น้องไอซ์จอมป่วนประจำบ้านร้องเสียงหลง ชี้ไปที่เจ้าดิ๊กกี้ หมาน้อยที่เคยเป็นเพื้อนซี้สี่ขากันมา
...เกิดอะไรขึ้นระหว่างน้องไอซ์กับเจ้าดิ๊กกี้ ???
แล้วทุกคนก็มาถึงบางอ้อ... ก็เมื่อคืนคุณเธอดูหนังการ์ตูนมีฉากหมาน้อยกลายร่างเป็นหมาป่า
น้องไอซ์คงจะคิดไปเรื่อยว่า เจ้าดิ๊กกี้จะกลายเป็นหมาป่าเหมือนในการ์ตูนล่ะสิเนี่ย
แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะที่นี้!?
- จินตนาการดี แต่ทำไมทำหนูกลัว ?
ถึงแม้ว่าจะมีข้อดี แต่การคิดจินตนาการของหนูๆ ก็อาจจะทำให้เขาคิดถึงเรื่องน่ากลัวเอาได้เช่นกัน
ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า หนูน้อยเติบโตขึ้นมาจากความไร้เดียงสา
พวกเขายังไม่รู้จักโลกที่ตัวเองอยู่จริงๆ ดีเท่ากับผู้ใหญ่อย่างเราๆ เมื่อฟังนิทาน ดูการ์ตูน หรือเห็นสิ่งของที่ไม่รู้จัก
เป็นไปได้ที่โลกแห่งจินตนาการภายในตัวหนูจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้หนูน้อยนึกไปตามจินตนาการ
ในช่วง 2-3 ขวบ เป็นช่วงที่พัฒนาการทางความคิดและจินตนาการของหนูๆ ฟูเฟื่องกันมาก
แต่เนื่องจากในวัยนี้หนูๆ ยังแยกจินตนาการกับความจริงไม่ค่อยจะออก จึงมักจะเกิดอาการกลัว
หรือเพ้อฝันเป็นตุเป็นตะ อย่างที่มีดๆ ก็ไม่กล้าจะอยู่เพราะกลัวว่าจะมีสัตว์ประหลาด
เห็นเงาดำของต้นไม้ก็พาลนึกกลัวไปว่าเป็น ภูติผีปีศาจ แต่ก็อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทราบกันว่า
จินตนาการนั้นมีข้อดีมากกว่าข้อเสียมากมายนักครับ
คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับถ้าในช่วงหนึ่งของวัยนี้หนูๆ อาจจะกลัวอะไรที่เหมือนจะไร้เหตุผล
อย่างสัตว์ประหลาดใต้เตียง หรือเงามืดต่างๆ นักจิตวิทยาถือกันว่า ความกลัวก็มีข้อดีเหมือนกัน
เพราะเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของเด็กๆ ครับ หนูๆ จะได้เรียนรู้ที่จะรับมือและจัดการกับความรู้สึกดังกล่าวไปพร้อมกัน
จนสามารถทำความเข้าใจได้ว่าบางเรื่องที่เขากลัวนั้นมีเหตุผล และบางเรื่องก็ไร้เหตุผล
ซึ่งจะพัฒนาหนูน้อยให้มีความมั่นใจในตัวเอง และรู้จักระมัดระวังต่อเรื่องราวต่างๆ ได้ด้วย
- แง...แง... พ่อแม่ทำหนูกลัว
คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังบ้างว่าบางครั้งสาเหตุสำคัญอาจจะเกิดจากท่าทีของคนที่อยู่ใกล้ชิดอย่างตัวเราเอง
เช่น คุณแม่เห็นแมลงสาบวิ่งผ่านหน้าก็กรีดร้องสุดเสียง หนูน้อยที่นั่งตาแป๋วอยู่ใกล้ๆ
ก็พลอยตกใจกลัวเจ้าแมลงสาบไปด้วย (ก็แม่หนูยังกลัวเลยนี่นา) การเล่านิทานที่มีเนื้อหาน่ากลัว
อย่างเรื่องแม่มดที่เป็นคนแก่ใจร้ายอาจจะทำให้เด็กกลัวผู้หญิงแก่แบบคุณย่าคุณยายใกล้บ้านเอาได้
