เกิดอะไรขึ้นนะ ที่จู่ๆ ก็เริ่มมีคำพูดคำจาเกินวัยหลุดออกมาจากปากของเจ้าตัวเล็ก
หรือ บางทีก็ทำท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็กอย่างนั้นล่ะ!
เคยลองสังเกตพฤติกรรมของตาหนูยายหนูที่บ้านบ้างหรือเปล่าคะ ว่าเป็นเหมือนยายหนูที่บ้านของดิฉันไหม
ที่หมู่นี้เริ่มจะมีคำพูดเลียนแบบผู้ใหญ่ จีบปากจีบคอ เอาเครื่องสำอางมาเล่น เอารองเท้าแม่หรือพี่สาวมาสวม
แล้วก็เดินไปเดินมาราวกับเดินอยู่บนเวทีนางงามอย่างนั้นล่ะ หรืออย่างวันก่อนจะส่งลูกสาวไปค่ายฤดูร้อน
แม่ตัวยุ่งก็ไม่ยอมไปซะอย่างงั้นล่ะ แถมยังจีบปากจีบคอบอกว่า ไม่เอาหรอก เดี๋ยวผิวหนูก็เสียหมดสิคะ
ดูแล้วนึกถึงนางร้ายในละครก็ไม่ปาน ทำเอาคนทั้งบ้านหัวเราะในความแก่แดดแก่ลมของยัยหนู
แต่ถึงจะเอ็นดูอย่างไรก็ตาม ลึกๆ แล้วแม่ก็อดกังวลไม่ได้เหมือนกันว่าหนูจะแก่แดดเกินวัยไปหรือเปล่า
หนู แก่แดด เพราะอะไร
จริงๆ คำว่าแก่แดดอาจจะฟังดูแรงไปหน่อยสำหรับเด็กๆ วัยน่ารักที่กำลังแสดงอาการก้าวข้ามวัยแบบนี้
ซึ่งสาเหตุที่ลูกเราออกอาการแก่แดดนั้น มาจากพฤติกรรมจอมเลียนแบบตามธรรมชาติของเด็กนั่นเองค่ะ
การเลียนแบบจะเกิดขึ้นกับเด็กทุกคน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันไป
การอบรมสั่งสอน กิจวัตรประจำวัน ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่เด็กๆ ต้องพบเจอในทุกๆ วัน เช่น โทรทัศน์
ซึ่งมีอิทธิพลต่อลูกมาก เนื่องจากอยู่ในวัยเริ่มต้นของการพัฒนาทางร่างกายและสติปัญญา
ตลอดจนการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความจำ ทำให้เด็กในวัยนี้มักจะเลียนแบบพฤติกรรมจากคนใกล้ตัว
ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องครูหรือเพื่อนๆ ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำมาพูดคุย แต่ตอบสนองด้วยการยิ้มขบขันเอ็นดู
เด็กๆ ก็จะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีทำแล้วถูกต้อง ทำแล้วจะได้รับการยอมรับและความรักจากคุณพ่อคุณแม่นั่นเองค่ะ
ในที่สุดก็อาจจะติดเป็นความเคยชิน กลายเป็นนิสัยติดตัวไปจนโตได้ค่ะ
แก่แดดแบบนี้น่าห่วง
อาการแก่แดดของเด็กในวัยนี้ คือการเลียนแบบผู้ใหญ่หรือสิ่งที่อยู่ใกล้ค่ะ ถ้าเขาอยู่ใกล้กับคนที่เด็กกว่า
อาการแก่แดดก็จะไม่ปรากฏชัดนัก เพราะเขาก็จะทำตัวเด็กตามคนที่อยู่ใกล้ แต่ถ้าลูกไม่เลียนแบบอะไรเลย
แบบนี้น่าห่วงกว่าค่ะ เพราะอาจจะมีปัญหาทางด้านสติปัญญาได้ และถ้าเมื่อไรที่ลูกออกอาการแก่แดดแบบนี้ก็น่าห่วงเช่นกัน
ได้แก่ ไม่รู้จักเด็กหรือผู้ใหญ่ เห็นพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดเป็นเพื่อนเล่นไปหมด อาจจะเลียนแบบจากละครในทีวี
พูดจากับพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ราวกับตัวเองเป็นเจ้านาย ซึ่งอันนี้ก็น่าห่วงนะคะ เพราะถ้าเรามัวแต่ขำลูกอาจจะติดเป็นนิสัยได้
อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ บางทีลูกของเราก็ไม่ได้แก่แดดเองหรอกนะคะ แต่เพราะผู้ใหญ่อย่างเราๆ นี่ล่ะ
ทำให้เด็กแก่แดดโดยไม่รู้ตัว เช่น จับลูกแต่งหน้าแต่งตา เต้นโชว์ด้วยท่าที่เกินเด็ก
หรือขึ้นเวทีประกวดโน่นประกวดนี่ ซึ่งจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ ถ้าพ่อแม่ผู้ใหญ่มุ่งกับผลแพ้ชนะ
หรือความเด่นดังเป็นหน้าเป็นตาให้พ่อแม่ เพราะเด็กอาจเกิดความกดดันที่ต้องชนะตลอดไป
