เสียงเขย่าของเล่นดังอยู่ข้างหูเป็นเสมือนสิ่งเร้าที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่สมองของลูกน้อย
ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะเดินทางไปถึงสมองส่วนที่เรียกว่า ซีรีเบลลั่ม ซึ่งอยู่บริเวณท้ายทอยของศีรษะ
สมองส่วนนี้จะรับข้อมูลและทำหน้าที่สั่งให้กล้ามเนื้อแขนขาเคลื่อนไหว ในลักษณะที่สอดคล้องและประสานงานกันนี่คือ
กระบวนการที่ทำให้ร่างกายของคนเราเกิดการเคลื่อนไหว นั่ง นอน เดิน และยืน รวมทั้งทำกิจกรรมต่างๆ
ในวัยขวบแรกของลูก พัฒนาการที่เห็นเด่นชัดส่วนใหญ่จะเป็นด้านร่างกาย
เช่น ความแข็งแรงและการพัฒนาของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ การเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นต้น
ซึ่งต้องอาศัยการทำงานประสานของอวัยวะหลายๆ ส่วน รวมถึงการควบคุมของสมองด้วย
ซึ่งถ้าเด็กได้รับการฝึกฝน พัฒนาความสามารถของหนูน้อยก็จะเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ
เพราะสมองและระบบประสาทที่ควบคุมอวัยวะมีการเตรียมพร้อมที่จะพัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว
แค่เริ่มต้นเท่านั้น
แรกเกิด 1 เดือน หนูน้อยจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่
ต่างจากในท้องแม่ตั้งแต่เรื่องของอุณหภูมิที่ไม่เหมือนกัน ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ต้องทำงานด้วยตัวเองแล้ว
รวมทั้งการควบคุมอวัยวะต่างๆ ซึ่งแม้ว่าจะมีการเตรียมพร้อมมาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก
ส่วนการที่หนูน้อยกำนิ้วมือเมื่อคุณแม่แหย่นิ้วไว้ในอุ้งมือของลูกนั้น ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ
หรือการตอบสนองโดยอัตโนมัติค่ะ
ช่วงนี้หนูน้อยจะต้องเรียนรู้และพัฒนาความสามารถกันต่อไป
พออายุครบ 1 เดือนความสามารถของร่างกายรวมทั้งการทำงานประสานกันของส่วนต่างๆ ก็จะพัฒนาขึ้นค่ะ
การส่งเสริมการทำงานประสานกัน คอยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย อาทิ พูดคุย โอบกอด
ให้หนูน้อยได้เรียนรู้เกี่ยวกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 เวลาที่ลูกกำมือคุณแม่จับนิ้วมือลูกคลายออกทีละนิ้ว
เขี่ยที่ฝ่ามือและปลายนิ้วของลูกดูบ้าง หรือให้ลูกนอนลงบนพื้นราบเพื่อหัดชันคอ
ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรงขึ้นด้วยค่ะ
ก้าวหน้ากับการเรียนรู้
2 3 เดือน ช่วงนี้หนูน้อยจะชอบจ้องมองวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ
ยิ่งเคลื่อนไหวได้ก็จะให้ความสนใจกันเป็นพิเศษ และมักจะสนใจมองและเล่นนิ้วมือตัวเองค่ะ
เอื้อมมือไขว่คว้าหาสิ่งของที่มองเห็น คุณแม่จึงมักเห็นหนูน้อยเอื้อมมือไปมาในอากาศ
และมองตามเสียงของสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมา
การส่งเสริมการทำงานประสานกัน ยื่นนิ้วมือคุณแม่ให้ลูกจับทั้งสองข้าง
แล้วลองดึงจะเห็นว่าลูกจับนิ้วมือคุณแม่แน่นไปตามแรงดึงเชียว
วิธีนี้ก็ช่วยฝึกกล้ามเนื้อของลูกได้เหมือนกันนะ หรือจะหาสิ่งของมาล่อให้ลูกเอื้อมมือจับก็ดีทีเดียว
