
    ง. ถ้าลูกอายุ 3-6 เดือน เกิดมีไข้ขั้นมาสามารถให้กินยาพาราเซตามอลชนิดน้ำ โดยหลักการกินยา คือเด็กอายุ 3-6 เดือนให้กินยา 0.6 ซี.ซี. เด็กอายุ 6 เดือนถึง 1 ปี ให้กินยา 0.8 ซี.ซี.

5. ข้อใดถือว่าอาการป่วยของลูกยังไม่ถึงขั้นรุนแรง
    ก. ลมหายใจมีกลิ่น
    ข. หูมีกลิ่น
    ค. คอเล็บมีดอกขาวๆ
    ง. ถูกทุกข้อ

6. การดูแลลูกเมื่ออาเจียน วิธีการไหนไม่ถูกต้อง
    ก. ถ้าลูกอาเจียนติดต่อกันสัก 2-3 ครั้งทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งชั่วโมงควรรีบพามาหาหมอโดยด่วน
    ข. เมื่อลูกอาเจียนแค่เพียง 1-2 ครั้ง ให้ลูกหยุดกินอาหารหลังจากอาเจียนประมาณ 1 ชั่วโมงก็พอ
    ค. เมื่อหยุดอาเจียนแล้ว ควรให้ลูกดื่มนมจางๆ ทีละน้อย (1-2 ออนซ์) หรือดื่มน้ำแทนก็ได้
    ง. เรื่องอาเจียนเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กเล็ก แต่ถ้าอาเจียนออกหมด และติดต่อกันถือว่าลูกไม่สบายแล้ว

7. อาการปากเป็นแผลที่ชาวบ้านเรียกกันอยู่เป็นประจำคือ
    ก. ปากนกกระจอก
    ข. ปากเปื่อย
    ค. ร้อนใน
    ง. เริมที่ปาก

8. โรคไหนที่เด็กเล็กมักจะเป็นกัน โดยมีเชื้อราเป็นต้นเหตุ
    ก. ลมหายใจมีกลิ่น
    ข. ตาแฉะ
    ค. ตัวเขียว หรือตัวลายเป็นตาข่าย
    ง. ลิ้นเป็นฝ้า

9. ถ้าลูกมีร่างกายผอม ไม่เจริญอาหาร ผมมีสีจาง มีดอกขาวๆ ที่เล็บนั่นแสดงว่าลูกกำลังขาดธาตุอาหารชนิดใด
    ก. ธาตุเหล็ก
    ข. โปแตสเซียม
    ค. แคลเซียม
    ง. วิตามินบี

10. อาการแบบไหนที่เรียกว่า ลูกกำลังเป็นปอดบวมเข้าให้แล้ว
    ก. มีน้ำมูกใสๆ ไหลไม่ยอมหยุด
    ข. มีไข้ ไอ หอบโดยหายใจเร็วถึง 30-40 ครั้ง/นาที
    ค. หูมีน้ำไหลออกมาไม่ยอมหยุด
    ง. ตาแฉะ

1. ข้อ ง. เพราะเด็กที่มีอุณหภูมิทั่วร่างกายไม่เท่ากัน เช่น หัวร้อน มือเท้าเย็น อาการแบบนี้ถือว่าลูกไม่สบาย และถ้าลิ้นเป็นฝ้า ถือว่าระบบภูมิต้านทานโรคไม่ค่อยดีนัก นอกนากนั้นถ้าลูกหายใจเร็วลึกและถี่ คือใน 1 นาทีลูกหายใจ 30-40 ครั้ง (ปกติเด็กจะหายใจประมาณ 20-24 ครั้ง/นาที) อาการอย่างนี้ควรพามาพบหมอโดยด่วนค่ะ

2. ข้อ ง. ถ้าลูกมีอาการหนาวสั่น และวัดอุณหภูมิด้วยปรอทวัดไข้ที่บริเวณรักแร้ และทวารหนักได้ 37.7 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถือว่ามีไข้