หรือการขู่ว่าอย่าไปที่มืดๆ ระวังผีเอาไปอยู่ด้วย ฯลฯ แม้ว่าเจตนาเพื่อป้องกันไม่ให้หนูมีอันตราย
หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ลืมไปว่าความช่างคิดและจินตนาการของเด็กวัยนี้จะแต่งเติมข้อมูลเพิ่มเข้าไปอีก
และอาจพัฒนาไปเป็นความกลัวที่ติดตัวแกไปจนโต เรื่องนี้ต้องระวังกันมากหน่อยครับ
อย่างนี้...ไม่ทำ
อย่าขู่ ถึงแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่อยากจะให้หนูว่าง่าย ไม่ดื้อรั้น แต่ก็ไม่ควรใช้การขู่หรือหลอกให้กลัวเพื่อทำตาม
เพราะสิ่งนี้อาจจะทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวบ่มเพาะและเติบโตในใจหนูๆ ได้
อย่าสยองขวัญ ไม่เล่านิทานหรือปล่อยให้หนูดูการ์ตูนที่มีเนื้อหาน่ากลัวเกินจริง
อย่าบังคับ ท่าทีกดดันของพ่อแม่ให้เลิกกลัว อาจจะทำให้หนูกลัวหนักยิ่งขึ้นไปอีก
ควรให้เวลาในการปรับตัวเรียนรู้ว่า สิ่งนั้นไม่น่ากลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อย่าตำหนิ ด้วยคำพูดบั่นทอนกำลังใจ เช่น ทำไมหนูขี้ขลาดจัง หรือ ล้อเลียนเห็นเป็นเรื่องสนุก
สิ่งนี้ล้วนเป็นการสร้างปมทำให้เกิดแผลขึ้นในใจดวงน้อยๆ ของลูกได้
แบบนี้...ทำได้!
เข้าใจ สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำก็คือ เข้าใจถึงความรู้สึกหวาดกลัวที่เกิดขึ้น
ไม่แสดงอาการรำคาญ หงุดหงิด หรือเห็นเป็นเรื่องตลกขบขัน
ปลอบโยน คิดหาสาเหตุว่าที่ทำให้ลูกกลัวแล้วแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่เข้าใจ
และพร้อมจะอยู่เคียงข้าง เพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้ไงครับ
อธิบาย ให้เข้าใจความจริงด้วยคำพูดสั้นๆ เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้หนูน้อยสามารถแยกแยะความจริง
ออกจากจินตนาการที่เขาคิดไปเองได้
เล่านิทาน ทุกครั้งที่เล่านิทานไม่ว่าจะจบลงด้วยความสุขหรือความกลัว ความผิดหวัง
ต้องมีบทสรุปข้อคิดให้ลูกมีกำลังใจจะก้าวข้ามผ่านความกลัวนั้นไปได้ เช่นว่า
แล้วพระเอกผู้กล้าหาญก็สามารถจัดการกับผู้ร้าย (สิ่งที่ลูกกลัว) ได้อย่างไรบ้าง...
การช่วยหนูๆ ให้สามารถแยกจินตนาการออกจากความจริงได้อาจจะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเด็กวัยนี้
แต่ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่จะต้องไม่รับบทเป็นผู้ก่อเหตุหรือซ้ำเติมความกลัวของลูกน้อย
และควรจะเป็นคนสำคัญที่ให้กำลังใจ จูงลูกให้ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ นี่ล่ะสำคัญที่สุด
(update 21 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 105 กรกฎาคม 2547 ]
|