มีเสียงบ่นกระปอดกระแปดจากคุณเพื่อนมาอีกแล้วค่ะ คราวนี้ออกจะเป็นการระบายซะมากกว่า
เพราะเธอรู้ตัวว่าไม่ใช่เรื่องน่ากังวล หรือเป็นความผิดของใคร ที่ลูกจะร้องเรียกหาพ่อบ่อยกว่าตัวเธอ!
ก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ห้ามกันไม่ได้ หนทางเดียวที่เธอทำได้และคิดออกในเวลานี้ก็คือ
ระบายและระบายให้เพื่อนอย่างดิฉันช่วยรับฟังความรู้สึกน้อยใจในหัวสักหน่อย
ครั้นจะบอกเล่าให้สามีฟังก็เกรงว่าสามีรักษาน้ำใจเธอจนเหินห่างลูกไป หรือไม่ก็หาว่าเธอคิดเล็กคิดน้อย
ไร้สาระไปอีก เพราะฉะนั้นหน้าที่นี้เลยตกอยู่กับเพื่อนอย่างดิฉันค่ะ
เชื่อว่าเหตุการณ์ประมาณนี้น่าจะเกิดกับคุณแม่หรือคุณพ่อคนอื่นๆ อยู่เหมือนกัน
แต่กับคุณแม่น่าจะเยอะกว่าเพราะพื้นฐานความเป็นผู้หญิงของเรามันทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้ง่ายอยู่แล้ว
ยิ่งกับคนที่เรารักด้วยแล้วยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เท่าที่รู้ตอนนี้นอกจากเพื่อนดิฉันแล้ว
เพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานก็เป็นกับเขาเหมือนกัน
เรื่องที่เธอทั้งสองคนเล่าให้ฟังค่อนข้างจะคล้ายคลึงกัน เธอว่าใจหนึ่งก็รู้สึกดีที่เห็นพ่อลูกเขารักใคร่ใกล้ชิดกันดี
แต่บางทีก็มีความรู้สึกน้อยใจเล็กๆ แวบเข้ามาบ้าง หลายครั้งที่เธอตั้งท่าอ้าแขนรอรับแต่เจ้าลูกคนดีก็วิ่งโผเข้าหาพ่อซะนี่
หรือเวลาร้องงอแงลูกก็ร้องหาเอาแต่พ่อคนเดียว มันอดจะรู้สึกน้อยใจลูกไม่ได้
บางครั้งก็แอบมีน้ำตารื้นๆ ขึ้นมาเหมือนกัน
ลูกรู้ได้ถึงความต่าง
ฉันเลยบอกเธอไปว่า ความจริงน่าจะเป็นเรื่องน่าดีใจ นอกจากเหตุผลว่าพ่อลูกรักใคร่กันดีแล้ว
นี่ยังเป็นสัญญาณของพัฒนาการในด้านสังคมและการรับรู้ที่พัฒนาไปของลูก เพราะพอวัยขวบต้นๆ
อย่างนี้เด็กเขาจะรับรู้ถึงความแตกต่างของสิ่งรอบๆ ตัวได้แล้ว และแสดงออกต่อสิ่งนั้นอย่างตรงไปตรงมาตามที่รู้สึก
วัยนี้เขาจะเริ่มมีอาหารจานโปรด รู้จักปฏิเสธ มีสิ่งที่ชอบไม่ชอบ มีความรู้สึกชอบคนบางคนมากกว่าคนอื่นๆ
ตอบสนองกับพ่อแม่ในลักษณะเฉพาะ และเริ่มเรียนรู้ว่าพ่อแม่ คนแต่ละคนมีปฏิกิริยากับการกระทำเดียวกันแตกต่างกัน
เช่น ถ้าร้องไห้ แม่จะเข้ามาปลอบ พ่อจะไม่สน หรือถ้าตีพ่อ พ่อจะหัวเราชอบใจ แต่กับแม่ แม่อาจจะดุ เป็นต้น
และยิ่งไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเข้าไปอีก เพราะความรู้สึกความชอบเหล่านี้ของเด็กเล็กๆ เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ
หรือเปลี่ยนไปตามกิจกรรม เช่น ถ้าเป็นเรื่องเล่น เขาอาจร้องเรียกหาพ่อ แต่พอถึงเรื่องกินเขาร้องเรียกหาแม่ เป็นต้น