3. ข้อ ง. ถูกหมดทุกข้อ และสำหรับกรณีที่เราดูดน้ำมูกลูกบ่อยๆ จะไม่ถือว่าเป็นอันตราย หรือทำให้ระคายเคืองแต่อย่างใดค่ะ

4. ข้อ ค. ถ้าลูกหอบชนิดที่ว่าใน 1 นาที หายใจเร็วถี่และลึกประมาณ 30-40 ครั้ง ควรรีบพามาหาหมอโดยด่วน

5. ข้อ ง. ลมหายใจมีกลิ่นส่วนใหญ่ในเด็กเล็กจะเกิดจากน้ำมูก หรือสุขภาพในช่องปากไม่ค่อยสะอาด พ่อแม่สามารถรักษาความสะอาดด้วยการใช้ผ้าขนหนูเปียกๆ เช็ดที่บริเวณฟัน และลิ้นให้สะอาดอยู่เสมอ แต่ถ้าเราทำความสะอาดอย่างนี้ไปได้ระยะหนึ่ง แต่ลมหายใจยังคงมีกลิ่นอยู่ แบบนี้ต้องพามาพบหมอแล้วล่ะค่ะ

ส่วนหูมีกลิ่นเกิดจากขี้หูเปียก และถ้าปล่อยให้ขี้หูแห้งกลิ่นจะลดลง ในเด็กเล็กเราไม่ควรแคะหูให้ลูก แต่ถ้าเมื่อใดต้องการเอาขี้หูออกควรพามาหาหมอค่ะ

ในกรณีที่เล็บเป็นดอกขาวๆ ที่คอเล็บ ทั้งนี้เป็นเพราะเด็กคนนั้นขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นเราควรหมั่นให้ลูกกินอาหารประเภทผักใบเขียว ตับ ไข่ เนื้อสัตว์ให้มากๆ อย่างไรก็ดีอาการเล็บเป็นดอกขาวๆ ของเด็กสมัยนี้มักไม่ได้เกิดจากการขาดธาตุเหล็กอีกต่อไปแล้ว เพราะวิทยาการและความรู้มากมายที่พ่อแม่สมัยใหม่หามาได้ และปรับใช้กับลูก โดยหาอาหารที่มีธาตุเหล็กมาให้ลูกกินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นสาเหตุใหญ่ของเล็บมีดอกสีขาวๆ ของเด็กปัจจุบันจึงเกิดขึ้นด้วยการที่เด็กเอามือไปกำสิ่งของต่างๆ ทำให้เล็บได้รับบาดเจ็บ แต่เรื่องนี้ไม่ใหญ่ถึงขนาดต้องถึงมือหมอแต่อย่างใดค่ะ

6. ข้อ ข. จริงๆ แล้วถ้าลูกอาเจียน 1-2 ครั้ง ควรหยุดอาหารหลังจากนั้น 4 ชั่วโมงไม่ใช่แค่ 1 ชั่วโมง

7. ข้อ ค. โรคร้อนในเกิดจากเชื้อ Coxsackie Viruses ที่มักระบาดในช่วงหน้าฝน อาการของโรคคือมีตุ่มใสๆ สีแดงขึ้นภายในช่องปาก โรคนี้ถ้าขัดขวางทำให้ลูกเรากินอาหารไม่ได้ควรพามาพบหมอค่ะ

โรคปากนกกระจอกเกิดจากการขาดวิตามินบี 2 โดยลักษณะผิวหนังจะลอกเป็นขุยๆ บริเวณริมฝีปากทำให้ปากเป็นแผล และถ้าอยากให้แผลลูกหายเร็วๆ ควรหาอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น ไก่ ปลา ไข่ นม ฯลฯ นี้มาให้ลูกกิน แผลจะหายไวขึ้น แต่ถ้ากินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 2 แล้ว ยังไม่หายควรพามาพบหมอค่ะ