หรือแทนที่จะใช้เวลาเติบโตอย่างธรรมชาติตามวัย แต่กลับไปเสียเวลากับการเต้น
หรือการแต่งตัวเพื่อชนะคนอื่น และยังปลูกฝังค่านิยมเรื่องการแต่งตัว
การรักสวยรักงามที่เกินความพอดี
แต่ถ้าไม่มุ่งกับผลแพ้ชนะ ความเด่นดังอะไร แต่ต้องการให้ลูกมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ
และลูกเองก็สนุกที่ได้ทำกิจกรรมนั้นๆ ประโยชน์ก็เกิดกับตัวลูกได้เช่นกัน เช่น การปรับตัว
เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ความรับผิดชอบ และการแก้ปัญหา เป็นต้น
รับมือกับเด็กแก่แดด
- ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี
ยายหนูตาหนูจะได้เลียนแบบแต่สิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด
กิริยาท่าทางในการแสดงออกต่อทุกคนในบ้าน ก็ต้องทำสม่ำเสมอให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง
คำพูดหยาบคายที่พูดเล่นกันในหมู่ผู้ใหญ่ก็ต้องระวังค่ะ ลูกจะเลียนแบบและนำไปใช้ได้
เพราะคิดว่าเป็นสิ่งดี
- ไม่ชื่นชม หรือส่งเสริม
เวลาที่เจ้าตัวยุ่งแสดงพฤติกรรมที่ส่อเค้าว่ากำลังจะออกอาการแก่แดดเมื่อไรล่ะก็
ให้ทำเฉยไว้ ไม่ต้องสนับสนุน หัวเราะขบขัน มันจะเป็นการส่งเสริมให้เขาทำแบบนี้อีกเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่พ่อแม่ชอบ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าพอลูกกำลังแสดงอาการแก่แดดให้เห็น พ่อแม่ก็ดุว่าทันทีหรือตีเพื่อให้หยุดทำ อย่าทำเชียวนะคะ
เพราะลูกจะเสียความมั่นใจ กลายเป็นเด็กไม่กล้าแสดงออกในที่สุด เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำจะถูกใจพ่อแม่หรือไม่
- ใส่ใจกับรายการทีวีที่ลูกดู
สักหน่อยค่ะ อย่าปล่อยให้ลูกของเราอยู่กับทีวีทั้งวี่ทั้งวัน
เพราะลูกของเราจะซึมซับอะไรจากทีวีเยอะมาก แล้วรายการทีวีบ้านเราน่ะ
รู้ๆ กันอยู่ว่ารายการเพื่อเด็กน้อยเต็มที ฉะนั้นถ้าทำได้ ควรอยู่ใกล้เวลาที่ให้ลูกดูทีวี
หรือไม่ก็เลือกรายการดีๆ สำหรับเด็กให้ลูกดูค่ะ เพื่อให้เขาซึมซับเอาสิ่งที่ดีๆ
- เบี่ยงเบนความสนใจ
เวลาที่ลูกพูดจาหรือแสดงท่าทีให้คุณพ่อคุณแม่เบี่ยงเบนความสนใจเขา
ให้ไปสนใจอย่างอื่นแทนสักพักเด็กก็จะลืมไปเองล่ะค่ะ
- พูดกันด้วยเหตุผล
บางทีเจ้าหนูของเราก็ติดเอาคำพูดคำจาที่ไม่สุภาพมาจากคนอื่นหรือทีวีที่ดูอยู่ทุกวี่วันมาใช้
ก็ต้องพูดคุยกันด้วยเหตุผลค่ะ ว่าสิ่งที่ลูกพูดหรือการกระทำของลูกเป็นสิ่งไม่ควรทำนะคะ
เด็กที่น่ารักจะต้องทำตัวดีพูดจาเพราะๆ ซึ่งการพูดด้วยเหตุผลจะดีกว่าการใช้ความรุนแรงหรืออารมณ์กับเด็กค่ะ
- พ่อแม่เองก็สำคัญค่ะ
อย่าผลักดันให้ลูกทำกิจกรรมที่เกินเด็กมากเกินไป เช่น การจับแต่งหน้า ส่งประกวด
หรือสอนให้รักสวยรักงามจนเกินวัย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมนี้กับลูก
จนอาจติดไปจนโตเลย ดีไม่ดีอาจปลูกฝังค่านิยมฟุ่มเฟือยให้ลูกไปโดยไม่ตั้งใจก็เป็นได้นะคะ
ทางที่ดีควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของวัยและความสนใจของลูกจะดีกว่าค่ะ
ลูกก็คือเงาสะท้อนของพ่อแม่ค่ะ เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นเงาที่สมบูรณ์เพียงไรก็ขึ้นอยู่กับต้นแบบของเงา
คือพ่อแม่อย่างเรานี่ล่ะค่ะ
(update 13 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547 ]
|