|
เราทุกคนคงยอมรับว่ามารยาทเป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคมไทย และเป็นสิ่งที่ดีที่น่าสนับสนุนปลูกฝัง
แต่บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ออกจะสับสนว่า แล้วเราจะสอนมารยาทให้ลูกอย่างไรดี ลูกจะเข้าใจไหม
หรือควรจะเริ่มต้นแบบไหนกันดี ถ้าคุณอยากรู้...รีบอ่านด่วนเลยค่ะ
วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศเพลินๆ เด็กหญิงต้นน้ำ วัย 2 ขวบ หลานตัวกลมก็วิ่งจี๋เข้ามาหา
แล้วถามว่า ทำ (อะ)ไรอยู่จ๊ะ จากนั้นก็วิ่งไปตามโต๊ะอื่นๆ ต่อด้วยความสนุกสนาน
บังเอิญที่สายตาของหนูต้นน้ำไปสะดุดกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของน้าอีกคนหนึ่งมีรูปพระพุทธรูปอยู่
สาวน้อยต้นน้ำหยุดมองดูรูป แล้วก็ยกมือบอกว่า ธุจ้า
เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้อาจจะทำให้ป้าๆ น้าๆ อมยิ้มในความน่ารักของหลานสาววัยซนที่กำลังฉอเลาะ
ที่สำคัญยังพูดจาเพราะมีหางเสียง ไม่ว่าจะเป็น...คะ ขา จ๊ะ จ๋า เป็นประจำ
และถึงแม้สาวน้อยจะหลุดหลงลืมไปบ้างบางครั้ง ก็จะมีปะป๊า มะม้า และพี่เลี้ยงคอยย้ำเตือนตลอด อย่างเช่น
ไม่เอา ต้นน้ำ ว่าไงนะคะ มะม้า ไม่เอาจ้ะ ต้นน้ำ หรือ ไม่เอา ต้นน้ำ
ไม่เอาจ้ะ สิลูก ปะป๊า ไม่เอาจ้ะ ต้นน้ำ
คำพูดคำจาน่าเอ็นดูที่ติดปากนี่เองทำให้ป้าๆ น้าๆ หลงรักต้นน้ำ
เพราะสมัยนี้หายากเหลือเกินที่จะมีเด็กผู้หญิงพูดจาจ๊ะๆ จ๋าๆ น่ารักอย่างนี้
นอกจากนี้ก็ยังมือไม้อ่อนรู้จักสวัสดีไหว้ทักทาย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ของต้นน้ำก็ทำวิธีคล้ายๆ กันนั่นคือ
ไหว้ก่อนสิลูก ธุพระ ก่อนลูก อย่างนั้นแหละ น่ารักมากๆ เลย เน้นการบอกย้ำเตือนและชมเชย
เพื่อให้เด็กทำเป็นประจำจนเป็นนิสัย
เมื่อสอบถามคุณพ่อของต้นน้ำว่าเพราะเหตุใดจึงเห็นความสำคัญของการปลูกฝัง
ให้ลูกสาวคนนี้เป็นเด็กที่มีมารยาท
ผมว่าทุกคนก็อยากให้ลูกพูดจาเพราะ เวลาไปไหนเขาจะเข้าสังคมได้ง่าย รู้จักกาลเทศะ
เวลาไปคุยกับผู้ใหญ่ที่ไหนๆ ใครๆ ก็รักเขา ผมไม่ชอบวัยรุ่นสมัยนี้ที่พูดจาไม่มีหางเสียง
ดูไม่สุภาพ และไม่น่ารักเลยครับ ปะป๊าหมีของเด็กหญิงต้นน้ำบอกกับเรา
Basic Manners for Starter
การสอนลูกถึงการปฏิบัติตัวที่ดีนั้นไม่ยากจนเกินคุณรับไหวหรอกนะคะ แต่ว่าในเด็กวัยนี้
