ปฐมฤกษ์กับเจ้ารอตไวเลอร์


ห้องฉุกเฉิน เป็นสถานที่ที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ ไม่ค่อยจะชอบเท่าไร ไม่เหมือนคลินิกที่มีการตกแต่งให้สวยงามดูน่ารักๆ มีตัวการ์ตูนตามข้างกำแพง มีของเล่น มีสนามเด็กเล่นเล็กๆ เหมาะสมสำหรับการบริการเด็กๆ แต่ห้องฉุกเฉินดูดุเดือดและน่ากลัว มีคนไข้ผู้ใหญ่อาการหนักเป็นส่วนมาก ตรวจรวมๆ กัน ไม่มีห้องตรวจเด็กแยก ไม่มีของเล่น ไม่มีการ์ตูน หมอก็ดุ พยาบาลก็ดุ หากไม่จำเป็นแล้ว ทั้งคุณพ่อคุณแม่และหนูๆ ก็ไม่อยากเยื้องกายเข้ามาใกล้เลย

แต่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ ...เวลามีเหตุจำเป็น อาการหนักจริงๆ ห้องฉุกเฉิน คงเป็นความหวังที่จะเยียวยาลูกน้อยให้คำแนะนำและความอุ่นใจแก่พ่อแม่ ห้องฉุกเฉินในฝันสำหรับคุณพ่อคุณแม่คงอยากให้มีหมอเด็ก หมอฉุกเฉิน และพยาบาลใจดีอยู่ประจำตลอดเวลา มีเครื่องไม้ เครื่องมือพร้อม ดูแลภาวะฉุกเฉินอย่างกระฉับกระเฉง แต่เป็นกันเองกับเด็กๆ และพ่อแม่ กลับบ้านแล้วก็โทรศัพท์มาถามกันเพิ่มเติมได้ ถ้าจะให้ดีเลิศมีห้องหับที่เหมาะกับเด็กๆ มีสีสันสวยงาม มีของเล่น มีที่ให้เล่นบ้างจะเยี่ยมไปเลย แหม... แต่จะหาห้องฉุกเฉินแบบนี้ได้ที่ไหนนะ อ้อ... ตามโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งคงหาแบบนี้ได้บ้าง แต่โรงพยาบาลรัฐก็คงต้องรอการปรับปรุงกันก่อน แต่ในประเทศพัฒนาทั้งหลายห้องฉุกเฉินในฝันที่ว่านี้เป็นแบบมาตรฐานของโรงพยาบาลเด็กแทบทุกเมืองหล่ะครับ

ผมเองก็เคยเป็นหมอเด็กประจำห้องฉุกเฉิน แม้ในปัจจุบันจะใช้เวลากับการทำวิจัยมากขึ้น แต่ห้องฉุกเฉินเด็กก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผมวาดฝันและค่อยๆ ต่อเติมกันไปตามประสาหมอตัวเล็กๆ ในปัจจุบันเริ่มมีการฝึกหัดแพทย์เฉพาะทางเป็นหมอห้องฉุกเฉินกันแล้ว อนาคตคงพัฒนากันได้อีกเยอะทีเดียว

เด็กป่วยมาห้องฉุกเฉินมีหลายโรค หลายแบบ มีทั้งหนักทั้งเบา แต่ไม่ว่าหนักหรือเบาก็จะมาด้วยความกลัว ความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ ลูกป่วยคือภาวะฉุกเฉินของพ่อแม่เป็นหลักการข้อที่ 1 ที่หมอฉุกเฉินต้องสังวรไว้ ผมจะสอนแพทย์ใหม่เสมอหล่ะครับว่าอย่าไปเถียงกับพ่อแม่ว่าลูกคุณไม่ฉุกเฉิน ลูกป่วยคือภาวะฉุกเฉินของพ่อแม่เสมอครับ

วันนี้ฝนตกตลอดเย็นเลย เด็กก็มากันไม่มาก เวรวันนี้ค่อนข้างสบายครับ แหม...ถ้าฝนตกอย่างนี้ หมอเด็กก็สบายไป (ยกเว้นเด็กเป็นหืด เราเรียกว่าขาประจำยามฝนตก...) แต่พวกหมอผู้ใหญ่คงไม่ค่อยชอบ เพราะอุบัติเหตุจราจรจะทยอยกันมามากขึ้น ยิ่งดึกอาจจะยิ่งมากขึ้น

ยังไม่ทันขาดคำแม่ก็พาลูกชายอายุ 5 ปีเข้ามา มีแผลตามใบหน้าเต็มไปหมด ที่แขนขาก็ถลอกปอกเปิก ไม่ใช่อุบัติเหตุจราจรหรอกครับ แต่เป็นเจ้ารอตไวเลอร์ สุนัขพันธ์ดุอีกแล้ว