และถ้าสังเกตดีๆ เด็กๆ จะชอบร้องเรียกหาคนที่ไม่ค่อยขัดใจเขาเท่าไหร่ (พูดอย่างนี้ไม่ใช่จะเฮโลตามใจลูกกันยกครัว
เพราะกลัวลูกไม่รักนะคะ ถ่วงดุลกันไว้บ้างล่ะดีแล้ว)
อีกอย่างการที่ลูกร้องเรียกหาใครคนใดคนหนึ่งมากกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะปฏิเสธอีกคนไปเมื่อไหร่
เพราะฉะนั้นสบายใจได้ เลข 1 ในใจลูกน่ะยังไงๆ ก็เป็นพ่อและแม่เสมอล่ะ ในวงเล็บถ้าเรารักและดูแลเขาใกล้ชิดนะคะ
พอได้ฟังอย่างนี้น้ำเสียงของเพื่อนในสายก็ดูจะดีขึ้นมาบ้าง
พ่อแม่เองก็มีความต่าง
ทั้งด้วยความต่างของเพศ บทบาทหน้าที่ การอบรมเลี้ยงดูที่ผ่านมา ทำให้ยังไงๆ พ่อกับแม่ก็ย่อมแตกต่างกัน
ความต่างตรงนี้นี่เองที่มีผลกับวิธีการตอบสนองของพ่อแม่ที่มีต่อลูก คุณพ่ออาจจะพูดน้อยกว่าแม่
แต่พ่อก็น่าสนใจกว่าตรงที่จะห้ามนู่นห้ามนี่ จุกจิกน้อยกว่าแม่ แถมพ่อยังมีเรื่องให้ตื่นเต้นสนุกสนานเร้าใจมาให้มากกว่า
เพื่อนดิฉันได้ฟังก็นึกย้อนเข้าหาตัวเองแล้วผสมโรงออกมาทันทีว่า ใช่ ใช่ ปิงปิงก็เป็นอย่างนี้
บทบาทของทั้งพ่อและแม่มีความสำคัญและมีผลดีต่อพัฒนาการของลูกค่ะ ถ้าเป็นลูกแรกเกิดจนถึง 3 ปี
สัมผัสทั้ง 5 ที่แสดงถึงความรักความอ่อนโยน ดูแลเอาใจใส่ เช่น กอดจูบ โอบอุ้มให้ความอบอุ่น ฯลฯ
พูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงถ้อยคำที่บ่งบอกถึงความอ่อนโยนที่มีต่อลูกจะช่วยให้พัฒนาการ
โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูกเป็นไปในทางที่ดี และเมื่อเข้าวัย 3-5 ปี
ความต่างของพ่อแม่นอกจากจะมีบทบาทให้ลูกได้เรียนรู้ความแตกต่างของเพศแล้ว
ลูกยังได้เรียนรู้คุณลักษณะที่หลากหลายจากพ่อและแม่ด้วย
การที่ลูกได้อยู่กับพ่อบ้างก็จะทำให้เขาได้รู้จักการทำอะไรสนุกๆ จากการเล่นแบบผู้ชายที่แหวกแนว
มีชีวิตชีวา ผาดโผน ความเข้มแข็ง การพูดคำไหนคำนั้น ความเด็ดขาดแบบผู้ชายจากบทบาทพ่อ
ต่างไปจากแม่ที่จะได้เรียนรู้ความมีระเบียบวินับ ละเอียดลออ รอบคอบ แล้วเขาก็จะค่อยๆ หา
เลือกและรับคุณลักษณะที่เหมาะมาเป็นตัวเองเมื่อโตขึ้น ยังไงประโยชน์ก็ตกอยู่กับลูกอยู่แล้ว
เมื่อความน้อยใจจู่โจม
ก่อนวางหูดิฉันบอกเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ กับเพื่อนไว้ใช้ยามที่เกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาอีก
เป็นวิธีที่จะดูแลความรู้สึกตัวเองแล้วลูกก็ได้ประโยชน์ด้วย
- อย่าแสดงอารมณ์ นั้นให้ลูกรู้สึกได้ เพราะเด็กๆ จะสัมผัสความรู้สึกของพ่อแม่ได้เสมอไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร
