วัยนี้ (ช่วงอายุ 3-6 ปี) ยังกลัวคนแปลกหน้าอยู่เหรอคะ
มีคุณแม่คนหนึ่งถามดิฉัน ดิฉันเลยบอกว่า เด็กบางคนก็ยังกลัวอยู่ค่ะ
และสาเหตุที่กลัวก็อาจจะไม่เหมือนกันด้วย ซึ่งเราต้องค้นหาให้เจอและช่วยลูกกันค่ะ
กลัว...กลัว หลบหลังคุณแม่ ก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมพูดคุยกับเพื่อนคุณแม่
ไม่ยอมให้เพื่อนคุณแม่หรือคนอื่นที่เพิ่งรู้จักแตะต้องตัวเหมือนรังเกียจ นี่ล่ะค่ะ
อาการกลัวคนแปลกหน้าของลูกได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องหาทางช่วยลูกให้ลดความกลัวคนแปลกหน้าลง
เพราะถ้าหากปล่อยให้ลูกกลัวมากๆ ต่อไปเรื่อยๆ อาจจะกลายเป็นปัญหาบุคลิกภาพ
ลูกอาจจะเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ปรับตัวเข้ากับคนอื่นและสังคมได้ยากต่อไปค่ะ
หนูกลัวเพราะว่า...
บุคลิกนี้ติดตัวมานานแล้ว
ลูกเป็นเด็กขี้กลัวมากมาอย่างนี้ตั้งนานแล้ว เป็นบุคลิกอย่างหนึ่งของเด็กที่ปรับตัวช้า
คือเด็กต้องอาศัยเวลามากกว่าเด็กอื่นๆ ในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ หรือคนใหม่ๆ ที่ได้พบ
ให้เวลาลูกในการปรับตัวหน่อย อาจจะต้องมีการเตรียมกับเพื่อนที่จะมาเจอลูกว่า
อย่าเพิ่งไปทำตัวสนิทสนมหรือพูดคุยกับลูกมากนัก คอยสักพัก ค่อยๆ คุย ค่อยๆ เข้าหา
เพื่อไม่ให้ลูกตกใจระหว่างที่คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับเพื่อนก็พยายามชักชวนให้ลูกมีส่วนร่วมในการพูดคุยด้วย
อย่าคุยกันโดยไม่สนใจลูก เพราะลูกจะยิ่งรู้สึกกลัวและปิดตัวเองมากยิ่งขึ้นค่ะ
หนูเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม
ย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน หรือแม้กระทั่งหนูน้อยวัยต้องเข้าโรงเรียน
การที่หนูต้องเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ หากปรับตัวได้ก็ดีไป แต่หากหนูรู้สึกคับข้องใจ
รู้สึกแปลกแยกจากสิ่งแวดล้อมใหม่ คุณครูก็ไม่เข้าใจ จะหันหน้าหาคุณแม่เหมือนเดิมก็ไม่เจอ
หนูจะรู้สึกโดดเดี่ยว ยิ่งทำให้เวลาอยู่กับคุณแม่ติดคุณแม่มากขึ้น และไม่อยากจะพบปะ
หรือติดต่อกับใครที่เขารู้สึกไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนแปลกหน้าหนูจึงตัดไปเลย
ไม่อยากคบหาสมาคมหรือพูดคุยด้วย เลยเกาะอยู่กับคุณแม่แจเพราะกลัวคุณแม่จะทิ้งไป
- ถ้าเป็นไปได้ อาจจะพาลูกกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม หรือไปเยี่ยมคุณครูที่โรงเรียนเดิมบ้าง
เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าแม้เขาจะจากมาแล้ว แต่เขาไม่ได้สูญเสียอะไร ทุกอย่างก็ยังอยู่เหมือนเดิม
และเขาก็สามารถกลับมาเยี่ยมได้ การรู้ว่าไม่ได้สูญเสียอะไรไป จะช่วยให้ลูกปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น
- พยายามชี้ให้ลูกเห็นถึงความสนุกสนานในสิ่งแวดล้อมใหม่ เช่น ในหมู่บ้านมีสนามเด็กเล่น
ก็พาลูกออกไปเล่นกับเพื่อนที่สนาม ให้ลูกค่อยๆ ได้รู้จักผู้คนในสิ่งแวดล้อมใหม่
ในที่สุดหนูก็จะลืมที่เก่าและสนุกสนานกับสถานที่ใหม่ และเรียนรู้ว่าผู้คนใหม่ๆ
ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้
ถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ
คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตและใกล้ชิดกับลูกให้มาก หากสังเกตเห็นความผิดปกติ
เช่น ลูกไม่เคยตื่นตระหนกกลัวคนแปลกหน้ามากขนาดนี้มาก่อนเลย
แต่อยู่ๆ ก็กลับกลายเป็นเด็กที่กลัวคนแปลกหน้าขึ้นมา อย่างนี้ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า
ลูกอาจจะถูกกระทำทารุณจิตใจหรือร่างกาย
ปัญหานี้ร้ายแรงนะคะ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความปลอดภัยบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง
ถ้าสงสัยว่าลูกถูกทำร้ายต้องรีบพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจร่างกาย และทดสอบทางจิตวิทยาทันที
ซึ่งถ้าไม่ใช่ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ แต่ถ้าใช่จะได้มีกระบวนการที่ช่วยเหลือลูกแต่เนิ่นๆ ทั้งทางร่างกาย
และจิตใจก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายลงไปกว่านั้น
ต้องแยกจากบุคคลอันเป็นที่รัก
ต้องแยกจากคนที่เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด เช่น จากที่เคยอยู่กับคุณตาคุณยายที่เลี้ยงมาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เล็กๆ
อยู่ๆ ก็ต้องแยกออกไปอยู่ที่อื่น หรือเคยอยู่กับคุณแม่ แต่คุณแม่จำเป็นต้องไปฝากคนอื่นให้เลี้ยงดู
เหล่านี้ล้วนอาจเป็นสาเหตุทำให้ลูกรู้สึกกลัว รู้สึกไม่มั่นคง และปฏิเสธที่จะทำความรู้จักหรือรักใครอีก
เพราะกลัวว่าถ้ารู้จักสนิทสนมแล้วก็จะต้องจากกันอีก และลูกกลัวว่าถ้าไปสนิทสนมกับคนอื่น
บางทีคุณพ่อคุณแม่อาจจะทิ้งเขาไป ดังนั้น ลูกจึงไม่อยากจะทำความรู้จักใครและผูกติดตัวเองกับคุณพ่อคุณแม่
ก่อนจะจากกันอย่างถาวร ควรค่อยๆ ให้ลูกเรียนรู้การจากกัน เช่น กลับมาอยู่กับคนเก่าๆ บ้าง
หรือกลับมาเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอ หรือว่าโทรศัพท์คุยกันได้ในกรณีที่อยู่ไกลกันจริงๆ หรือจะส่งจดหมาย
ส่งรูปภาพมาแลกเปลี่ยนกันดู เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าสามารถส่งอีเมล์รูปภาพ
หรือกระทั่งเล่นเว็บแคมที่เห็นทั้งภาพทั้งเสียงได้ ดังนั้น พยายามรักษาการติดต่อกับคนที่ลูกรักไว้
ตามแต่วิธีที่เราจะสะดวกนะคะ ลูกจะได้ไม่รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากเกินไป เมื่อไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
หนูน้อยก็จะสามารถเปิดใจติดต่อคบหากับคนแปลกหน้าใหม่ๆ ที่พบเจอได้ดีขึ้นเองค่ะ
(update 21 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 105 กรกฎาคม 2547 ]
|