เรื่องที่สอนนั้นต้องไม่ยากเกินไป และมักอยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกมีพื้นฐานชีวิตที่ดี
มีนิสัยที่น่ารักน่าชังคนรักเยอะๆ ลองมาฝึกในช่วงขั้นแรกๆ ของชีวิตดู
- รู้จักทักทาย
- สำหรับคนไทยอย่างเราๆ อย่างแรกที่ควรปฏิบัติคือการไหว้ เริ่มจากจับมือลูกมาประกบกัน
ก้มหัวเล็กน้อย และเราก็ทำเป็นตัวอย่างให้เขาดูด้วย อย่างเวลาเจอกับคุณยายก็สวัสดีพร้อมกัน
กล่าวชมเวลาลูกไหว้สวย และชมเด็กๆ คนอื่นด้วย ลูกจะได้มีกำลังใจ กลับกัน
หากลูกทำตัวไม่ดีหรือเห็นเด็กคนอื่นๆ โวยวายไม่น่ารัก คุณก็สอนลูกได้เลยว่าเป็นกิริยาไม่ดี
ทำแล้วไม่มีใครรัก
- Christine Ward ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองเด็กจาก Accelerated Learning Institute
นิวซีแลนด์ กล่าวถึงการไหว้แบบไทยๆ ถึงประโยชน์ที่คนไทยเองอาจนึกไม่ถึงไว้ว่า
ดิฉันชอบการไหว้ของคนไทย เพราะการที่ได้ใช้มือซ้ายประกบเข้ากับมือขวาอย่างนี้
เป็นการพัฒนาสมองทั้ง 2 ข้างได้อย่างดีและเป็นท่าแบบเดียวกับ Brain gym เลย
- พูดจามีหางเสียง
- การพูดจาเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น การฝึกพูดแบบมีหางเสียง ซึ่งคุณควรคุยกับเขาด้วยภาษาที่มีหางเสียงเช่นกัน
และย้ำประโยคที่ลูกควรมีหางเสียง แต่ลูกไม่ได้ทำตาม หรือไม่เผลอพูดจาหยาบคาย
เช่น เวลาสบถเมื่อรถปาดหน้าเราก็...# # @ !! ? > เป็นต้น
- การกล่าวสวัสดี ขอโทษ หรือขอบคุณก็เป็นอีกอย่างที่เป็นเสน่ห์ของเด็กๆ
เมื่อลูกเล่นของเล่นแล้วแย่งกับเด็กอื่น เมื่อลูกผิดก็หัดให้ใช้คำว่าขอโทษ
แม้ว่าลูกจะพูดแบบขอไปทีก็ตาม และพ่อแม่ก็ควรเป็นตัวอย่างพูดกับลูกด้วยเหมือนกันอย่าง
สวัสดีลูก พ่อกลับมาแล้ว หรือ ขอบคุณจ้ะ เก่งจังหยิบของให้แม่ด้วย
- มารยาทบนโต๊ะอาหาร
- แน่นอนที่สุดคือ การที่ไม่ต้องวิ่งตามไล่ป้อนเพื่อให้ลูกกินข้าว ลองคิดดูแล้วกันหากพาลูกไปนอกบ้าน
แล้วต้องไล่ป้อนข้าวกันวุ่นวายคงไม่งามแน่ๆ และลูกก็จะมีสุขลักษณะนิสัยการกินที่ไม่ดี
ติดเล่น กินข้าวได้น้อยอีกด้วย
การฝึกมารยาทบนโต๊ะที่ง่ายๆ คือให้ลูกร่วมโต๊ะกินข้าวด้วย เพื่อให้ลูกซึมซับพฤติกรรมของผู้ใหญ่
ว่ากินอาหารกันอย่างไร ลองให้ลูกกินข้าวเองโดยใช้ผ้ารองจาน อย่ากังวลเรื่องหกเลอะเทอะ
เพราะการได้ร่วมโต๊ะอาหารร่วมกัน ถือเป็นการฝึกร่วมสังคมวิธีหนึ่ง
(update 20 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 119 กันยายน 2548]
|