ช่วงเดือนเมษายนมีวันหยุดหลายวันอย่างนี้ หนูๆ หลายคนต้องไปอวดโฉม
ให้คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายชื่นชมกันเสียหน่อย แต่ถ้าไปถึงแล้วเจ้าหนูตัวน้อยของคุณเกิดงอแง
ไม่ยอมให้คนแปลกหน้ามาอุ้มมาหอม ออกฤทธิ์หงุดหงิดใส่ เจอสถานการณ์แบบนี้เข้าทำเอาผู้ใหญ่เหงื่อตก
อดชื่นใจเจ้าตัวเล็กกันพอดีค่ะ
จะว่าไปแล้วก็น่าเห็นใจนะคะ พัฒนาการนี้คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจจะไม่เคยคาดคิดมาก่อน
มารู้ว่าสำคัญต้องเตรียมพร้อมเอาเมื่อสาย ก็ตอนที่เจ้าหนูออกฤทธิ์ในยามที่เราอยากให้เขาน่ารักที่สุด
เรื่องนี้เขาเรียกว่ากลัวคนแปลกหน้าค่ะ (แต่ไม่รวมถึงคนหน้าแปลกนะ ฮิ ฮิ)
6-8 เดือน... จำได้ รู้จักกลัว
เมื่อวัยแรกเกิดเจ้าหนูจะเรียนรู้สภาพบุคคลเก็บเข้าสู่ความทรงจำไปเรื่อยๆ
โดยเฉพาะลักษณะหน้าตา กลิ่น ท่าทาง หรือแม้แต่น้ำเสียงและส่วนมากพ่อแม่น้อยคนนัก
ที่จะอุ้มออกไปรับลมเล่นข้างนอก เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัย กลัวจะเป็นหวัดไม่สบายกันไป
ทำให้เด็กบางคนรู้จักแค่เพียงบ้าน พ่อแม่ คนเลี้ยงและคุณหมอที่โรงพยาบาลเวลาไปฉีดวัคซีน
พอเข้าช่วงอายุ 6-8 เดือนนี่ล่ะสำคัญเพราะเด็กเขาจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลได้แล้ว
ดังนั้นหากคุณไม่ได้เป็นคนที่เขารู้จักหน้าค่าตามาก่อน อย่าได้หวังว่าจะมาอุ้มเล่นด้วย มานัวเนียอยู่ใกล้ๆ
หรือพรากหนูไปจากแม่เชียว
สิ่งนี้คล้ายจะเป็นความกลัวอย่างแรกของเจ้าหนูเลยนะคะ และเชื่อไหนว่าโดยเฉลี่ยแล้ว
เด็กทารกมักจะกลัวคนแปลกหน้ามากถึง 50-80% แน่ะค่ะ และระยะเวลาการกลัวก็ไม่เท่ากันด้วยนะคะ
บางคนใกล้ๆ ขวบก็เลิกกลัวแล้ว แต่สำหรับบางคนความกลัวนี้อาจจะยาวนานไปถึงขวบครึ่งเลยทีเดียว
ใครกัน... ไม่คุ้นหน้า
ลักษณะง่ายๆ ที่เราสามารถสังเกตว่า เจ้าหนูเขาจะกลัวคนแปลกหน้าหรือเปล่า
ก็ดูได้จากการเข้ามากอดแม่ไว้ไม่ยอมปล่อยอย่างไรเสียแม่ก็ต้องอยู่กับหนูใกล้ๆ นะ
ตาคนใส่แว่นนี่อย่าเข้ามาใกล้หนูเชียว แม่ต้องอุ้มไว้ตลอดจะปล่อยเมื่อไร
หรือหายหน้าไปเพียงชั่วครู่เป็นปล่อยโฮ เมื่อได้ยินเสียงแม่ก็จะหยุดร้องแล้วมองหาอย่างตั้งใจ
เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพราะเจ้าหนูเขารังเกียจหรือเกลียดชังคนที่อุ้มหรอกนะคะ
แต่เป็นเพราะเหตุผลง่ายๆ สั้นๆ ก็คือคุณไม่ใช่แม่หรือคนคุ้นเคยของหนู
หนูก็เลยยังไม่ไว้ใจหรอก นี่ถือเป็นพัฒนาการทางด้านอารมณ์ตามปกติของเด็กวัยเบบี๋ค่ะ
ปลอบประโลม... เตรียมรับมือ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมรับมือ เมื่อรู้ว่าลูกจะต้องเผชิญคนหน้าแปลกๆ ในระยะเวลาอันใกล้นี้