แม่เล่าว่าพี่เลี้ยงพาลูกไปเล่นที่สนามเด็กเล่นในหมู่บ้าน แล้วพากลับมาแล้วนะ แต่เจ้าหนูลืมรถบังคับอยู่ที่สนามก็เลยวิ่งย้อนกลับไปเองพี่เลี้ยงก็ยืนรออยู่สักครู่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ก็เดินย้อนไปตามหาเจ้าหนูน้อย ก็พบว่าชาวบ้านกำลังช่วยกันไล่เจ้ารอตไวเลอร์ ที่งับกระชากร่างเด็กไม่ยอมปล่อย เจ้าของสุนัขเล่าว่าได้พาเจ้ารอตมาเดินเล่นตามปกติ แต่พอมันเห็นเด็กเล่นรถบังคับเข้า ก็กระโจนเจนเชือกหลุดมือเข้างับเด็กทันที ไล่ก็ยอมเลิก

บ้านเรามีประวัติเจ้ารอตหลายต่อหลายครั้งจำได้ว่าปี 2543 ก็เสียชีวิตไปรายหนึ่ง ปีนี้ตั้งแต่ต้นปีมาก็เจ็บไปหลายรายแล้ว เจ้ารอตนี่ถือว่าเป็นพันธุ์ดุร้ายที่สุดสำหรับเด็ก เด็กที่ถูกสุนัขกัดตายก็มาจากเจ้ารอตนี่หล่ะมากที่สุด พันธ์อื่นๆ ที่ตามมากเช่น พันธุ์พิทบูลเทอร์เลีย โดเบอร์แมน เป็นต้น หมาไทยก็ไม่หยอกนะ หมาจรจัดพันธ์ไทยแท้รุมกัดเด็กที่นครปฐม และที่ปทุมธานีเมื่อเร็วๆ นี้ก็อาการหนักเช่นกัน

สุนัขหลายชนิดรวมทั้งเจ้ารอตนี่จริงๆ แล้วเป็นสุนัขพันธ์ดุที่ไม่ควรเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านที่มีเด็กอาศัยอยู่ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีรายงานการตายจากการถูกสุนัขกัดรุนแรง (ไม่เกี่ยวกับพิษสุนัขบ้า) เกือบ 300 รายในช่วงปี 1979-1998 รอตไวเลอร์และพิทบูลเป็นตัวเอ้ ส่วนใหญ่ของเหยื่อที่ตายคือเด็กน้อยกว่าสองปีเวลาโดนกัด อาจเกิดบาดแผลรุนแรงได้ โดยเฉพาะเมื่อถูกกัดที่ศีรษะ ใบหน้า และคอ คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ว่า สุนัขสามารถกัดทะลุกะโหลกเด็กน้อยกว่าสองปีเป็นเหตุให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนได้ การตายอย่างรวดเร็วมักเกิดจากการถูกกัดรุนแรงทะลุเข้าสมอง และกัดที่คอทะลุเข้าหลอดลมหรือเส้นเลือดใหญ่ บาดแผลสุนัขกัดอาจเป็นบาดแผลแทงทะลุจากเขี้ยวอันแหลมของมัน หรือเป็นบาดแผลฉีกขาดจากการกัดแล้วกระชาก บาดแผลแทงทะลุหากไม่ทะลุเข้าอวัยวะที่สำคัญเช่นกัดเข้าที่น่อง มักมีเลือดออกไม่มาก แต่บาดแผลจะเป็นรูลึกล้างแผลยาก ติดเชื้อง่าย ตรงข้ามบาดแผลกัดกระชากจะมีการฉีกขาดของผิวหนังและกล้ามเนื้อ เลือดจะออกมาก แต่ล้างแผลให้สะอาดได้ง่าย


ปฐมพยาบาลก่อนถึงมือหมอ

เมื่อถูกสุนัขกัดคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำประปา น้ำดื่มที่สะอาด ล้างมากๆ เลยครับ ไม่ต้องใส่ยาฆ่าเชื้อใดๆ ลงไปในบาดแผลทั้งสิ้น ล้างอย่างเดียว ล้างมากๆ หลังจากนั้นห้ามเลือดโดยใช้ผ้าทำแผล หรือผ้าสะอาดกดบาดแผลไว้ และพันด้วยผ้ายืดเพื่อห้ามเลือดก่อนนำส่งพบแพทย์เพื่อทำการตรวจบาดแผลต่อไป