ส่วนโรคปากเปื่อย หรือโรคมือ เท้า ปาก จะมีอาการคือมีตุ่มแดงๆ ขึ้นดูคล้ายอีสุกอีใสแต่ตุ่มจะขึ้นที่บริเวณฝ่ามือ เท้า หัวเข่าและปากเท่านั้น และตุ่มดังกล่าวจะไม่แตกเหมือนตุ่มอีสุกอีใส เมื่อรักษาโรคให้หายขาดตุ่มจะยุบไป โรคนี้ถ้าเป็นต้องพามาหาหมอโดยด่วนค่ะ

โรคเริมที่ปากเกิดจากเชื้อ Herpes ที่เป็นตุ่มขึ้นบริเวณริมฝีปาก โดยตอนแรกจะเป็นตุ่มในปากก่อนแล้วลามออกมานอกปาก ตุ่มเริมจะทำให้ลูกรู้สึกเจ็บได้ ดังนั้นควรพาลูกมาหาหมอนะคะ

8. ข้อ ง. ในเด็กอายุต่ำกว่า 3-4 เดือน ซึ่งระบบภูมิต้านทานยังไม่ค่อยแข็งแรง เมื่อเกิดเชื้อราบนลิ้นขึ้น เราสามารถรักษาด้วยการใช้ผ้ากอซหรือผ้าอ้อมสะอาดๆ เช็ดทั้งปากและฟันให้ฝ้าขาวๆ ออกให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้

พ่อแม่บางคนอาจตกใจที่ลิ้นขาวๆ คือ เชื้อรา แต่เชื้อราดังกล่าวที่เกิดกับเด็กแรกเกิดไม่ได้เป็นอันตรายกับลูกแต่อย่างใดนะคะ เราเพียงหมั่นเช็ดลิ้นและฟันให้สะอาดอยู่เสมอ รวมทั้งให้ลูกดื่มน้ำเยอะๆ ในกรณีนี้บางบ้านอาจใช้ยาป้ายสีม่วงๆ (ยา Gentian Violet) ทาให้ลูกที่ลิ้น โดยแน่ใจว่ามือที่ป้ายสะอาดเพียงพอหรือใช้ Cotton Bud แทนมือก็ได้ค่ะ แค่นี้ก็รักษาเชื้อราให้หมดไปได้แล้วค่ะ

9. ข้อ ก. ธาตุเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ตับ เนื้อสัตว์ ธัญพืช ถั่วต่างๆ ไข่ และผักใบเขียว ฯลฯ เด็กเล็กๆ ถ้าขาดธาตุเหล็กจะทำให้มีอาการเหนื่อย หอบ ไม่มีสมาธิ โลหิตจาง สติปัญญาความจำลดลงได้ ดังนั้นเราควรให้ลูกได้รับธาตุเหล็กประมาณ 8 มิลลิกรัม (เด็กหญิง) และ 11 มิลลิกรัม (เด็กชาย) ต่อวันค่ะ

10. ข้อ ข. ทุกครั้งที่ลูกเป็นหวัด และมีการไอ นั่นแสดงว่าลูกติดเชื้อเพิ่มเข้ามาด้วย และถ้ายิ่งลูกหายใจหอบเร็ว ถี่ คือประมาณ 30-40 ครั้ง/นาที แสดงว่าลูกเป็นปอดบวมเข้าให้แล้วล่ะค่ะ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปอดบวมพ่อแม่ควรงดอาบน้ำให้ลูก ให้ลูกนอนหลับอย่างเพียงพอ ดูดน้ำมูกให้ลูก รวมทั้งให้กินยาลดไข้ในช่วงที่เจ้าตัวเล็กมีอาการแค่หวัด และไอเล็กๆ น้อยๆ เพราะถ้าไม่รีบป้องกันและดูแลให้ดีเสียเนิ่นๆ ลูกอาจมีอาการหอบ ลึก เร็ว ถี่ เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งแสดงว่าลูกกลายเป็นโรคปอดบวมเข้าให้แล้วค่ะ


(update 23 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600