เพราะถ้ารอไว้วันจริงแม้แต่ตัวเราเองอาจจะควบคุมไม่อยู่ จนต้องกลับเพราะความเกรงใจก่อนเวลาก็เป็นได้
- ตั้งแต่หนูอายุสัก 4 เดือน ลองอุ้มมาชมวิวทิวทัศน์ข้างนอกบ้านยามเช้า
หรือยามเย็นให้เจ้าหนูได้พอคุ้นกับคนอื่นๆ หรือเสียงบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่เสียงของพ่อแม่
- เมื่อรู้ว่าจะต้องไปบ้านปู่ย่าตายาย ลองเอารูปที่ถ่ายไว้แล้วมีรูปคุณตาคุณยายชัดๆ มาดูกัน
เอามาดูบ่อยๆ คล้ายเป็นของเล่นไปเพื่อให้ลูกชินกับคนในรูปที่จะไปเจอบ้าง
- เมื่อเราและลูกเข้าไปในแวดวงของกลุ่มคนแปลกหน้า
อย่าเพิ่งทิ้งเขาไปแล้วปล่อยไว้กับกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยเด็ดขาด
แล้วยิ่งมีเสียงดังคุยกันจ้อกแจ้กจอแจด้วยแล้ว เจ้าหนูอาจจะกลัวและงอแงได้ง่ายๆ
- หากเจ้าหนูเจอญาติๆ แล้วเกาะติดคุณหนึบไม่ยอมปล่อย
เอาแต่เกาะกอดยึดเอาไว้เป็นลูกลิงก็ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ
แต่เราอาจจะเปลี่ยนอิริยาบถเป็นจับเขามานั่งตักบ้าง เพื่อให้เห็นหน้าญาติชัด
แม้จะต้องเผชิญหน้าแต่ก็ยังมีปราการหลังเป็นคุณแม่คุณพ่ออยู่ให้อุ่นใจ
- ยกหูโทรศัพท์กริ๊ง!! ไปหาคนที่เราจะไปพบด้วยว่า เตรียมตัวไว้ให้ดี เมื่อพาเจ้าหนูไปห้ามแหย่ แกล้ง
และแย่งกันฟัดเจ้าหนูนะ เพราะเขายังไม่คุ้น ถ้าเขาร้องไห้หรืออารมณ์ไม่ดีไม่รู้ด้วย
เรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจชี้แจ้งให้ชดเจนและให้ทุกคนร่วมมือปฏิบัติตามกติกาด้วยนะจ๊ะ
การเรียนรู้และรู้จักคนแปลกหน้า อาจจะเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับลูก พฤติกรรมหน้านิ่วคิ้วขมวด
หวงเนื้อหวงตัวไม่ให้ใครมาจับ แท้จริงแล้วแค่เป็นเรื่องของพัฒนาการทางอารมณ์
ที่ในอนาคตลูกจะต้องเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลได้
เวลาจะช่วยให้เขายอมรับเพื่อนแม่และญาติผู้ใหญ่ได้สนิทใจขึ้นค่ะ
เทคนิคสร้างความคุ้นเคย
สังคมปัจจุบันมีครอบครัวเดี่ยวเยอะขึ้น ทำให้การเลี้ยงดูลูกบางครั้งกลายเป็นเรื่องที่ต้องทำลำพัง
เด็กๆ มักจะมีความเคยชินและติดใครคนใดคนหนึ่งมากเป็นพิเศษ
ลองชวนลูกไปเข้ากลุ่มไปพบเจอกับคนอื่นๆ บ้างก็ได้นะคะ สนามเด็กเล่นของหมู่บ้านก็ดีค่ะ
แม้ว่าเขาจะยังเล่นไม่ได้ แต่ก็มักจะมีคนเข้ามาทักทายเล่นด้วยเสมอ วันแรกอาจจะกลัวแต่พอวันต่อๆ
ไปเขาก็จะชิน และเฝ้าสังเกตผู้ใหญ่โดยไม่หวาดกลัวและพร้อมเรียนรู้ต่อไปค่ะ
(update 29 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 114 เมษายน 2548]
|