และพยายามอย่าให้ความรู้สึกแบบนี้เข้ามาวนเวียนในหัวคิดนานเกินไป ทำใจให้ร่าเริงไว้เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับลูก
ที่สำคัญพยายามควบคุมมันอย่าให้มาก (แต่เชื่อว่าไม่มีอยู่แล้วล่ะ) จนเผลอพูดจาประชัดประชันหรือไปกดดันบังคับลูก
- ให้เวลาทำกิจกรรมกับลูกให้มากขึ้น จะพูดคุย เล่น เล่านิทาน พาไปเล่นสนามเด็กเล่น
สวนสาธารณะก็ได้ ทั้งนั้นขอให้ลูกชอบเป็นพอ หรือถ้ารู้สึกได้ว่าคุณสามีหรือคุณภรรยามีความรู้สึกน้อยใจแบบนี้
ก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้เวลาใกล้ชิดด้วยกันแบบพ่อลูก แม่ลูกอย่างน้อยสัก 15 นาที
หลังจากกลับจากทำงานทุกวันก็ดีค่ะ
- ใช้การเล่นเป็นเครื่องมือเข้าหาลูก การเล่นเป็นกิจกรรมที่เวิร์คที่สุดที่จะใช้เป็นช่องทางดึงความสนใจจากลูกได้
และจะให้ดีก็ดูว่าลูกชอบหรือสนใจการเล่นแบบไหนก็ชวนเขาทำอย่างนั้น เขาจะสนุกกับคุณมากเป็นพิเศษเลยค่ะ
- ใช้ความต่างที่เป็นข้อดีของตัวเองให้เป็นประโยชน์ สำรวจตัวเองว่าเราจะเป็นเบอร์หนึ่งสำหรับลูกในเรื่องไหน
แล้วใช้จังหวะนั้นทำคะแนน (แต่ไม่ใช่ให้แข่งดึงลูกให้มารักเรามากกว่านะคะ)
- แบ่งปันความรู้สึกในใจ ให้สามีหรือภรรยาได้รับรู้บ้าง บางทีมันอาจช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นมาก็ได้
- ทบทวนบทบาทตัวเองหน่อย หนึ่งมีเวลาอยู่กับลูกมากน้อยแค่ไหน สองส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติกับลูกขัดกับพัฒนาการเขาหรือเปล่า
เช่น จู้จี้จุกจิก ต้องกิน ต้องทำ หรืออะไรๆ ก็ห้ามไปซะหมด ทั้งที่วัยนี้เขากำลังเป็นนักสำรวจ ชอบการรื้อค้น
ไม่อยู่นิ่งและกำลังสนุกตื่นเต้นกับการเดินวิ่งด้วยตัวเองอยู่
ถ้าคุณเข้าข่ายข้อที่หนึ่งก็ต้องจัดตารางเวลาตัวเองใหม่หาเวลาอยู่กับลูกให้มากขึ้น แต่ถ้าเป็นแบบที่สองก็ลดๆ
ดีกรีคุมเข้มของตัวเองลงหน่อย เลือกเอาเฉพาะเรื่องที่เป็นอันตรายกับลูก เรื่องวินัย เรื่องใหญ่ๆ ก็พอ
ถ้าความรู้สึกแบบนี้จะเป็นสัญญาณเตือนให้เราได้มีโอกาสหันมองตัวเอง ว่ามีเวลาให้กับลูกเพียงพอหรือยัง
เราดูแลลูกแบบไหนก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่เราจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ยังขาด ยังพร่องอยู่
แต่ถ้าเราทำหน้าที่ตรงนั้นอย่างดีอยู่แล้วก็อย่าปล่อยให้ความรู้สึกแบบนี้เข้ามารบกวนความคิด จิตใจตัวเองเลย
ลืม...แล้วมีความสุขกับความร่าเริงสดใสและการเติบโตของลูกดีกว่าค่ะ
(update 10 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 266 มีนาคม 2548 ]
|