ติดเชื้อ...ดูไม่จืด

บาดแผลสุนัขกัดมีการติดเชื้อไม่มาก โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น ซึ่งผิดกับบาดแผลแมวกัด ซึ่งพบการติดเชื้อถึงร้อยละ 50 บาดแผลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อคือบาดแผลที่มีลักษณะแบบแทงทะลุคือเป็นรูลึก ล้างยาก บาดแผลที่มือ เท้ามีเส้นเอ็นอยู่ทำให้มีเลือดมาเลี้ยงน้อย การกำจัดเชื้อจะไม่ดี บาดแผลที่ไม่ได้ล้างให้ดีใน 6 ชั่วโมงแรก บาดแผลที่มีความเสี่ยง แพทย์จะไม่เย็บแผลให้ เพราะหากติดเชื้อหลังเย็บจะดูไม่จืดทีเดียว บาดแผลที่ไม่มีความเสี่ยงมากนัก แพทย์อาจล้างแผลให้สะอาดและเย็บกลับคืนให้ครับ


พิษสุนัขบ้าและบาดทะยัก

ปัญหาของสุนัขไม่ได้มีแต่แผลอักเสบเท่านั้น แต่ปัญหาใหญ่คือโรคพิษสุนัขบ้าและบาดทะยัก หากเด็กได้รับวัคซีนตามปกติไม่ขาด ส่วนใหญ่จะป้องกันบาดทะยักได้แล้วก็เหลือแต่พิษสุนัขบ้าล่ะครับที่น่ากลัว อย่าไรก็ตามถ้าเด็กได้รับวัคซีนไม่ครบต้องระวังเรื่องบาดทะยักไว้ด้วย

สำหรับพิษสุนัขบ้านั้น ให้พิจารณาอย่างนี้ครับ หากสุนัขมีอาการปกติ ไม่เจ็บป่วย ไม่ซึม ได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาแล้วอย่างน้อยสองครั้งและหลังจากนั้นได้รับอย่างต่อเนื่อง คงไม่ต้องให้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแก่เด็กที่ถูกกัดครับ แต่หากสุนัขมีอาการผิดปกติ หรือไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน เด็กจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพิษสุนัขบ้า ดังนั้นต้องได้รับการป้องกัน


การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนต้องให้ภูมิต้านทานที่เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลิน ทันที เพื่อไปต่อสู้กับเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า และต้องให้วัคซีนควบคู่กันไป การให้วัคซีนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะวัคซีนจะกระตุ้นร่างกายสร้างภูมิต้านทานภายใน 7 วัน อาจจะช้าเกินไป!!! คุณหมอหลายคลินิกไม่มีอิมมูโนโกลบูลินนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องถามให้ดีด้วยครับ

สำหรับวัคซีนก็ต้องฉีดกันรวม 5 เข็มครับ (ใน 1 เดือน) เจ็บระงมกันทั้งเดือนครับ

เด็กรายนี้ก็เย็บแผลกันทั่วร่างกายเลยครับ หมอศัลยกรรมก็ต้องมาพลอยเดือดร้อนกันไปด้วย โชคดีนะที่เจ้ารอตเนี่ยฉีดวัคซีนแล้ว ไม่งั้นคุณแม่ก็โดนอีกอย่างน้อย 3,000 บาท จากค่าวัคซีน 5 เข็ม บวกกับค่าอิมมูโนโกลบูลิน โชคดีอีกข้อคือ ไม่ถูกกัดเข้าจุดสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามเด็กก็เจ็บทั้งๆ ที่ไม่ควรเจ็บ ไม่ใช่ร่างกายอย่างเดียวนะ แต่จิตใจด้วย คงจะหวาดกลัวไปอีกนาน นอนฝันร้าย ร้องไห้กลางคืนอีกหลายคืน ช่วยกันระวัง ช่วยกันป้องกันกันดีกว่านะครับ งดเลี้ยงพันธ์ดุเถอะครับ หรือถ้าเลี้ยงก็เก็บไว้แต่ในบ้าน (ที่ไม่มีเด็ก) อย่าปล่อยไปเพ่นพ่าน หากพามาเดินเล่นนอกบ้านก็ต้องเอาตะกร้อสวมปากมันไว้เสมอ

อ้อ! แล้วอย่าลืม “จูง” มันตลอดเวลาด้วยนะครับ เอาเชือกพันมือเราไว้ให้แน่น อย่าให้หลุดมือไปขย้ำทำอันตรายต่อเด็กๆ และผู้ใหญ่ดังเป็นข่าวชวนสยองกันอยู่เรื่อยๆ

สงสารเด็ก สงสารหมอห้องฉุกเฉินเถอะครับ


(update 8 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ มกราคม 2005]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600