พออายุประมาณ 3 เดือน เมื่อได้ยินเสียงลูกจะหันหน้าตามคุณพ่อคุณแม่จึงควรหาของเล่น
ที่มีเสียงเขย่าเล่นกับลูกในทิศทางที่แตกต่างกันเพื่อฝึกการฟัง
และเชื่อมต่อถึงการเรียนรู้ที่มาและทิศทางของเสียงค่ะ
ความสำเร็จที่ค้นพบ
พอถึงวัย 4-5 เดือน การทำงานประสานกันของมือและตาจะพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จะเห็นเลยว่า เมื่อมีสิ่งของอยู่ตรงหน้า หนูน้อยจะสามารถเอื้อมหยิบได้อย่างแม่นยำ
แต่การคว้าจับหรือเอื้อมหยิบของลูกในวัยนี้นั้นจะยังเป็นแบบไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน
นึกจะหยิบก็หยิบ เพราะสมองยังคิดซับซ้อนไม่เท่ากับสมองผู้ใหญ่
ดังนั้นเมื่อวัตถุที่สนใจหายไปจากสายตา หนูน้อยจึงไม่ค่อยจะสนใจตามเท่าไหร่
ส่วนพัฒนาการด้านอื่น จะดีขึ้นตามลำดับเมื่อจับลูกให้นอนคว่ำ
หนูน้อยจะพยายามใช้ข้อศอกยันหน้าอกตัวเอง และพยายามที่จะชันคอขึ้น
การส่งเสริมการทำงานประสานกัน ยื่นของเล่นให้ลูกคว้าในระยะที่แตกต่างกันบ้าง
เพื่อฝึกการกะระยะและการคว้าจับ ช่วงประมาณ 5 เดือน กล้ามเนื้อมือของลูกแข็งแรงขึ้นแล้วค่ะ
อาจเพิ่มให้ลูกได้ฝึกรับของด้วย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างนิ้วมือของลูกแข็งแรงขึ้น
ของเล่นที่มีเสียงยังใช้ได้อยู่นะคะ แต่อาจจะเพิ่มความซับซ้อน หรือเสียงที่แตกต่างมากขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงลูกจะหันหาที่มาของเสียง พร้อมกับเคลื่อนไหวร่างกายไปตามที่มาของเสียงนั้นๆ
เป็นการประสานกันของทุกๆ ส่วนในร่างกาย หูได้ยินสายตาสัมผัส ร่างกายเคลื่อนไหวไปมาไงคะ
ชัยชนะที่หนูทำได้
วัย 6-8 เดือน ไม่ว่าจะหยิบจับ สายตาและมือมีการทำงานประสานกันอย่างสอดคล้อง
และมีเป้าหมายมากขึ้นค่ะ การกะระยะคว้าจับของได้ดีอย่างเห็นได้ชัด การจะเอาของจากมือหนึ่ง
ไปไว้อีกมือหนึ่งเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับลูกวัยนี้แล้ว
สามารถถือของหนักอย่างขวดน้ำ ขวดนมมือเดียวก็ยังได้ สามารถตักอาหารเข้าปากด้วยช้อน
ซึ่งแม้จะไม่แม่นยำเหมือนผู้ใหญ่ แต่ก็ถือว่าเป็นชัยชนะอีกขั้นหนึ่งของหนูแล้วล่ะ
การส่งเสริมการทำงานประสานกัน คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมหรือกระตุ้นพัฒนาในทุกๆ ด้าน
สิ่งไหนที่รู้สึกว่าลูกกำลังสนุกที่จะทำต้องฉกฉวยโอกาสทองนี้ไว้เลยค่ะ ลองฝึกให้ลูกตักอาหารเข้าปากเองแม้ว่า
ลูกจะทำได้ไม่ดี แต่ถ้าหนูน้อยสนุกที่จะทำก็ให้ลูกทำให้เต็มที่นะคะ
หาขนมปังหรือผลไม้หั่นเป็นชิ้นให้ลูกถือ หาของเล่นที่ลูกจะต้องใช้ความสามารถหลายๆ ด้าน
อย่างความแตกต่างของรูปทรง ของเล่นที่เคาะหรือตี แล้วทำให้เกิดเสียง
การสัมผัสพูดคุยกับลูกยังเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำอยู่ตลอดเวลา
เพราะลูกน้อยจะตอบสนองและจดจำสิ่งที่เห็นและได้ยิน รวมทั้งคำพูดเพื่อพัฒนาภาษาของเขาต่อไป
ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ
วัย 9-12 เดือน พัฒนาการดีขึ้นตามลำดับค่ะ
จากที่คลานได้คล่อง ก็เกาะยืน ก้าวเดินได้ดี เมื่อเห็นคนในบ้านเดินมาจะส่งเสียงเรียกเพื่อให้หันมาเล่นด้วย
