เพิ่งผ่านบทเรียนแรกมาใหม่หมาดกับการเรียนรู้อาหารใหม่ที่ไม่ใช่นม ขึ้นเดือนใหม่ที่หนูเริ่มนั่งได้มั่นคง
มือจับสิ่งของพอได้แล้ว คุณแม่คนเก่งก็ไม่รอช้ารีบตระเตรียมสำหรับปฏิบัติการชวนหนูร่วมโต๊ะอาหารทันที
นั่นแน่...อย่าเพิ่งกล่าวหาว่าเป็นคุณแม่จอมเร่งรัด (ลูก) เชียว เพราะปฏิบัติการนี้มีที่มาค่ะ
นักโภชนาการเด็กหรือแม้แต่คุณหมอพัฒนาการต่างบอกว่า ช่วงครึ่งปีหลังของขวบปีแรกนี้
เป็นช่วงที่พัฒนาการทางร่างกายของหนูเบบี้พร้อมเรียนรู้พฤติกรรมการกินมาก เรียกว่าเป็นช่วงสอนง่าย
ทั้งเรื่องการเคี้ยว กลืน ลักษณะและชนิดอาหาร รวมทั้งวิธีการกินอาหารด้วย
แต่หลังจากพ้นขวบปีแรกไปแล้วความสนใจในเรื่องกินของหนูจะลดน้อยลงไปมาก
เพราะไปสนใจกับการสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยการเคลื่อนไหวซะเยอะ
วัยขวบแรกนี้ จึงเป็นขั้นเริ่มต้นที่สำคัญของการฝึกลูกให้หม่ำด้วยตัวเอง จังหวะเป็นใจขนาดนี้
แม่คนเก่งอย่างเราปล่อยไปเสียดายแย่ค่ะ ก่อนที่จะเข้าใจผิดหรือเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยากไม่มีทางทำได้
ต้องทำความเข้าใจก่อนค่ะว่าการร่วมโต๊ะหม่ำของหนูขวบแรกนี้ เพื่อให้หนูได้เห็นรูปแบบการกินอาหารของคนในบ้าน
เพื่อนำไปสู่การเลียนแบบ และให้หนูได้เริ่มต้นจับช้อนหม่ำด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่พอจับหนูขึ้นโต๊ะส่งช้อนให้
แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยโรงเรียนคุณแม่นะคะ อย่างไรเสียคุณแม่ก็ยังคงต้องทำหน้าที่ป้อนอาหารลูกอยู่ดี
เมื่อเข้าใจตามนี้แล้วก็มาจัดการกับสิ่งที่ต้องตระเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มปฏิบัติการกันดีกว่า
ความพร้อมทางพัฒนาการและความสนใจเรียนรู้ของลูกเป็นเรื่องสำคัญของการฝึกค่ะ
ความพร้อมทางพัฒนาการที่ต้องมีคือลูกนั่งได้มั่นคง มือจับกำช้อนได้ ผ่านการเรียนรู้เรื่องการหม่ำอาหารเสริมมาระยะหนึ่งแล้ว
ถ้าเทียบจากพัฒนาการโดยทั่วไปประมาณสัก 9-10 เดือนก็พอจะเริ่มต้นได้ แต่นี่ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว
ต้องขึ้นอยู่กับพัฒนาการเฉพาะตัวของลูกคุณแม่ค่ะ
ส่วนความสนใจนั้นไม่ยากค่ะ เพราะการได้กินอาหารอย่างอิสระ สำหรับเด็กแล้วคือการเล่นอย่างหนึ่ง
ซึ่งเด็กๆ ร้อยทั้งร้อยสนใจอยู่แล้ว จากนั้นบอกกับตัวเองไว้เลยว่า ความยืดเยื้อ เลอะเทอะ วุ่นวาย
และลูกใช้มือสำรวจอาหาร หยิบเข้าปาก อม ดูด คาย ละเลง ขว้าง เป็นภาพที่คุณต้องเจอและต้องปล่อยให้ลูกได้ทำอย่างนั้น
เพราะเหล่านี้เป็นขั้นแรกของการเรียนรู้เรื่องการกินที่ต้องมาก่อนการใช้ช้อน ซึ่งเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการค่ะ
3 อย่าสร้างบรรยากาศเรียนรู้
- อย่าคร่ำเคร่งเร่งรัดให้ลูกกินเร็วๆ กะเกณฑ์ปริมาณหรือหงุดหงิดกับเรื่องเลอะเทอะ
- นทำให้บรรยากาศการกินเสียไป
- อย่าเล็งผลเลิศว่าลูกต้องกินอย่างเรียบร้อย มีมารยาทบนโต๊ะอาหาร
เพราะนี่เป็นแค่การจัดประสบการณ์ให้ลูกรู้จัก
และสัมผัสกับบรรยากาศ และวิธีกินอาหารของคนในบ้านเท่านั้น
- อย่าห่วงเรื่องคุณค่าและปริมาณอาหารที่ลูกจะได้รับมากจนเกินไป
เพราะอย่างไรเสียลูกก็ได้รับอาหารจากที่คุณป้อนไปแล้ว
ปฏิบัติการพาหนูขึ้นโต๊ะ
- เลือกมื้อที่คุณมีเวลากับกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่ ทั้งคุณและลูกอารมณ์แจ่มใสมีความพร้อม
- ตั้งเก้าอี้หม่ำของหนูข้างๆ โต๊ะอาหารของครอบครัว
- อาหารที่จัดให้ลูกควรหลากหลาย แต่มื้อแรกบนโต๊ะครอบครัวนี้ ถ้าเป็นเมนูโปรดของลูกก็จะดีมากค่ะ
- จาน ชามอาหารของผู้ใหญ่พยายามอย่าให้อยู่ในรัศมีที่มือน้อยๆ ของลูกจะเข้าไปกวาดละเลง
- เริ่มป้อนอาหารลูกก่อนสักครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ลูกกินปกติ จากนั้นก็ปล่อยให้หนูได้ลองหม่ำด้วยตัวเอง
- คนร่วมโต๊ะร่วมแจมด้วยการชี้ชวนหรือแสดงวิธีการตักอาหารเข้าปากให้ลูกดู
- ชมกันบ้างเมื่อหนูทำได้ หรือเห็นหนูพยายาม
- คุณจะเห็นว่าลูกจะหยิบ ตักอาหารเข้าปากสลับไปกับเล่นอาหาร ซึ่งก็ควรปล่อยไปตามนั้น
แต่จะสิ้นสุดมื้ออาหารเมื่อการกินของลูกกลายเป็นการเล่นไปทั้งหมด
- ถ้าจัดให้มีมื้อแบบนี้ได้วันละครั้งเป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ
ถ้าคุณพ่อคุณแม่อดทน ใจเย็นและหมั่นจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบนี้ให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ช้าไม่นานคุณก็จะได้ชื่นใจกับลูกคนเก่งที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
อีกทั้งเติบโตไปเป็นคนที่รู้จักเลือกกินอาหาร ถ้าระหว่างมื้อที่ผ่านมาคุณ
และครอบครัวได้เป็นตัวอย่างในการเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์
(update 7 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 258 กรกฎาคม 2547 ]
|