เวลาที่จะหยิบของชิ้นเล็กๆ จะใช้นิ้ว 2 นิ้ว คือนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ทำงานประสานกันได้ดี หนูน้อยจะเพลิดเพลินกับการหยิบโน่นหยิบนี่
แล้วก็หยิบเข้าปาก บรรดารูหรือร่องต่างๆ ลูกวัยนี้ชอบเอานิ้วแหย่ดูนัก ถ้าไม่ระวังให้ดีอาจจะแหย่เข้ารูปลั๊กไฟ
เป็นอันตรายได้ค่ะ
การส่งเสริมการทำงานประสานกัน จูงมือลูกให้เดินเล่นเพื่อฝึก การทรงตัวและการเคลื่อนไหว
พูดคุยชวนร้องเพลงตบมือตามจังหวะเพลง หาของเล่นที่มีการหยิบเข้าหยิบออก หรือกล่องแก้ว
พลาสติก ขันน้ำ เพื่อให้ลูกหยิบของเข้าออกในกล่อง หาภาชนะเล็กใหญ่
และของเล่นที่มีขนาดแตกต่างกันให้ลูกได้หยิบเล่นค่ะ
พัฒนาการที่เกิดจากการทำงานประสานกันของอวัยวะและสมองส่วนต่างๆ
ของลูกน้อยจะพัฒนาได้ดีนั้น สัมพันธ์กันกับทุกๆ ปัจจัยค่ะ
โดยเฉพาะประสาทสัมผัสต่างๆ เหล่านี้ด้วย
- ประสาทสัมผัสทางผิวหนัง ผิวหนังเป็นส่วนที่มีพื้นที่มากที่สุดในร่างกาย
ประกอบด้วยเซลล์ประสาทรับความรู้สึกมากมาย การส่งเสริมก็คือ การโอบกอดสัมผัสลูกอยู่บ่อยๆ
ก็จะช่วยให้มีการถ่ายทอดความรู้สึกที่ดีให้กับลูก รวมถึงการเล่นของเล่นที่มีผิวสัมผัสที่แตกต่าง
ก็ช่วยพัฒนาประสาทสัมผัสด้านนี้ได้ค่ะ
- ประสาทสัมผัสทางหู หนูน้อยได้ยินตั้งแต่ 5-6 เดือน ตอนที่อยู่ในท้องแม่
แต่เป็นการได้ยินที่ไม่เหมือนการได้ยินภายนอก เพราะกว่าที่เสียงจะไปถึงหูทารกต้องผ่านน้ำคร่ำ
จนเมื่อลูกคลอดออกมาจึงจะได้ยินเสียงที่เหมือนๆ กับที่เราได้ยิน แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะหาแหล่งที่มา
หรือทิศทางของเสียงได้แม่นยำ จนกว่าจะอายุได้ 9 เดือน สิ่งที่คุณแม่จะสามารถกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้
ก็คือการพูดคุยกับลูก โทนเสียงที่แตกต่างของพ่อแม่และทิศทางของเสียงจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ค่ะ
- ประสาทสัมผัสทางตา เด็กมองเห็นตั้งแต่แรกเกิด แต่ยังไม่เห็นรายละเอียด
และความซับซ้อนของสิ่งที่มอง เช่น ความตื้นลึกแบบ 3 มิติ ได้เหมือนผู้ใหญ่
คุณพ่อคุณแม่ควรกระตุ้นสายตาของลูกด้วยการแขวนโมบายล์หารูปสวยๆ มาติดผนัง
เปลี่ยนโมบายล์และรูปหรือตำแหน่งที่ติดไว้ที่ผนังเพื่อดึงความสนใจลูกอีกครั้ง
- ประสาทสัมผัสทางลิ้น พัฒนาการด้านการรับรสของลูกจะค่อยๆ
พัฒนาขึ้นตามรสชาติอาหารที่เปลี่ยนไป การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยให้ลูกได้สัมผัสกับรสชาติอาหารที่หลากหลาย
ได้ตั้งแต่วัยแรกเริ่ม และเมื่อถึงวัยอาหารเสริมอาหารก็ควรเป็นรสชาติมาจากตัวอาหารเพียวๆ
ไม่ควรเติมเครื่องปรุงใดๆ ลงไป เพราะอาจจะทำให้ลูกติดรสใดรสหนึ่งได้
- ประสาทสัมผัสทางจมูกหรือกลิ่น ไม่จำเป็นที่จะต้องนำกลิ่นหลายๆ กลิ่นให้ลูกได้ดม
เพราะลูกน้อยจะเรียนรู้โดยอัตโนมัติจากกลิ่นของน้ำนมของแม่ จากกลิ่นอาหารที่ลอยมาแตะจมูก
ควรหลีกเลี่ยงกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำ ยาฉีดกันยุงแมลง
เพราะกลิ่นเหล่านี้จะมีสารเคมีที่เป็นอันตรายกับลูก
(update 6 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 265 กุมภาพันธ์ 2548 ]
|